อริสโตเติล (Aristotle ๓๘๔-๓๒๒ ก่อนคริสต์ศักราช)  อริสโตเติลเป็นบุตรของ  นิโคมาคัส (Nicomacus) เป็นแพทย์ประจำราชสำนัก ซึ่งเขาได้รับการถ่ายทอดศาสตร์    ต่าง ๆ ส่วนใหญ่มาจากบิดาของเขา และได้เข้าเรียนที่สำนักอะคาเดมี (Academy) ที่กรุงเอเธนส์  อริสโตเติลเป็นนักปราชญ์ที่มีความรู้หลายด้าน เช่น ปรัชญา ดาราศาสตร์  กลศาสตร์ สัตววิทยา ชีววิทยา การเมือง เศรษฐศาสตร์ และตรรกศาสตร์ อริสโตเติลนับได้วาเป็นนักปราชญ์ที่มีอิทธิพลต่อความคิดทางสังคมและเศรษฐกิจมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักคิดในยุคกลาง (middle ages) ของยุโรป ถึงแม้ประเพณีของนักปราชญ์ชาวกรีกโดยทั่วไปจะเหยียดหยามความพยายามในการหาเงิน และอีกทั้งไม่มีใครสนับสนุนลัทธิเสรีนิยมการค้า (laissez faire) แต่อริสโตเติลก็มีส่วนสำคัญที่สนับสนุนการมีทรัพย์สินส่วนบุคคล (private property) โดยอริสโตเติลไม่เห็นด้วยกับระบบคอมมิวนิสต์ของชนชั้นปกครองที่เสนอโดยเพลโต เขามีความเห็นว่าการกระทำดังกล่าวที่จะทำให้ชนชั้นปกครองมีลักษณะเป็นหนึ่งเดียวนั้น ขัดแย้งกับลักษณะความหลากหลายของมนุษยชาติ และยังทำให้ทุกคนเสียโอกาสที่จะได้รับผลประโยชน์ที่เกิดจากการแลกเปลี่ยนในตลาด หลังจากนั้นอริสโตเติลได้ให้เหตุผลแต่ละข้อที่ไม่เห็นด้วยกับการมีทรัพย์สินร่วมของชุมชนคือ

 

           ๑. ทรัพย์สินส่วนบุคคลมีผลิตภาพสูงกว่ามาก ซึ่งจะนำไปสู่ความเจริญ สินทรัพย์ที่มีหลายคนเป็นเจ้าของร่วมกันจะได้รับความเอาใจใส่น้อย เพราะแต่ละคนจะคำนึงถึงประโยชน์ส่วนตัวเป็นหลัก และก็จะละเลยหน้าที่ทั้งหมดที่ควรจะมีต่อบุคคลอื่น ๆ เนื่องจากแต่ละคนจะทุ่มเทความสนใจให้แก่ทรัพย์สินส่วนบุคคลของตนเองเป็นหลัก

           ๒. ที่เพลโตกล่าวว่า ทรัพย์สินส่วนรวมมีส่วนช่วยสร้างความสงบแก่สังคม เนื่องจากจะไม่มีใครอิจฉาใครหรือพยายามยื้อแย่งทรัพย์สินจากผู้อื่น แต่อริสโตเติลเห็นว่าจะยิ่งเป็นการสร้างความขัดแย้งเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เพราะแต่ละคนจะอ้างว่าตนเองทำงานมากและได้รับผลตอบแทนจากส่วนกลางน้อย อริสโตเติลเห็นว่าอาชญากรรมหรือการล้มล้างระบบไม่ได้เกิดจากแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ ซึ่งเขาอธิบายว่า คนจะกลายเป็นทรราชมิใช่เพียงแต่เหตุผลว่าเขาไม่อยากเผชิญกับความหนาว

           ๓. ทรัพย์สินส่วนบุคคลนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของธรรมชาติของมนุษย์ มนุษย์รักตัวเอง เงินและทรัพย์สินต่างก็เป็นเรื่องเดียวกัน คือธรรมชาติของความต้องการเป็นเจ้าของมนุษย์

           ๔. ทรัพย์สินส่วนบุคคลมีอยู่แล้วเป็นปกติในทุกแห่งทุกหน ความพยายามให้สังคมยอมรับการมีกรรมสิทธิ์ร่วม เท่ากับไม่เป็นการยอมรับประสบการณ์ของมนุษย์เอง เป็นการกระโจนไปสู่สิ่งใหม่ ๆ ที่ยังไม่เคยมีการทดลองมาก่อน ดังนั้น กรยกเลิกกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินน่าจะสร้างปัญหามากกว่าแก้ปัญหา                                                                                                                                                                                                                                                             

           ๕. อริสโตเติลได้เอาประเด็นทางคุณธรรมเข้ามาพิจารณาในที่สุดก็คือ การมีทรัพย์สินส่วนบุคคลจะเปิดโอกาสให้มนุษย์ได้แสดงถึงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้อื่นได้ ถ้าหากบังคับให้ทุกอย่างเป็นของส่วนรวมจะเป็นการทำลายโอกาสนี้

 

           นอกจากนี้อริสโตเติลยังให้ความสำคัญแก่เงินในฐานะเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน (medium of exchange) ในฐานะที่เป็นอุปสงค์ทั่วไป (general demand) ที่รวมสินค้าทุกอย่างไว้ด้วยกัน และช่วยลดปัญหาที่เกิดจากจะต้องมีความเผชิญมีความต้องการตรงกัน นั่นคือ ในการแลกเปลี่ยนสินค้าต่อสินค้า ทั้งสองฝ่ายจะต้องมีความต้องการสินค้าของฝ่ายตรงกันข้ามตรงกันจึงจะแลกกันได้ ถ้าใช้เงินเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนก็ไม่จำเป็นต้องมีสถานการณ์ เช่นนี้ เพราะทุกคนพร้อมที่จะแลกสินค้ากับเงิน และเขายังประณามการให้กู้เพื่อเอาดอกเบี้ยว่าเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรมชาติ เพราะเอาเงินไปใช้งานอะไรไม่ได้ นอกจากช่วยทำให้การแลกเปลี่ยนสะดวกยิ่งขึ้น ดังนั้น ตัวของเงินเองจึงไม่มีอะไรและไม่ช่วยให้เกิดความมั่งคั่ง การเรียกเก็บดอกเบี้ยจึงควรได้รับการประณามเพราะขัดกับสภาพธรรมชาติของเงิน ด้วยเหตุผลดังกล่าว ทั้งเพลโตและอริสโตเติลจึงไม่สนับสนุนความคิดเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจ (economic growth) และอาจกล่าวได้ว่า อริสโตเติลมีบทบาทสำคัญในฐานะเป็นผู้นำความคิดทางเศรษฐศาสตร์เป็นคนแรกในการชี้ให้เห็นว่า ราคานั้นเป็นผลจากอุปสงค์และอุปทาน (demand and supply)  โดยอริสโตเติลกล่าวว่า ราคาสินค้าถูกกำหนดโดยคุณค่าในการใช้ (use-value) หรือความปรารถนาที่จะได้สินค้านั้น (desirability) ซึ่งเขาอธิบายตามแบบของเดโมคริตัสว่า เมื่อสินค้ามีปริมาณถึงจุดหนึ่งแล้ว ถ้ามีเกินจากนั้น ราคาจะลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นการพิจารณาจากอุปทาน แต่อริสโตเติลได้ก้าวล่วงไปอุปสงค์ โดยชี้ให้เห็นว่า ถ้าของยิ่งหายากจะยิ่งทำให้มีความรู้สึกว่ามีประโยชน์มากขึ้นหรือมีคุณค่ามากขึ้น

        นอกจากนั้น อริสโตเติลยังเป็นผู้นำแนวคิดในเรื่องการกำหนดราคาของปัจจัยการผลิต ว่าขึ้นอยู่กับราคาของสินค้าที่ผลิตขึ้นมาได้และความพอใจของผู้บริโภค ซึ่งอธิบายต่อไปถึงปัจจัยการผลิตที่ใช้ร่วมกับการผลิตที่เหมาะสม โดยอธิบายว่าเลื่อยมีราคาสำหรับงานช่างไม้มากกว่าเคียว นอกจากนั้นยังได้อธิบายมูลค่าของหน่วยที่เพิ่มขึ้น (marginal value theory)