จุดแข็ง จุดอ่อน และสิ่งคุกคาม

จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และสิ่งคุกคาม (SWOT)

 
          เรา วิเคราะห์ทุกอย่าง พูดในสิ่งที่ไกลตัวแล้ว คราวนี้ลองมาวิเคราะห์สี่คำที่ใกล้ตัวบ้าง ท่านจะไปเป็นพระธรรมทูต อะไรคือจุดเด่นของท่าน ท่านเก่งด้านไหน เช่น เก่งเรื่องก่อสร้าง ปรากฏว่าไปที่วัดนั้นเขาสร้างหมดแล้ว กลายเป็นว่าจุดแข็งไม่มีประโยชน์

 


          อะไร คือจุดเด่นของท่าน ท่านสอนกรรมฐาน เทศน์เก่ง บรรยายธรรมคล่อง แต่ภาษาอังกฤษไม่ได้เรื่อง ไปอยู่ที่นั่นปรากฏว่าคนอื่นเขายึดธรรมาสน์หมดแล้ว ท่านไม่มีโอกาสที่จะแสดงธรรม ท่านต้องหาจุดแข็ง ของท่านใหม่ สร้างขึ้นมาให้ได้ ให้สอดคล้องกับโอกาส (Opportunity) โอกาสมีด้วยกันทั้งนั้นแหละ ท่านไปทำงานที่ไหนก็ตาม บางท่านไม่เทศน์ภาษาอังกฤษ ใช้ภาษาลาวหรือภาษาเขมรอย่างเดียว ยังไปรอดได้ เพราะว่าชุมชนชาวลาว ชาวเขมรใหญ่มาก ๆ ในออสเตรเลีย อเมริกาและฝรั่งเศส แค่พูดภาษาของเขาได้ก็สบายแล้ว นี่เป็นจุดแข็งได้ เพราะฉะนั้น เมื่อท่านจะไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ท่านต้องมีความสามารถในทางภาษา ผมคาดหวังท่านให้เก่งภาษา จะเป็นภาษาอะไรก็ได้


          ถ้าพระธรรมทูต ไปอยู่ในต่างประเทศ สิ่งที่เขาต่อว่ามาก็คือ ให้ไปเทศน์หรือสอนเป็นภาษาอังกฤษบ้าง ท่านก็พอจะทำได้ แต่มักไม่เตรียมพูดเป็นภาษาอังกฤษ พระลังกาสวดมนต์ฉันเพลเสร็จ เขาจะเทศน์ ๑๕ นาทีเป็นภาษาอังกฤษ แต่พระไทยไม่ยอมเทศน์ เสียโอกาสมาก ๆ อ้างว่าพูดอังกฤษไม่ได้ ถ้าพูดไม่ได้ก็ท่องไป ถ้าสอนเด็กพุทธศาสนาวันอาทิตย์เป็นภาษาไทย เขาไม่เข้าใจธรรมะหรอก เด็กไทยในอเมริกาพูดภาษาอังกฤษ ถ้าจะให้ชนะใจเด็กที่โน้น ต้องสอนสองเรื่อง คือสอนพระพุทธศาสนาเป็นภาษาอังกฤษ และสอนให้เด็กพูดภาษาไทย เขียนและอ่านภาษาไทยได้ พ่อแม่เด็กจะชอบใจมาก


          เพราะฉะนั้น ก่อนไปต่างประเทศ ท่านต้องรู้วิธีสอนภาษาไทยให้ชาวต่างชาติได้ สอนภาษาไทยผ่านภาษาอังกฤษ ภาษาไทย ก. ไก่ แบบนี้ใครก็สอนได้ แต่สอนผ่านภาษาอังกฤษ ต้องฝึก เพราะเด็กต่างประเทศไม่รู้ภาษาไทย ถ้าท่านสามารถใช้ภาษาอังกฤษไปสอนภาษาไทยให้เขา เด็กก็สอนภาษาอังกฤษให้เรา เราเตรียมคู่มือการใช้ภาษาอังกฤษสอนภาษาไทยติดมือไป ผมเคยเจอฝรั่งที่พูดไทยได้ ถามว่าเขาเรียนภาษาไทยจากไหน เขาบอกว่าจากหลวงพี่ที่วัดไทยในอเมริกา


          ถ้าภาษาอังกฤษดี ให้ท่านสอนธรรมะเป็นภาษาอังกฤษ ผมสังเกตดูเด็กไทยที่โน้นไม่เข้าใจภาษาไทย ถ้าเราสอนธรรมะเป็นภาษาอังกฤษให้เขา เขาจะเข้าใจเร็วมาก เขาจะซาบซึ้งนับถือเราเร็วขึ้น ผมเคยไปสอนเด็กที่ชิคาโกอยู่หลายเดือนเหมือนกัน เด็กตั้งแต่ ป.๒ ป.๓ ที่โน้นพูดภาษาไทยไม่ค่อยได้ แต่เด็กจะสนใจพระพุทธศาสนามาก ภาษาอังกฤษผมก็ใช่ว่าจะดีถึงขนาดสอนธรรมะเป็นนามธรรมให้เด็กเข้าใจได้ เราไปศึกษาวิธีสอนในโรงเรียนปกติของเด็ก คือเขาแจกอุปกรณ์เยอะ เขาไม่ไปบรรยายกันดุ่ย ๆ ครูสมัยโบราณต่างจากครูสมัยปัจจุบัน ครูสมัยโบราณมีหนังสือให้อ่านแล้วครูอธิบาย เด็กก็จำ แบบที่เราเรียนกันมา สมัยนี้เขาไม่ใช่มีหนังสืออย่างเดียว ยังมีคอมพิวเตอร์ด้วย ครูมีหน้าที่แนะนำให้เด็กอ่านแล้วก็มารายงานหน้าชั้น ให้เด็กถามและตอบปัญหา ให้เด็กอภิปราย เราก็ใช้วิธีการเดียวกันในการสอนธรรมะ


          ท่าน สอนเด็กด้วยความรู้ความเข้าใจพระพุทธศาสนาที่ท่านเตรียมการสอนไว้ ได้ตำราที่จะสอนเด็กทั้งหมดก็เอาเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ ไปปริ้นท์แจกแต่ละบทเรียน ให้เด็กอ่าน อภิปราย (discuss)กัน แล้วเราก็ตอบคำถามบ้าง พยายามฟังสำเนียงเด็กให้รู้เรื่องก่อน แล้วก็เยสโน (yes no) ตอบไป เท่านี้เราก็สอนได้แล้ว


          ข้อสำคัญก็คือหา หนังสือสอนเด็กมีภาพการ์ตูน ซึ่งทุกวันนี้หลักสูตร ที่สอนเด็กเป็นภาษาอังกฤษมีเว็บไซต์ต่าง ๆ สำหรับสอนชั้นประถม มัธยมไว้อย่างดีพอสมควร ผมแนะนำว่า จะสอนเด็กนั้น ท่านต้องมีคู่มือมีสื่ออุปกรณ์ พยายามอธิบายเป็นภาษาอังกฤษเด็กจะเข้าใจดี

 

สอนพระพุทธศาสนาให้ปรับประยุกต์

 
          วัยรุ่นในต่าง ประเทศร้องทุกข์ว่าทำไมเวลาพระสอนพระพุทธศาสนา ไม่รู้จักประยุกต์ให้เข้ากับวิถีชีวิตเขา อันนี้เป็นจุดอ่อนของเราอย่างหนึ่ง มหายานปรับตัวเร็วกว่าเรา เราจะมีศาสนพิธีมากซึ่งปรับยาก ถ้าไม่อธิบายไม่ทำความเข้าใจ และไม่วิเคราะห์ให้ดี เราจะได้เฉพาะคนแก่ ๆ เข้าวัดเท่านั้น เวลา ฝ่ายมหายานสอนนั่งกรรมฐาน เขาจะมีเบาะรองนั่ง หรือมีเก้าอี้ เขาไม่ให้นั่งขัดสมาธิบนพื้น เพราะฝรั่งนั่งยาก คนไทยก็เมื่อย ฉะนั้นคนไปโบสถ์ฝรั่ง เขานั่งเก้าอี้กัน มีวัดไทยในต่างประเทศบางวัดไปซื้อโบสถ์คริสต์ก็ยังเก็บเก้าอี้ที่นั่งยาว ๆ เอาไว้ ให้มีการปรับประยุกต์บ้าง


          ข้อสำคัญที่สุดเด็ก ๆ ไปเรียนอยู่ในโรงเรียนคริสต์เขากลับมาบอกพ่อแม่ว่า ศาสนาคริสต์ทันสมัยมาก พระไทยไม่เห็นสอนอะไรที่ใช้ประโยชน์ได้เลย ท่านสอนอริยสัจสี่ ไตรลักษณ์ ทื่อ ๆ แต่ศาสนาคริสต์แพรวพราวมาก ผมสงสัยว่าเขาสอนอย่างไร ผมไปที่โน้น ผมไปเปิดเคเบิลทีวีช่องหนึ่ง มีแต่เรื่องศาสนาคริสต์ ๒๔ ชั่วโมง เวลาบาทหลวงเทศน์ จัดเวทีน้อง ๆ คอนเสิร์ต มีทั้งหางเครื่องร้องเพลง เวลาพูดเขาไม่นั่งอย่างนี้ เขาเดินครับ มีไมค์ติดหน้าอก ทอล์คโชว์ดี ๆ นี่แหละ เดินไปพูดไปถือหนังสือไบเบิลเล่มหนึ่ง


          เวลาบาทหลวง เล่าเรื่องต้องแสดงท่าประกอบด้วย เช่นเล่าถึงความทุกข์ของมนุษย์ ผู้หญิงคนหนึ่งทุกข์ทรมานเหลือเกินอย่างนั้นอย่างนี้ หลวงพ่อพอดีไปเจอเข้าก็ปลอบ ผู้หญิงเล่าความทุกข์ให้หลวงพ่อฟัง หลวงพ่อฟังแล้ว เศร้าจริง ๆ น้ำตาไหลพูดถึงตรงนี้ แล้วน้ำตาบาทหลวงไหลจริง ๆ รักสงสารเธอ เศร้าใจกับชีวิตเธอ เล่าไปร้องไห้ไปด้วย คนเป็นพันในห้องประชุมฟังเงียบสะเทือนใจ ชนะใจคนฟัง การที่เขาสอนอย่างนี้ เราไปศึกษาจุดแข็งของเขาเอามาใช้ ผมไปที่ไปประชุมนานาชาติ ผมจะไปดูวิธีการว่าทำไมคนจึงมาสนใจฟังนักพูดดัง ๆ แม้แต่ศาสนาอื่นผมก็ไปดู

 

รู้เรารู้เขา

 
          ฉะนั้น สิ่งที่ผมใช้สอนบางส่วนมาจากการที่ไปดูนักเทศน์ศาสนาอื่นสอนกัน เราก็นำมาประยุกต์ อย่างที่ผมพูดบรรยายและใช้เรื่องเล่าประกอบ บางคนอาจจะนึกว่าผมเอามาจากหลวงตา แพร-เยื่อไม้ แต่ผมไปดูศาสนาอื่นเขาสอน เขามีเรื่องเล่าประกอบทั้งนั้น มีแต่พระไทยเท่านั้นสอนธรรมะแล้ว ยกเรื่องเล่าที่ไม่ค่อยเข้ากับธรรมะ นึกจะเล่าก็เล่า นึกจะจบก็จบ ไม่รู้ว่าสอนให้รู้เรื่องอะไร แต่นักเทศน์ดี ๆ ระดับโลกไม่ว่าจะเป็นที่ไหนก็ตาม ผมลองอ่านงานและนำมาวิเคราะห์ พบว่าเขาจะมีเรื่องเล่าประกอบทั้งสิ้น เขาเรียกว่าพูดเป็นบุคลาธิษฐาน


          แม้ แต่พระพุทธเจ้ายังทรงเล่านิทานชาดกประกอบ อย่าไปดูถูกเรื่องเล่าประกอบ มีนักเทศน์คนหนึ่งสอนศาสนาฮินดู อยู่ที่ไมซอร์ (Misore) อินเดียใต้ ผมเคยไปนั่งฟัง เขาสอน พูดดีจริง ๆ ฝรั่งมากันเต็มหมด พูดภาษาอังกฤษได้ไพเราะ อลังการจริง ๆ ฝรั่งคลั่งไคล้มาก คนมากันมากมาย ในที่สุดเขาอยู่ไม่ได้คนในท้องที่ไม่พอใจ เอามีดปาใส่เฉียดคอไปนิดเดียว ต้องย้ายออกจากอินเดียไปอยู่อเมริกาเมืองโอเรกอน ซื้อหุบเขาทั้งหุบเขา คนในนั้น เป็นลูกศิษย์เขาหมด มีเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว มีรถโรลส์รอยส์ ๙๙ คัน


          มีอยู่ปีหนึ่งเขาไปเข้าปฏิบัติกัมมัฏฐาน ไม่พูดจากับมนุษย์ทั้งหลาย เก็บตัวเข้าเฝ้าพระเจ้า ให้ลูกศิษย์คุมงาน ปรากฏว่าลูกศิษย์ยักยอกเงินในธนาคารเอาไปหมด สานุศิษย์สองคนผู้หญิงผู้ชายเชิดเงินไปแต่งงานกัน ไม่มีเงินเสียภาษี รัฐเก็บภาษีย้อยหลัง เขาอยู่ในอเมริกาไม่ได้ต้องกลับและมาตายที่อินเดีย เพราะลูกศิษย์เป็นเหตุ นักเทศน์คนนี้ชื่อภควาน ราชนีศ

 

หาจุดแข็งจุดอ่อนในตัวเองให้พบ

 
          ผม ขอวิเคราะห์จุดแข็ง (Strength) ของผม นั่นคือผมมีความคิดหรือมีไอเดีย (idea) จุดอ่อนคือยากที่จะสื่อสารให้คนตามทัน ถ้าผมพูดปรัชญาของฌอง-ปอล ซาตร์ให้ท่านฟัง ผมว่าไม่ถึงครึ่งชั่วโมงท่านจะหลับกันหมด แต่ถ้าเอาปรัชญานั้นมาผูกแต่งเป็นเรื่องเล่าให้ท่านฟัง ท่านจะฟังรู้เรื่อง ฉะนั้น เรื่องที่ท่านฟังผมพูด ที่จริงผมพูดให้ยากกว่านั้นได้ ขึ้นอยู่กับคนฟัง ผมอยากพูดเรื่องลึก ๆ แต่ปีหนึ่งจะได้พูดสักครั้งหนึ่งเพราะหาคนฟังยาก ส่วนมากก็พูดเรื่องเบา ๆ แต่ปีหนึ่งผมจะพูดเรื่องที่อยากพูดสักครั้ง หรือสองครั้ง เรื่อง“ขอบฟ้าแห่งความรู้” นั่นแหละที่สะใจผม ไอเดียที่ผมพูดแกะออกมาพิมพ์ได้เลย


          ผมค้นพบจุดแข็งในตัวผม ในการเป็นนักเผยแผ่พระพุทธศาสนา ผมมีฐานความคิด แต่ผมมีจุดอ่อนที่เหมือนกับนักคิดทั้งหลาย ในการสื่อให้คนเข้าใจได้ยาก ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา ของนักคิด นักคิดทั้งหลายจะคิดเป็นนามธรรม จะคิดได้เร็ว แต่ถ้าให้พูดออกมา คนจะไม่รู้เรื่อง ทำนองเดียวกันกับสิ่งที่เรียกว่าภาษาคนภาษาธรรม ยิ่งผู้บรรลุธรรมถ่ายทอดมาเป็นภาษามนุษย์เราฟังไม่รู้เรื่อง นักคิดทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน เราก็มาดูจุดอ่อนตรงนี้ แล้วไปหาดูคนในวงการเดียวที่คล้ายกับเรา เขาแก้จุดอ่อนนี้อย่างไร ผมไปหาดู และลองใช้วิธีของเขา คนนี้แก้อย่างนี้ได้ผล เราก็แก้จุดอ่อน ในการเผยแผ่ของเราตามนั้น


          เพราะฉะนั้น นักคิดมักจะขาดความพยายามที่จะสื่อความรู้ความคิดที่มีให้คนเข้าใจ การสื่อให้คนรู้เข้าใจเป็นศิลปะ (Art) ศาสตร์คือความรู้ ศิลปะเป็นสิ่งที่ต้องสั่งสมฝึกฝน ผมพบว่าในลักษณะอย่างผม การใช้สื่อช่วยจะทำให้คนฟังตามได้ดีขึ้น เพราะความคิดของผมบางทีเป็นวิชาการที่ยากมาก ถ้าผมไม่เขียนลงแผ่นใสสักแผ่นเดียว คนฟังจะงง ผมถือภาษิตจีนว่า “ภาพหนึ่งภาพมีค่าเท่ากับคำพูดหนึ่งพันคำ” ผมเชื่อตามนั้นและผมก็ทำด้วย แทนที่ผมจะอธิบายเป็นพันคำ ผมฉายภาพให้ท่านดูสักหนึ่งภาพ ท่านก็เข้าใจดี แต่จะใช้วิธีนี้ได้ดีต่อเมื่อเรามีฐานความรู้ความคิดที่ลึก สามารถเอาภาพมาขยายให้ดูง่าย บางคนความคิดตื้นอยู่แล้ว ภาพก็ตื้น มันไม่ช่วยอะไร เราต้องวิเคราะห์ให้ได้ ผมเป็นนักเผยแผ่ ผมต้องวิเคราะห์จุดแข็งจุดเด่นของผม จุดอ่อนผมก็วิเคราะห์อย่างที่ผมพูดว่าสื่อช่วยผม ถ้าผมไม่มีสื่อ คนจะตามความคิดผมยาก เพราะว่าความคิดผมอาจจะเป็นปรัชญา ต้องมีสื่อมาช่วย ผมทดลองใช้แผ่นใสบ้าง Power point บ้าง ประหยัดเวลาดี


          เรื่อง ที่ ผมอยากจะพูดมีมาก มักจะมาทั้งระบบ ถ้าผมพูดบรรยายไปทั้งระบบอาจถึง ๖ ชั่วโมง คนจึงจะเข้าใจ เพราะฉะนั้น เรื่องยากนี่ ถ้าไม่มีสื่อ คนฟังจะรู้เรื่องภายใน ๖ ชั่วโมง แต่ถ้ามีสื่ออาจจะใช้เวลา ๒ ชั่วโมง ประหยัดเวลาด้วย ผมสามารถที่จะสื่อความคิดได้มากขึ้น เมื่อเช้านี้ ถ้าผมไม่มีพาเวอร์พอยต์ (Power Point) ตอนผมบรรยาย ให้พุทธศาสตรบัณฑิตใหม่ นั้น ผมอาจจะต้องพูดถึง ๔ ชั่วโมง คนถึงจะตามทัน แต่ผมใช้ พาเวอร์พอยต์ประหยัดเวลา เหลือแค่ ๒ ชั่วโมง


          เพราะฉะนั้น เราต้องดูจุดแข็งจุดอ่อนอะไรต่าง ๆ ทีนี้ถ้าไม่มีสื่อ เช่น เทศน์ตามศาลาวัด ขึ้นธรรมาสน์ มัวแต่ไปฉายพาเวอร์พอยต์อยู่ โยมไล่ลงแน่ หาว่าไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง


          ในกรณีที่ไม่มีสื่อ จะทำอย่างไร? ผมใช้วิธีนี้ ถ้าไม่สามารถจะใช้สื่ออื่น ต้องฝึกทักษะ หรือศิลปะอีกเรื่องหนึ่ง เมื่อเราใช้ภาพช่วยไม่ได้ เราต้องใช้ภาพที่คำพูด เรียกว่าพูดให้เห็นภาพ (Figurative speech) ต้องฝึกความสามารถในการเล่าเรื่อง ใช้คำพูดสั้น ๆ ไม่ต้องมากแต่คนเห็นภาพ เพราะความคิดของเรานั้นเป็นนามธรรม ธรรมะเช่น เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นธรรมาธิษฐาน ถ้าท่านสามารถสื่อออกมาให้เป็นเรื่อง ผูกโครงเรื่อง เล่าเรื่องประกอบ คนเห็นภาพและตามทัน ถ้าท่านไม่มีความสามารถตรงนั้น ท่านต้องใช้สื่อ แต่ก่อนผมก็ใช้แค่เครื่องฉายแผ่นใส (Overhead Projector) ใช้แผ่นใสเท่านั้น เดี๋ยวนี้ต้องใช้พาเวอร์พอยต์ (Power Point) ถ้าผมไม่ใช้สื่ออาจจะต้องพูดนานกว่าจะได้เรื่อง ผมนำสื่อและอุปกรณ์มาใช้เป็นจุดแข็งแก้จุดอ่อน อย่างได้ผลดี


 


(ที่มา: บรรยายในการฝึกอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ จัดโดยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ณ พุทธมลฑล นครปฐม วันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๔๖ )

 

ขอเชิญฟังปาฐกถาธรรมของพระเดชพระคุณพระธรรมโกศาจารย์  แบบ แจ่มแจ้ง-จูงใจ-แกล้วกล้า-ร่าเริง  ท่านแสดงที่วัดพุทธธรรม อิลินอยส์ สหรัฐอเมริกา  เมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๔

ถ้าคุณมีเวลาเก้านาที ฟังตอนสตีป จ็อบส์

ศรัทธาในสิ่งที่เขาทำ ทำในสิ่งที่เขาศรัทธา