พระธรรมโกศาจารย์ ๒๕๔๖

ยุทธศาสตร์การเผยแผ่พุทธศาสนา

 

พระธรรมโกศาจารย์ (2546)

        ผมได้มีโอกาสมาพูดในการอบรมพระธรรมทูตนี้ทุกปี แต่ละปีก็มีประเด็นที่เป็นข้อคิดหลายเรื่อง แม้จะกำหนดหัวข้อให้พูดเรื่องการเผยแผ่ แต่วันนี้จะถวายความเห็นเรื่องยุทธศาสตร์ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา


          ใน การไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศนั้น ความรู้ความสามารถของเรามีด้วยกันทั้งนั้น แต่ที่ไม่ค่อยบรรลุผลตามที่เราต้องการ คงจะเกี่ยวกับปัญหาเรื่องยุทธศาสตร์ จึงทำให้มีปัญหาและอุปสรรคอื่น ๆ มาก บางท่านเทศน์ดีสอนดี ก็ยังอยู่ไม่ได้ ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะยังมีปัจจัยอะไรหลายอย่าง งานพระธรรมทูตมีความละเอียดอ่อนมาก แถมยังถูกค่อนขอดว่าไปสอนเฉพาะกับคนไทยด้วยกัน เขาเอาเราไปเปรียบเทียบ กับพระธรรมทูตธิเบต ญี่ปุ่น หรือแม้กระทั่งศรีลังกาที่ประสบผลสำเร็จมากกว่าในการเผยแผ่กับชาวต่างประเทศ ในขณะที่เราประสบความสำเร็จกับคนไทย จึงต้องทำให้หันมามอง เหมือนกันว่าเรื่องนี้เป็นเพราะอะไร ก่อนที่เราจะลงไปเผยแผ่จริงๆ เราต้องทำการวิเคราะห์อย่างที่นักวางแผนทั้งหลายทำกันก่อนจะไปลงมือปฏิบัติ การจริง มหาวิทยาลัยมหาจุฬาราชวิทยาลัยก็ทำการวิเคราะห์ชนิดนี้ซึ่งเรียกว่า SWOT Analysis


          ก่อนที่เราจะลงมือปฏิบัติการจริงต้องทำการวิเคราะห์สถานการณ์ ๔ ด้าน คือ SWOT ประกอบด้วย


          ๑. จุดแข็ง (S=Strength)
          ๒. จุดอ่อน (W=Weakness)
          ๓. โอกาส (O=Opportunity)
          ๔. สิ่งคุกคาม (T=Threat)


          ก่อน ที่ท่านจะไปทำงานด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างแดนนั้น ต้องวิเคราะห์ประเด็นทั้งสี่ล่วงหน้าว่าที่ที่ท่านจะไปอยู่มีอะไรรอท่านอยู่ เพื่อจะเตรียมตัวได้ถูกต้อง อย่าไปแบบขอตายดาบหน้าเป็นอันขาด รวบรวมข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ทั้งสี่ประเด็นให้ได้แล้วค่อยไปทำงาน ซุนวูกล่าวว่า “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครา (If you know others and know yourself, you will not be defeated in a hundred battles.)”

 

จุดแข็ง (Strength)

 
          คำแรกคือจุดแข็ง(Strength) ได้แก่ เวลาที่จะลงไปในพื้นที่ใดต้องหาข้อมูลให้ได้ก่อนว่า พื้นที่นั้นมีอะไรเป็นจุดแข็งที่ทำให้เราน่าจะทำงานก้าวหน้าไปด้วยดี ผมลองวิเคราะห์ดูจากประสบการณ์จากหลายแห่งที่ผมเคยไปทำงานมาเปรียบเทียบดู เช่น ถ้าเราดูจุดแข็งของการเผยแผ่พระธรรมทูตในสหรัฐอเมริกา จุดแข็งก็คือความเข้มแข็งของชุมชนชาวไทย ซึ่งข้อนี้เป็นจุดดี เพราะคนไทยรวมกลุ่มกันสร้างวัดและให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี นี่คือฐานที่มั่น


          จุดดีของคนไทยในต่างประเทศคืออยากบริจาค ทรัพย์ทำบุญ เมื่อบริจาคก็ทำให้วัดมีเงินมาก ในยุโรปก็เช่นเดียวกัน แต่ในอินเดียนั้นไม่ใช่คนไทยในอินเดียบริจาค แต่เป็นคนไทยในประเทศไทยไปบริจาคสร้างวัดไทยในอินเดีย เพราะฉะนั้นคนไทยทั้งในและต่างประเทศให้การสนับสนุนเรื่องเงินเป็นอย่างดีใน การสร้างวัด


          ส่วนพระลังกาไม่มีจุดแข็งนี้ พระลังกาเคยบ่นให้ฟังเมื่อเวลาไปพบกันที่ต่างประเทศว่า คนลังกาทำบุญนิด ๆ หน่อย ๆ ทั้งที่มีเงินมากเหมือนกัน ท่านบอกว่าคนลังการวยสู้คนไทยไม่ได้ เพราะคนไทยทำธุรกิจร้านอาหารไทยดังไปทั่วโลก ไปที่ไหนก็เจอแต่ร้านอาหารไทย วันหนึ่ง ๆ พระธรรมทูตไทยไปสวดมนต์ฉันเพลที่ร้านอาหารไทย ก็หมดเวลาแล้ว


          จุด แข็งอีกประการหนึ่งของคนไทยในต่างแดนคือชอบเข้าวัด คนไทยที่เมืองไทยไม่ค่อยชอบเข้าวัด แต่คนไทยในต่างประเทศจะเข้าวัดบ่อย อันนี้เป็นจุดดี เมื่อเข้าวัดบ่อย พาลูกหลานมาเรียนโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ เขาทำกิจกรรมให้วัด เพราะคนไทยเหงาจึงต้องการพบคนไทยและสถานที่ที่เขาจะพบกันคือวัด ทางสถานทูตไทยเมื่ออยากจะประกาศชี้แจงนโยบายอะไรก็ตาม ต้องไปที่วัด ฉะนั้นวัดจึงเป็นศูนย์กลางของชุมชน เหมือนวัดในประเทศไทยสมัยโบราณ

 


จุดอ่อน (Weakness)

 
          คำที่สองคือจุดอ่อน (Weakness) ได้แก่เรื่องภาษาและการบริหารจัดการ ภาษาอังกฤษเป็นจุดอ่อนของพระธรรมทูตไทย เราจึงสอนได้แต่เฉพาะคนไทยเท่านั้น เราจำเป็นต้องแก้ปัญหานี้ให้ได้


          ในปี ๒๕๓๐ ผมเป็นคณบดีผู้ก่อตั้งบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อธิการบดีในยุคนั้น แต่งตั้งผมเป็นคณบดี แต่ไม่มีงบประมาณให้เปิดปริญญาโท ผมเป็นเจ้าไม่มีศาล ไม่มีนิสิตสักรูปเดียว มีโต๊ะทำงานอยู่ตัวหนึ่ง เมื่อถามอธิการบดีว่าทำไมไม่เปิดบัณฑิตวิทยาลัย ท่านบอกว่าไม่มีเงิน หลังจากนั้นผมได้รับนิมนต์ไปชิคาโก ก่อนกลับไทย ผมขอเทศน์กัณฑ์หนึ่งเพื่อระดมทุนไปเปิดปริญญาโทที่เมืองไทย ผมคุยว่าจะผลิตมหาบัณฑิตให้พูดภาษาอังกฤษได้ ญาติโยมชิคาโกชอบไอเดียนี้เพราะที่อเมริกาหาพระไทยพูดอังกฤษเก่งได้น้อย บางคนสงสัยว่าจะทำได้หรือ ผมบอกว่าคงจะทำได้ คือทำให้พระพูดภาษาอังกฤษได้ แต่ไม่ได้บอกว่าพูดได้ดีขนาดไหน


          เมื่อเทศน์จบ ปรากฏว่าผมได้กัณฑ์เทศน์เกือบสองแสนบาท สมัยเมื่อสิบห้าปีที่แล้วเป็นเงินไม่ใช่น้อย ผมนำเงินมาถามอธิการบดีว่าจะอนุญาตให้เปิดปริญญาโทไหม ถ้าอนุญาต ผมจะถวายเงินเข้ามหาวิทยาลัย ถ้าไม่อนุญาต ผมจะนำไปถวายวัดประยูรเพื่อให้เปิดการอบรมพระนักเทศน์ ท่านอธิการบดีตกลงอนุญาต บัณฑิตวิทยาลัยจึงเกิดขึ้นได้เพราะเงินกัณฑ์เทศน์นั้น ซึ่งโยมชิคาโกถวายมาเพื่อผลิตมหาบัณฑิตที่เทศน์เป็นภาษาอังกฤษได้ ทุกวันนี้ มหาจุฬาฯมีหลักสูตรปริญญาโทนานาชาติสอนเป็นภาษาอังกฤษ แต่พระไทยที่ภาษาอังกฤษดีพอที่จะเรียนจบหลักสูตรมีน้อย

 

การบริหารวัดในต่างประเทศ

 
          จุดอ่อนในเรื่องนี้อีกข้อ หนึ่งก็คือการที่คนไทยเข้าวัดบ่อย ญาติโยม ชอบบริหารจัดการวัดแทนพระ ทำตัวเป็นเหมือนกับเจ้าของวัด แต่กลายเป็นจุดอ่อนเพราะชาวบ้านไม่ค่อยเข้าใจวัฒนธรรมวัด มักคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของวัด เพราะวัดจดทะเบียนในนามของสมาคมหรือองค์กร ตั้งกฎระเบียบไว้ว่าเป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไร (non-profit organization) การบริหารจัดการอยู่ในรูปคณะกรรมการ พระในบางวัดแทบไม่มีอำนาจเลย มีโยมเก่งๆจัดการให้เสร็จเรียบร้อย เวลาพระไม่ทำตามนโยบายของกรรมการ เขาไม่พอใจ พระก็อยู่ไม่ได้


          จุดแข็งที่คนเข้าวัดมากกลายเป็น จุดอ่อนไปทันที ถ้าพระบริหารจัดการไม่ดี คือมือไม่ถึง ไม่สามารถเรียกศรัทธาญาติโยมได้ เพราะฉะนั้น เมื่อจะไปเป็นพระธรรมทูตต้องให้ครบเครื่อง ถ้าเราไม่ครบเครื่องก็ต้องสามัคคีกันให้ดี ทำงานเป็นทีม


          คน ไทยในต่างแดนแข่งขันแย่งกันดำรงตำแหน่งเป็นประธานหรือเป็นกรรมการต่างๆ ก่อให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งหรือขัดแย้งกันเองในระหว่างผู้ที่เข้าวัดด้วย กัน จุดแข็งกลายเป็นจุดอ่อนถ้าบริหารไม่ดี เพราะฉะนั้นความรู้ในเรื่องของการบริหารการจัดการเป็นเรื่องสำคัญมาก ปัญหามีทุกที่ ถ้าแก้ปัญหาไม่ทันจะลุกลาม กลายเป็นจุดทำลายวัดไปได้ ถ้าแก้ปัญหาทันก็กลายเป็นดีไป จะมีคนไทยเข้าวัดมาก และส่งเสริมสนับสนุนให้พระเผยแผ่กับชาวต่างประเทศได้มากขึ้น ในต่างประเทศมีโยมมาช่วยบริหารจัดการวัด พระช่วยทำงานสอนธรรมะ สอนภาษาไทย ทำให้บางวัดเจริญมาก ถ้าทำงานสัมพันธ์กันเป็นทีมจะดีมาก แต่ถ้าไม่เป็นทีมก็ปวดหัวมาก ๆ เพราะโยมก็ยึดเป็นเจ้าของวัดไป เราเป็นพระธรรมทูตเข้าไปอยู่ใหม่ ดีไม่ดีก็อยู่ไม่ได้ ต้องสร้างความเข้าใจสร้างความสัมพันธ์ สร้างระบบบริหารกับเจ้าของพื้นที่ให้ดี แล้วจะกลายเป็นพลังสำคัญในการบริหารวัด

 

โอกาส (Opportunity)

 
          ถ้าเราไปอยู่วัดต่างประเทศ แล้ว แต่ทำงาน กับชาวต่างประเทศไม่ได้ เพราะภาษาอังกฤษของเราไม่ดี ก็ขลุกอยู่แต่ข้างในวัด เห็นหน้ากันอยู่แค่นั้น สอนคนไทยอยู่คนละมุมสองมุมในวัด งานไม่ก้าวหน้า


          ถ้าท่านไปสอน คนต่างประเทศ ท่านมีโอกาสเยอะมากที่จะทำงานในเชิงรุก ไปทำงานนอกวัด ท่านต้องหาโอกาสนี้ให้เจอ ต้องวางแผนว่าท่านจะไปเผยแผ่กับใคร ถ้าท่านเก่งเรื่องกรรมฐาน บังเอิญวัดนั้นเขามีอาจารย์สอนกรรมฐานอยู่แล้ว ท่านจะไปไม่รอด ท่านต้องไปสอนกรรมฐานแต่ไม่ใช่กับคนไทยในวัด ต้องสอนแก่ชาวต่างประเทศได้ ถ้าภาษาอังกฤษยังใช้ไม่ได้ ต้องจับใครสักคนมาเป็นล่าม หลวงพ่อชาพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่สอนพระฝรั่งได้ เพราะใช้ล่ามแปล


          พระบางรูปอายุมากแล้วจะพัฒนาภาษาอังกฤษให้ดี คงยาก แต่ต้องยอมรับว่าโอกาสยังมี เราต้องเรียนบทเรียนจากทางสายหลวงพ่อชา ซึ่งมีข้อด้อยเหมือนเรา แต่ประสบความสำเร็จ ไปสอนที่ไหนก็ตามเขาจะมีคนไทยมาช่วยหนุนหลังสร้างวัด คนไทยช่วยบริจาคทรัพย์ แต่ในขณะเดียวกันเขาจะบุกเบิกไปยังคนในท้องที่เช่นไปในอังกฤษ จุดแข็งของคนในอังกฤษ คือเป็นคนค่อนข้างอนุรักษ์นิยม (conservative) ชอบเรื่องศาสนา โอกาสดี (Opportunity) คือ คนอังกฤษเป็นผู้สนใจธรรมะ ศาสนาไหนเข้ามา จะรับไว้ก่อนทั้งนั้น นี่เป็นโอกาสดีของพระ


          สังคมอเมริกัน ชอบลองของใหม่เรียกว่าเป็นนักหาประสบการณ์ อะไรดี ๆ เขาอยากลอง เห็นว่าเป็นสิ่งท้าทาย พลอยเป็นโอกาสดีของเราด้วย คนอเมริกัน เป็นคนละอย่างกับคนอังกฤษที่หัวโบราณ เมื่อสอนกรรมฐาน คนอเมริกัน จะลองดูก่อน เขายังไม่เชื่อหรอก เขาถือเป็นโอกาสที่จะพิสูจน์ และเวลาที่เราไปทำงานที่นั่นถ้าเราไปเจอคนที่กล้ามาพิสูจน์ จะต้องเตรียมการดี ถ้ามีโอกาสเช่นนั้น ผมคิดว่าช่องทางโอกาสนั้นมีมาก ท่านทั้งหลายต้องเตรียมตัวศึกษาหาโอกาสให้พบ

 

บริหารแบบมืออาชีพ

 
          ผมจะยกตัวอย่างของมหาจุฬาฯ จุดแข็งของมหาจุฬาฯ คือการเป็นมหาวิทยาลัย เราไม่ใช่แค่วัดหรือสำนักกรรมฐาน แต่เป็นมหาวิทยาลัย (University) เรามีตรงนี้เป็นจุดขาย เพราะฉะนั้นเราจะทำงานเผยแผ่แบบวัดไม่ได้ ความเป็นมหาวิทยาลัยคือความเป็นนักวิชาการ หมายถึงความเป็นมืออาชีพ เราต้องทำงานอย่างมืออาชีพ ผมอยากให้ท่าน ไปดูวิธีทำงานของมหาจุฬาฯ บางที พวกท่านที่ยังมองไม่เห็นคำว่ามืออาชีพว่าต่างจากมวยวัดอย่างไร มืออาชีพ (professional) คือจุดแข็งของมหาวิทยาลัยสงฆ์ คำว่ามืออาชีพคือวิชาการ มีการศึกษามีทีมงานวิจัยหนุนหลัง มีความรู้และการวางแผนล่วงหน้า นี้คือจุดแข็ง


          เรามีจุดแข็งที่มหาเถรสมาคมต้องมอบหมายงานให้เราทำหลายเรื่อง รวมถึงงาน
อบรม พระธรรมทูตด้วย ความเป็นมืออาชีพคือเราจะทำอะไรก็ตามจะต้องมีข้อมูลเพียบพร้อม ไม่ตายดาบหน้า ยกตัวอย่างเช่น ถ้าผมจะไปทำงานอะไรที่ไหนก็ตาม ถ้าไปในนามมหาวิทยาลัยทีมจะต้องหาข้อมูลก่อน ตรวจดูว่ามีประโยชน์มากน้อยแค่ไหน


          ในทำนองเดียวกัน พิธีปราสาทปริญญาของมหาจุฬาฯ เมื่อเทียบกับงานวัดจะต่างกันมาก เพราะความเป็นระเบียบ มีขั้นตอนพิธีการ มีจุดมุ่งหมายเสมอว่าเราทำเพื่ออะไร ไม่ทำสะเปะสะปะ เพราะฉะนั้นต้องมีขั้นตอนมีวิธีการและการดำเนินงานทุกอย่าง เชื่อมประสานสัมพันธ์อยู่ภายใต้การควบคุม (under control) ไม่ให้มีสิ่งไม่ประสงค์ เกิดขึ้น รู้ที่มาที่ไป ไม่ให้อะไรเกิดขึ้นโดยไม่รู้หรือคุมไม่ได้ ไม่ใช่อยู่ ๆ ใครนึกมาเป็นพิธีกรก็มา จะต้องมีการตกลงกันก่อน มีการตกลงเตรียมการ ว่าใครจะทำอะไร ตรงไหน อย่างไร ทุกขั้นทุกตอน


          เรื่องนี้ถ้า เราทำไม่สะดวกหรือไม่เชี่ยวชาญ เราก็ตั้งคำถามว่าใครจะมาช่วยเรา ต้องมีทีมหนุนหลัง (back up) เพราะถ้ามีจุดอ่อน (Weakness) ก็ต้องถามว่ามีใครมาช่วย ใครมาทำ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าภาษาอังกฤษไม่เก่ง ใครมาช่วยเป็นล่าม ไม่ใช่ว่าภาษาอังกฤษไม่เก่งก็ยังพูดทู่ซี้ไป เขียนอะไรเรื่อยเปื่อยไป ไม่ใช่ครับ ต้องเอาฝรั่งมาช่วยเรา ผมจัดประชุมนานาชาติหลาย ๆ ครั้ง ให้ฝรั่งมาช่วย ใช้คนที่เก่งภาษาอังกฤษมาช่วย มาจัดทำหนังสือ เราจะดูว่าตรงไหนเราทำได้ ตรงไหนเราทำไม่ได้ หาคนจะมาช่วย เพราะฉะนั้น คำว่า “คนมาช่วย” คือโอกาส (Opportunity) ของมหาจุฬาฯต่างจากมหาวิทยาลัยอื่น ตรงที่ผู้มีศรัทธายินดีมาบริจาค หรือมาช่วยลงแรง ช่วยอย่างไม่มีขอบเขต ไม่มีจำกัด คนศรัทธาพระในเมืองไทยมีจำนวนมหาศาล เรามีโอกาสมหาศาล นี่คือทุนทางสังคม

 

โอกาสด้านเครือข่าย

 
          ผมกำลังสร้างเครือข่าย คอมพิวเตอร์ของมหาจุฬาฯขึ้นมา ตอนนี้ผมทำเว็บไซต์ (website)เชื่อมเครือข่ายข่าวสารข้อมูลของทุกวิทยาเขต ทั้งทำซอฟแวร์ต่าง ๆ ให้มีโครงสร้างพื้นฐานหรือเครือข่ายเชื่อมไปทุกวิทยาเขต เรามีเครือข่ายที่เชื่อมในประเทศ และต่างประเทศ จะใช้ประโยชน์หลายอย่าง เช่น เรียนทางไกล ถ่ายทอดตอนผมพูดอยู่ตรงนี้ ต่อไปทุกคนทั่วโลกจะดูได้หมด เป็นการศึกษาทางไกล (Teleconference) แล้วบันทึกไว้ใน server ของเรา ใครเปิดดูก็ได้ เขาเรียกว่าวีดิทัศน์ตามต้องการ (video on demand) อาจารย์สอนวิชาแล้วบันทึก ไว้ใครจะมาเปิดดูเมื่อไรก็ได้ทั่วโลก บางคนบอกว่าผมฝัน ถ้าผมพูดแบบพระทำไม่ได้ เราไม่ใช่มืออาชีพ แต่ผมหาคนมาช่วยทำให้


          ผมใช้เครือข่ายที่สำคัญมากเข้ามาช่วย เป็นเครือข่ายของ ทีเอ หรือเทเลคอมเอเชีย (TA=Telecom Asia) ทุกวันนี้ทีเอมีอินเตอร์เน็ต เขาวางเครือข่ายพื้นฐานไว้หมดแล้วอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เขาปวารณาว่าจะช่วยมหาจุฬาฯ เขาส่งทีมมาดูและวิเคราะห์ให้หมด พาพวกเราไปดูงานที่บริษัทด้วย ขัดข้องตรงไหนให้บอกท่านธนินทร์ เจียรวนนท์ ประธานใหญ่ของซีพี (เจริญโภคภัณฑ์) สั่งตรงมาเอง อันนี้คือโอกาส และไม่ใช่เรื่องนี้เรื่องเดียว พอเราจะประชุมนานาชาติ คนก็เอาเงินมาให้เราทำงาน


          เมื่อปีที่แล้วมหาจุฬาฯจัดประชุม สภาผู้นำศาสนาโลก (World Council of Religious Leaders) ปีหน้าเราจะจัดประชุมผู้นำเยาวชนเพื่อสันติภาพโลก (World Youth Peace Summit) เพราะฉะนั้นโอกาสของมหาจุฬาฯ คือการ สร้างเครือข่ายกระจายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว คนมาสมัครเรียนมหาจุฬาฯกันมากมาย เรามีจุดอ่อน คือเมื่อคนมาเรียนมาก ไม่มีห้องเรียน ชั้นเรียนเต็มไปหมด เพราะฉะนั้นโอกาสของเราคือต้องไปสร้างมหาวิทยาลัย ในพื้นที่ใหม่เกือบร้อยไร่ ตอนแรกปี ๒๕๔๓ เราตั้งงบประมาณไว้ ๙๐๐ ล้านบาท เศรษฐกิจตกตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมา เราจะไปหาเงินที่ไหน เศรษฐกิจก็ไม่ดี แต่ภายในสามปีที่เราทำมา ตอนนี้ได้ ๙๐๐ ล้านบาทแล้ว เราขยายงบเพิ่มเป็น ๑,๒๐๐ ล้านบาท และจะสร้างวัดติดกับมหาวิทยาลัย เราได้เงินบริจาคมากเพราะใช้โอกาสทั้งนั้น ผมไม่ใช่นักก่อสร้าง แต่เราได้เงินมาก เพราะเรารู้จุดแข็ง จุดอ่อน และโอกาส ของเรา

 

สิ่งคุกคาม (Threat)

 
          นอกจากสามคำดังกล่าวแล้ว คำที่สี่ที่ต้องนำมาวิเคราะห์ คือ เราต้องรู้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่คุกคามเรา (Threat) สิ่งที่เป็นภัยคุกคามมหาจุฬาฯ คือต่อไปคนบวชน้อยลง อันนี้เป็นสิ่งคุกคาม คณะสงฆ์ทั่วไปด้วย เราสร้างมหาวิทยาลัยใหญ่โต ปรากฏว่าเด็กจะเรียนในโรงเรียนมากขึ้น เมื่อเด็กเรียนในโรงเรียนมากขึ้น บวชเณรน้อยลง บวชพระน้อยลง ใครจะมาเรียน เพราะมหาจุฬาสร้างที่เรียนไว้เยอะ ถามว่าเรามีแผนเตรียมรับภาวะคุกคามไหม ท่านไปสอนในวัดที่อเมริกา ภาวะคุกคามคืออะไร ท่านมีวัดใหญ่โต มีพร้อมหมดทุกอย่าง ภาวะคุกคามก็คือความเป็นวัดใหญ่โตนั้น สำหรับคนไทยรุ่นพ่อแม่เท่านั้นที่บริจาค รุ่นลูกไม่ยอมเข้าวัด เขาพูดภาษาอังกฤษ เรียนโรงเรียนฝรั่ง เป็นหนุ่มเป็นสาวไม่เข้าวัด วัดที่สร้างใหญ่โต รุ่นพ่อแม่ เมื่อเกษียณแล้วกลับไทย หรือตายจากไป อีก ๑๐ หรือ ๒๐ ปีข้างหน้า ใครเข้าวัด นี้คือสิ่งที่คุกคาม

 


 


 

(ที่มา: บรรยายในการฝึกอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ จัดโดยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ณ พุทธมลฑล นครปฐม วันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๔๖ ) 

ขอเชิญฟังปาฐกถาธรรมของพระเดชพระคุณพระธรรมโกศาจารย์  แบบ แจ่มแจ้ง-จูงใจ-แกล้วกล้า-ร่าเริง  ท่านแสดงที่วัดพุทธธรรม อิลินอยส์ สหรัฐอเมริกา  เมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๔ 

ถ้าคุณมีเวลาสี่นาที  ฟังตอน ลุงไม่รู้-ผมรู้