คนเราไม่รู้หรอกว่า วันหนึ่งเราจะต้องมาพึ่งใคร หรือใครจะมาพึ่งเรา

  และแล้วบ้านของผู้เขียน ก็กลายเป็นที่พักพิงของมินิกรุ๊ปอพยพ 2 กรุ๊ปด้วกัน รวม 12 คน และ 6 น้องหมา ทั้งสองกรุ๊ปไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่มีเพื่อนที่บางพระ ชลบุรีคนเดียวกัน ที่สุดก็ได้นำพวกเขามาพักที่นี่ มานอนห้องเคียงกัน

  ที่บ้านผู้เขียน มีทั้งอาผู้หญิง 2 คน ชาย 2 คน ต่างก็ช่วยกันดูแลผู้อพยพกันอย่างดี ผู้เขียนก็ทำหน้าที่ด้วยนะ ไปสอบถามปัญหาสุขภาพ และแนะนำสถานที่ เพราะเห็นมีคนแก่หลายคน ก็ปรากฏว่า เตรียมหยูกยามาอย่างดี ไม่น่าเชื่อ คนเหล่านี้ เดินฝ่าสายน้ำที่สูงเทียมอกออกมาจากบ้าน ที่ปทุมธานี

   ผู้เขียนสังเกตอาการระหว่างวันของพวกเขา ดูซึมเซา เงียบๆ ทั้งที่อยู่กันหลายคน เหมือนต่างก็ปล่อยใจล่องลอยไปตามยถากรรม  นี่คืออาการของคนพลัดบ้าน ต้องจากสิ่งอันเป็นที่รัก และไม่รู้ตัวว่า จะต้องทนสภาพอย่างนี้ ช้าเร็วสักแค่ไหน

  อย่าว่าแต่คนเลย เจ้าน้องหมาทั้งหกตัว บ้างก็มีแผลรอบตัว จากสอบถามว่า ขณะที่หนีน้ำกันมาในเรือ เกิดความเครียดกัดกันเอง แต่วันนี้ เจ้าน้องหมาดูเรียบร้อย นอนหมอบกันเป็นแถว เจียมตัวไม่เอาแต่เห่าเหมือนวันแรกๆ

  คนเราไม่รู้หรอกว่า วันหนึ่งเราจะต้องมาพึ่งใคร หรือใครจะมาพึ่งเรา จงทำวันนี้ให้ดีที่สุด ทั้งในฐานะผู้ให้และผู้รับด้วยความเต็มใจ เพราะบางทีวันที่เรามีความต้องการอยากทำบุญสงเคราะห์คน อันเป็นบุญพิเศษที่ใหญ่หลวง แต่ปรากฏว่า วันที่มีศรัทธานั้น อาจไม่มีใครมาให้สงเคราะห์ก็ได้ค่ะ

  ดังนั้นทุกครั้งที่ผู้เขียนต้องเดินสวนกับคนเหล่านี้ ก็จะยิ้มทักทายให้เขารู้สึกอบอุ่นเบิกบานใจขึ้นมาบ้าง ถามคำถามง่ายๆ กินข้าวกันหรือยัง ลองเดินออกจากบ้านเราแล้วเลี้ยวซ้ายก็จะไปถึงตลาดแล้ว มีของกินมากมายเลย  หากอยากไปเดินเล่นชายทะเล ดูพระอาทิตย์ตกน้ำ ก็เลี้ยวขวานะคะ  ไม่ต้องกลัวหลงทาง

   ไม่รู้ว่าน้ำจะลดเมื่อไหร่ เราจะอยู่กันนานอีกแค่ไหน แต่ประสบการณ์ชีวิตครั้งนี้ ทำให้เรามองเห็นว่า มิตรภาพ ทำให้คนรู้สึกดีเสมอ