เป็นโอกาสที่ดีที่ข้าพเจ้าได้อ่านบทความของ อ.หมอประเวศ วสี ในความจริงความงามของการขับเคลื่อนในมิติแห่งความดีความงามของคนทำงานและระบบการศึกษาไทย
การศึกษานั้นควรจะเป็นการกระตุ้นสมองส่วนหน้า แต่การควบคุมนั้นกระตุ้นสมองส่วนหลัง สมองส่วนหลังนั้นเป็นสมองสัตว์เลื่อยคลาน (Reptilian brain) มีหน้าที่เกี่ยวกับความอยู่รอด เช่น การกิน การสืบพันธุ์ การต่อสู้ การหลบภัย การทำร้ายสัตว์อื่น หรือคนอื่น สมองส่วนหน้า(Neo-cortex) เป็นสมองมนุษย์ทำหน้าที่เกี่ยวกับสติปัญญาขั้นสูง จินตนาการ วิจารณญาน ศีลธรรม
ถ้าผู้เรียนรู้มีอิสระที่จะจินตนาการ ที่จะเลือกเรียนรู้อย่างหลากหลายได้ทดลองของใหม่ๆจะกระตุ้นสมองส่วนหน้าให้เจริญ มีสติปัญญาสูง มีวิจารณญาน มีความเห็นใจเพื่อนมนุษย์ (Empathy) มีจิตใจเพื่อเพื่อนมนุษย์ (Altruism) มีศีลธรรม
การถูกควบคุมจะไปกระตุ้นสมองส่วนหลังซึ่งเป็นสมองสัตว์เลื่อยคลานทำให้ขาดจินตนาการ (ตะกวดไม่มีจินตนาการ) ขาดสติปัญญา ขาดวิจารณญาน ขาดศีลธรรม มีความหยาบและการทำร้ายกันสูง
...
การที่คนไทยเป็นอย่างนี้ๆก็เพราะเราอยู่ในระบบอำนาจแบบ top down ทุกแห่งหน พ่อแม่ก็ top down กับลูก ครูก็ top down กับนักเรียน เจ้านายก็ top down กับลูกน้อง ระบบการศึกษาก็ใช้ระบบราชการซึ่งเป็นระบบควบคุมมากกว่าระบบส่งเสริมความงอกงาม จึงไม่แปลกที่สังคมไทยเป็นสังคมที่ใช้สมองส่วนหลังมากเกิน และใช้สมองส่วนหน้าน้อยเกิน
การต่อสู้ทางการเมืองเป็นตัวอย่างของการใช้สมองส่วนหลัง ในการใช้สมองส่วนหลังนั้นจะไม่คำนึงถึงความจริงและศีลธรรม แต่มุ่งเอาชนะอย่างเดียว การต่อสู้กันโดยไม่ใช้ความจริงและศีลธรรม ทำให้สังคมแบนราบขาดความสูงส่งทางคุณค่าหรือจิตวิญญาน สังคมที่ขาดคุณค่าของความดีงามเป็นสังคมที่น่ากลัวยิ่งนัก
การควบคุมทำให้เกิดความบีบคั้น ความขัดแย้ง และความไม่งอกงามอย่างหลากหลาย มนุษย์นั้นไม่มีใครสองคนในโลกที่เหมือนกันแม้แต่ฝาแฝดไข่ใบเดียวกัน ควรจะมีโอกาสงอกงามหลากหลายแตกต่างกัน การพัฒนามนุษย์ไม่ใช่การหล่อหลอมให้ออกจากเบ้าเดียวกันเหมือนการปั๊มขวดปั๊มกระป๋องออกมาจากโรงงาน
ขอบคุณบันทึกที่ให้ใช้สมองส่วนหน้ามากขึ้น
สวัสดีครับอาจารย์ที่เคารพ
ผมเล่าถึงการเดินทางของผมให้อาจารย์ฟังนะครับ
เส้นทาง R2R ของผมตอนนี้ครับ
พรุ่งนี้ผมจะไปเชียร์ R2R ที่โรงพยาบาลประจำอำเภอของผมเอง
น้อง ๆ และพี่ ๆ ตึกศัลยกรรม มีปัญหาและคำถามว่า
ทำไมการติดเชื้อในตึกสูงจัง หรือสูงกว่าที่อื่น ๆ
เกิดอาการทุกข์ทั้งตัวคนไข้และทีมสุขภาพ
ผมเลยให้การบ้านก่อน...ใช้กรอบอริยสัจสี่ ให้แต่ละคนคิดและเอ๊ะ
พรุ่งนี้มาประชุมย่อย ๆ กันในตึกครับ
.......
นอกจากนั้น ก็มีคนโทรศัพท์...เมลล์...มาหาที่บ้านให้ช่วยดู....หรือจะมาจ้างทำ
ซึ่งผมก็ปฏิเสธว่า ไม่รับแต่ถ้ามาเรียนรู้ร่วมกัน...ยามไหนก็ได้
หรือออกไปภายในจังหวัดใกล้ ๆ แต่เป็นปัจเจกบุคคล
ผมยังไม่ขั้นเทพ...แต่พยายามเอาประสบการณ์ของตนเองที่มีอยู่
ประสบการณ์ที่กล้า...เอาคอตนเองไปพาดที่เขียง...ให้อาจารย์วิพากษ์
จริง ๆ แล้วการชื่นชมหรือดุด่า มันไม่สำคัญมากกว่าการเรียนรู้และแบ่งปันครับ
......
หลาย ๆ กรณีข้างบน...
มีคนติดต่อว่า...ค่าตัวเยอะไหม...คิดเรตอย่างไง
ผมก็รำพึงกลับด้วยอารมณ์ดีว่า
นานแล้วหรือยังที่เราคุยกันโดยไม่มีคำว่าเงินมาเกี่ยวข้อง...
นานแล้วหรือยังที่เราคุยกันโดยไม่มีคำว่าผลประโยชน์มาข้องเกี่ยว
นานแล้วหรือยังที่เราไม่คุยกันเรื่องความรัก ชีวิต และเพื่อนมนุษย์...
......
ผมรู้ว่า...ผมมีดีหลายข้อและไม่ดีหลายข้อ
แต่เมื่อผมรู้จักอาจารย์...ผมกลับชื่นชมวิถีแห่งงานของอาจารย์
ขอให้อาจารย์มีแรงที่จะคิดและทำต่อไปนะครับ
ผมเอาใจช่วยมาก ๆ ครับ
(รำพึงเฉย ๆ ไม่น่าจะเกี่ยวกับบันทึกอาจารย์...แต่บันทึกข้างบนผมได้ฉุกคิดมาก ๆ ครับ)