ประสบการณ์ของเพื่อนเพื่อคนมะเร็ง
จิตต์ อวะภาค
วันที่ 25 พฤศจิกายน 2548 หมอบอกว่าผมเป็นมะเร็งปอด State 4 ระยะสุดท้าย มีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 8 เดือน ผมตกใจมาก ใช้เวลาทำใจรอรับความตายอยู่ที่บ้าน 1 เดือน ในที่สุดยอมรับกับความจริงที่เกิดขึ้น ตัดสินใจสู้กับโรคร้ายดีกว่า! ทำอย่างไร? นี่คือสิ่งที่อยากจะบอกเพื่อน
1. สร้างพลังใจสู้ให้เกิน 100 (ขอย้ำต่ำกว่านี้สู้ไม่ได้) เพื่ออะไร ?...... เพื่ออดทนต่อกิจกรรม วิธีการักษาดูแลร่างกายและจิตใจให้แข็งแกร่งพร้อมสู้และเอาชนะ ดังนั้น สรรพกำลังใจทั้งหลายและแนวทางที่มีอยู่จะต้องนำมาใช้ประโยชน์ดังนี้
1.1 การทำสมาธิจิต เพื่อความสงบระงับได้แห่งความทุกข์ทั้งปวง ส่งผลให้ร่างกายเกิดภูมิต้านทาน ทำได้โดยกำหนดลมหายใจเข้า – ออก อย่างต่อเนื่อง และสมาธิจิตอยู่ที่ลมหายใจเท่านั้น ไม่ต้องคิดเรื่องอื่น หายใจออกก็รู้ว่าหายใจออก หายใจเข้าก็รู้ว่าหายใจเข้า ทำไปเรื่อย ๆ ตามความสามารถ สบาย สบาย ไม่เครียด หรือจะใช้วิธีการอื่นที่เหมาะสมกับตนเองก็ได้
1.2 สวดมนต์ภาวนา ท่องบ่นพระคาถา ทางพุทธศาสนา (ตามที่นับถือและความเชื่อ) ที่ได้ร่ำเรียนมาจากครูบาอาจารย์ด้วยความศรัทธา เพื่อสร้างพลังจิตให้แข็งแกร่ง เพิ่มพูนบารมีให้แกร่งกล้ายากที่ศรัตรูจะเข้าทำลาย อีกทั้งช่วยผลักไอร้ายไอโรคออกจากตัวเรา เช่น บทพุทธมนต์อิติปิโสฯ บทพาหุงฯ บทกำแพงมนต์ อิมัสมิงราฯ และบทแผ่เมตตาสัพเพ สัตตาฯ อุทิศบุญกรวดน้ำให้แก่เจ้ากรรมนายเวร เป็นต้น สำหรับการสวดมนต์เพื่อรักษาโรค 1) ต้องสวดเสียงดัง ดังมากยิ่งดี เพื่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนต่อ cell ในร่างกาย 2) ต้องมีสมาธิจิต ให้นิมิตเห็นเนื้อมนตราอันทรงพลังขณะสวดกระแทกกระทั้นเข้าทำลายก้อนมะเร็งในร่างกายตลอดเวลาที่สวดมนต์ 3) ถ้าท่องคาถาก็จิตนาการตามบทคาถานั้นเข้าทำลายขับไล่เสนียดจัญไร – คุ้มครองร่างกาย ตามเนื้อหาคาถานั้น
1.3 แสวงหากำลังใจที่ดี เช่น ลูก เมีย ความหวังที่จะให้มีชีวิตอยู่เพื่อคนที่เรารัก มองโลกในแง่ดี ฉลาดเลือกเฟ้นหาสิ่งดี ๆ ให้ตัวเอง
1.4 ความอดทน มุ่งมั่นสู่ความสำเร็จ ตั้งความหวังอย่างมีเหตุผล มีความเชื่อมั่นในตนเอง ตัวเองเท่านั้นที่จะบันดาลทุกสิ่งทุกอย่างให้เกิดขึ้น ต้องเชื่อว่าเราสามารถสั่งเม็ดโลหิตขาวให้กำจัด cell มะเร็งได้ สั่ง cell มะเร็งให้ตอบสนองวิธีการรักษาของแพทย์ได้ ( ทำด้วยสมาธิจิต )
1.5 ข้อห้าม การมองโลกแง่ร้าย เครียดจัด โกรธโมโหเกิน 2 นาที เพราะถ้าโกรธ เครียดมากขี้โมโหบ่อย ร่างกายจะหลั่ง Toxic สารพิษออกมายับยั้ง T-cell หรือ Killer Cell ที่ช่วยกำจัด cell มะเร็ง ทำให้ cell มะเร็งโตเร็ว คนก็ตายเร็ว
2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ศึกษาวิธีการออกกำลังกายและเลือกวิธีที่เหมาะสมกับตัวเราให้มากที่สุด ปฏิบัติแล้วมีความสุข โดยการอ่าน ทดลอง สังเกตผลที่เกิดและพัฒนาวิธีการให้สอดคล้องกับร่างกายจิตใจ และเวลาออกกำลังกายต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 30 นาที เช่น เดินเร็วกว่าปกติ ทำเว่ยตันกง ชี่กง และอบสมุนไพร 10 นาที ออกจากตู้อบรีบแช่น้ำเย็น 15 องศาเซลเซียส ทันที เวลา 5 นาที เพื่อสร้างไข้เทียม เพิ่มเม็ดโลหิตขาว ทำ 2-3 รอบ และนวดตัวไล่น้ำเหลือง (ห้ามกดจุด) ให้ทั่วตัวประมาณ 1 ชั่วโมง นอนหลับพักผ่อน 7-8 ชั่วโมง/วัน นอนหลับกลางวัน 15 นาที จะดียิ่งขึ้น
3. รับประทานอาหารสะอาดเหมาะสม ศึกษาคุณค่าของอาหารได้ชัดเจน เลือกที่มีประโยชน์เน้นอาหารต้านมะเร็งเป็นหลัก ความอร่อยมาทีหลัง คำนึงถึงปริมาณ อาหารให้พอต่อวัน จะได้ไม่ผอมโซ จัดทำเมนูอาหารเฉพาะตัว และถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ผมเองตลอด 3 ปี ไม่ทานข้าวนอกบ้านเลย จัดข้าวห่อติดตัว โดยเฉพาะน้ำ ถ้าทำได้ pH 7.5 จะดี เพราะใกล้เคียงกับความเป็นกรดด่างของเลือด ผมก็พกน้ำติดตัวจากบ้านตลอด ตอนเริ่มรักษางดเนื้อสัตว์ทุกชนิด แต่ดูแล้วไม่ไหวอดมาก รับเคโมไม่ได้ สองปีหลัง เลยรับประทานเนื้อปลา จนบัดนี้สรุปได้ว่าจะผัก ปลา ผลไม้ เนื้อสัตว์อื่นให้อยู่ในระดับพอประมาณ มัชฌิมาปฏิปทา ก็ไม่เกิดโทษ
นอกจากอาหารตามปกติ Vitamin ก็จำเป็นกับคนมะเร็งไม่น้อย เพราะมะเร็งกินเลือด เนื้อ ธาตุอาหารจากเรา จึงจำเป็นต้องเพิ่มให้ได้สมดุล ทั้งต้านโรค ด้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) เช่น Vitamin A จาก Betacarotine B 1-6-12 Vitamin E 400, Vitamin C 1000, Selenium Q10 วิตามินดังกล่าว ต้องเป็น Natural สกัดจากธรรมชาติ BiO เท่านั้น
คนมะเร็งต้องทำ Detox ขจัดสารพิษออกจากร่างกายทุกวันด้วย เพราะในขณะที่มะเร็ง Active เขาจะขับ Toxic ออกมามากมาย ตับจะทำหน้าที่ขับพิษออกจากร่างกาย ถ้าในคนปกติก็เป็นไปตามกลไกธรรมชาติ แต่คนมะเร็งจะต้องช่วยกระตุ้นตับให้มีประสิทธิภาพในการขจัดพิษเพิ่มขึ้น โดยการทำ Detox คือการอาศัยสาร Nicotine จากกาแฟ เข้าไปกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมน ขับสารพิษของตับ ให้ทำหน้าที่ได้ดียิ่งขึ้น การทำ Detox ให้ทำหลังจากการขับถ่ายในตอนเช้า ดังนั้น การ Detox ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาท้องผูก (ให้ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม)
4. พบแพทย์สม่ำเสมอ เลือกแพทย์ (ถ้าทำได้) เชื่อมั่นในการรักษา ศึกษา สังเกตอาการ หาข้อมูลตัวเองให้มาก เพื่อให้ข้อมูล ปรึกษาหารือกับแพทย์ เพราะเรารู้ตัวเราดีกว่าคนอื่น แพทย์ไม่ได้รู้ทุกเรื่อง โดยเฉพาะคนมะเร็งจะยืดชีวิตได้ด้วยตัวเองเท่านั้น แพทย์จะเดินตามสูตรที่ถูกตั้งขึ้น ตามทฤษฎีรักษามะเร็งเท่านั้น แต่จะตอบสนองแค่ไหนอยู่ที่ตัวเราได้ทำตัวทำใจให้รับได้มากน้อยเพียงใด
คิดว่าข้อเขียนสั้น ๆ บนหน้ากระดาษที่จำกัดนี้ คงจะมีประโยชน์กับเพื่อน ตลอดจนญาติพี่น้องของเพื่อนที่ประสบปัญหาเหมือนกับผม