การปฐมนิเทศเป็นสิ่งจำเป็นในการเริ่มต้นการเรียนการสอนเพื่อทำความรู้จักระหว่างครูกับผู้เรียน และผู้เรียนกับสาระในรายวิชา หรือผู้เรียนกับผู้เรียน

        ในคาบเรียนแรกของภาคเรียนที่ ๒ สืบเนื่องจากครูกับนักเรียนได้รู้จักกันแล้ว สิ่งที่ต้องชี้แจงเพิ่มเติมคือ การแก้ปัญหาต่างๆที่เกิดจากภาคเรียนที่ผ่านมาทั้งในส่วนครูผู้สอน และสอนของผู้เรียน  ดังนั้นในการเริ่มสอนเคมีในภาคเรียนที่ ๒ ของครูนกจึงเริ่มจากสอบถามความสนใจเพิ่มเติม ตลอดจนหาแนวทางสร้างความเข้มแข็งทางวิชาการให้กับผู้เรียน  จึงต้องหาคำตอบจากการสอบถามความคิดเห็น และความพร้อมของผู้เรียน  ดังนั้นเริ่มต้นจาก

        ขั้นที่ ๑  แบ่งกลุ่มนักเรียน  ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มเตรียม(เศษ)กระดาษเพื่อบันทึกข้อสรุป  ซึ่งได้จากการระดมความคิด และสรุปเป็นความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะของกลุ่ม
        ขั้นที่ ๒ ดำเนินการตั้งคำถามเพื่อให้แต่ละกลุ่มแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสรุปเป็นความคิดเห็นของกลุ่ม ให้เวลานักเรียนคิดประมาณ ๕ นาที แล้วให้ตัวแทนกลุ่มนำเสนอต่อเพื่อนร่วมชั้นเรียน  ซึ่งบางคำถามครูนกก็เรียกกลุ่มเรียงจากเลขมากไปหาเลขน้อย  บางคำถามก็เปิดโอกาสให้กลุ่มที่มีความพร้อมในการนำเสนอ  บางคำถามก็ให้เพื่อนๆในห้องเลือกว่าอยากฟังของกลุ่มใด
        ขั้นที่ ๓ สรุปแนวคิดหรือข้อเสนอแนะ  จากคำถามครูนกก็มาสรุปเป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอนที่มีความเป็นไปได้
       รายละเอียดคำถามและข้อสรุป
คำถามที่ ๑ นักเรียนต้องการให้มีกิจกรรมใดๆในห้องเรียนเพิ่มเติมจากที่เคยเป็นอยู่
ข้อสรุปที่ได้คือ  นักเรียนโดยส่วนใหญ่อยากมีกิจกรรมทัศนศึกษาเช่น ไปเยี่ยมชมบริษัทอุตสาหกรรม หรือคณะวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยในละแวกใกล้เคียง  
               นอกจากนี้นักเรียนได้เสนอให้มีการเรียน ๕๐ นาที แล้วพักให้นักรเียน ๑๐ นาที แล้วมาเรียนต่ออีก ๔๐ นาที ครูนกก็ถามว่าใครเห็นด้วยกับประเด็นนี้ ปรากฏว่า มีเสียงเห็นด้วยค่อนข้างมาก ครูนกก็ตกลงตามมติเสียงข้างมาก แต่เงื่อนไขมีอยู่ว่า หากพัก ๑๐ นาที ก็คือ ๑๐ นาที ใครไปพักโดยการไปห้องน้ำ ไปเดินเล่น หรือใดๆ ต้องรักษาเวลาให้ได้ เมื่อไหร่ที่มีการไม่ตรงต่อเวลาเกิดขึ้น ครูนกขอยุติข้อตกลงนี้ สีหน้าแววตาเด็กๆ ดูจะตั้งใจรักษา ๑๐ นาทีให้ได้ตามกติกา
               ประเด็นที่เรียกเสียงฮือฮาในห้องได้คือ มีการเสนอให้มีการแสดงละครเพื่อนำเข้าสู่การทดลอง  ปรากฏว่าเมื่อสอบถามสมาชิกในห้องจะไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้  ครูนกเลยให้ความเห็นว่า กลุ่มที่นำเสนอน่าจะลองเตรียมมาแสดงให้เพื่อนๆ ชมก่อน  เพื่อให้เพื่อนๆ เห็นภาพในสิ่งที่เราเสนอ
คำถามที่ ๒ ข้อสอบปรนัยกับข้อสอบอัตนัยแบบใดดีกว่า เพราะเหตุใด
ข้อสรุปส่วนใหญ่จะบอกว่า ปรนัยจะดีกว่าอัตนัย ด้วยเหตุผลที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันคือ มีโอกาสในการคาดคะเนคำตอบได้ดีกว่า ทำให้มีโอกาสทำคะแนนได้ดีกว่า  ในขณะที่ผู้เรียนมองว่าข้อสอบอัตนัยมีแนวโน้มจะยากในประเด็นที่ถ้าตอบไม่ได้หรือไม่รู้ก็จะทำไม่ได้ หรือเขียนไม่ได้ไปเลย เพราะบางครั้งเด็กๆบอกว่า ตนเองคิดได้ แต่จะเขียนให้เป็นขั้นตอนมักจะพลาด  ครูนกบอกว่าต่างก็มีจุดเด่น ดังนั้นหนึ่งรายวิชาก็ควรมีทั้งสองรูปแบบตามความเหมาะสมของเนื้อหา ซึ่งเด็กๆ ก็เห็นด้วย
คำถามที่ ๓  ยุทธวิถีหรือกลวิธีในการเรียนเคมีให้ประสบความสำเร็จ
ในคำถามนี้ครูนกได้ชี้ประเด็นในเด็กๆ มอง ๓ ประเด็นคือสาระเนื้อหา  ผู้เรียน และผู้สอน  ซึ่งพบว่านักเรียนอยากจะฟังกลยุทธ์จากเพื่อนที่ประสบความสำเร็จในการเรียนรายวิชาเคมีในภาคเรียนที่ผ่านมา ซึ่งสรุปได้ว่า
ในด้านเนื้อหาสาระ  ผู้เรียนได้เสนอว่า ควรมีการเชื่อมโยงเนื้อหาในลักษณะจากง่ายไปหายาก และความรู้เก่ากับความรู้ใหม่
ในด้านผู้เรียน  ต้องอ่านหรือทบทวนก่อนเข้าเรียนหรือทำการทดลอง   เมื่อครูตั้งคำถามให้คิดไปด้วยทุกๆครั้ง  มีการทำสรุปย่ออย่างสม่ำเสมอ  ควรจดด้วยรูปแบบที่ตนเองถนัดไม่ใช่จดตามที่ครูเขียนบนกระดาน
ในด้านครูผู้สอน  ให้ครูใช้เกมมากระตุ้นในการสอน   จัดทำเอกสารเพิ่มเติมในเนื้อหาสาระที่ยาก   ให้โจทย์เพิ่มเติม (ไม่ต้องส่งแต่ให้ฝึกทำด้วยตนเอง)  อยากให้มีการให้โจทย์ภาษาอังกฤษเป็นระยะๆ เพื่อฝึกทักษะด้านภาษา

        สรุปวันนี้ครูนกว่า "รู้เขา รู้เรา" กันแล้ว แนวทางการจัดการเรียนเพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีความสุขน่าจะประสบความสำเร็จ สิ่งใดทำได้ครูจัดการให้ สิ่งใดไม่ได้ครูได้ชี้แจงเหตุผลว่าเพราะเหตุใด นักเรียนก็จะเข้าใจถึงสภาวะในการจัดการเรียนการสอน หวังนะค่ะว่า ผู้เรียนจะเกิดความรักในรายวิชาที่จะเรียน และสามารถเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพ