การอยู่ร่วมกันในสังคมที่อุดมไปด้วยความหลากหลายและแตกต่าง หากว่าเรามีการกระทำที่ไปละเมิดกฎ ระเบียบของสังคม เราก็จะต้องได้รับผลโดยการถูกลงโทษตามข้อบังคับของกฎเกณฑ์ที่บัญญัติเอาไว้ในสังคมดังกล่าว และหากในกรณีที่เรากระทำการโดยไปละเมิดซึ่งกฎธรรมชาติ เราก็จะได้รับผลโดยการถูกลงโทษจากธรรมชาติเช่นกันหาได้รับการยกเว้นไม่ แต่จะต่างกันตรงที่ กฎ ข้อบังคับ ทางสังคมเป็นผลผลิตมาจากมนุษย์ด้วยกันเอง แต่ กฎธรรมชาติเป็นผลผลิตมาจากธรรมชาติที่ไม่มีใครหรือว่าสิ่งใดที่จะควบคุมในบทลงโทษทางธรรมชาติดังกล่าวได้ เช่น
- สมมติว่า ตัดต้นไม้ ๑๐๐ ล้านต้น แล้วบังคับธรรมชาติลงโทษโดยขอให้น้ำท่วมแค่ ๑ เซนติเมตร หรือ
- สมมติว่า ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ๑๐๐ ล้านตัน แล้วบังคับธรรมชาติลงโทษโดยขอให้โลกร้อนเพิ่มขึ้น ๐.๐๐๐๐๑ องศาเซลเซียส
เป็นต้น
ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่มีใครหรือสิ่งใดที่จะควบคุมกลไกและเงื่อนไขของบทลงโทษดังกล่าวของธรรมชาติได้ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามเหตุปัจจัยที่อาศัยเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน
“กฎธรรมชาติ” ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงค้นพบเมื่อกว่า ๒๕ ศตวรรษที่ผ่านมา และทรงแสดงไว้ ๕ อย่าง เรียกว่า “ปัญจนิยามธรรม” คือ กฎ ๕ ประการ ที่บีบคั้น บังคับให้เกิดอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตาของทุกสรรพสิ่ง ประกอบไปด้วย
๑. อุตุนิยาม (Physical Laws) เป็นกฎธรรมชาติที่ครอบคลุมความเป็นไปของปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เกี่ยวเนื่องกับวัตถุที่ไม่มีชีวิตทุกชนิด เช่น ฤดูกาล อุณหภูมิ หรือความร้อน – เย็น อันทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทั้งรูปและนาม หรือแม้กระทั่งการก่อเกิดของโลกและจักรวาลก็เป็นไปตามกฎธรรมชาติของข้อนี้ เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับกฎและทฤษฎีทางฟิสิกส์ทั้งหมด
๒. พีชนิยาม (Biological Laws) เป็นกฎธรรมชาติที่ครอบคลุมความเป็นไปของสิ่งมีชีวิตทั้งสัตว์และพืช การสืบพันธุ์หรือพันธุกรรม เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับกฎและทฤษฎีทางชีววิทยาทั้งหมด
๓. จิตนิยาม (Psychological Laws) เป็นกฎธรรมชาติที่เกี่ยวกับกลไกในการทำงานของจิต เช่น เมื่อมีอารมณ์ (สิ่งเร้า) กระทบประสาท จะมีการรับรู้เกิดขึ้น จิตจะทำงานอย่างไร กล่าวคือ มีการไหวแห่งภวังคจิต ภวังคจิตขาดตอน และมีอาวัชชนะแล้วมีการเห็น การได้ยิน เป็นต้น รวมถึงการเกิด-ดับของจิต การรับอารมณ์ของจิต องค์ประกอบของจิต (เจตสิก) อำนาจของความคิดเพื่อกระทำกรรมแก้ไขความคงอยู่
๔. กรรมนิยาม (Moral Laws) เป็นกฎแห่งกรรม การกระทำกรรม อันทำให้เกิดพัฒนาการและวิวัฒนาการในทุก ๆ ด้าน เกี่ยวเนื่องกับพฤติกรรม เป็นกระบวนการก่อการกระทำและการให้ผลของการกระทำ กินลึกลงไปถึงกระบวนการแห่งเจตน์จำนง หรือความคิดปรุงแต่งสร้างสรรค์ต่าง ๆ พร้อมทั้งผลที่สืบเนื่องออกไปอันสอดคล้องประสานกัน
๕. ธรรมนิยาม (Causal Laws) เป็นกฎธรรมชาติอันเป็นไปตามเหตุตามผล ตามปัจจัยของสรรพสิ่งทั้งหลาย เช่น กฎไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา) หลักปฏิจจสมุปบาทหรืออิทัปปัจจยตา ที่ว่า “เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เพราะสิ่งนี้ดับไป สิ่งนี้ก็ดับ (ด้วย)” โดยกฎข้อนี้มีขอบเขตครอบคลุมกว้างขวางที่สุด กลไกการทำงานของกฎทั้งสี่ข้อ บีบคั้น บังคับให้เกิด อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา นี้
“ปัญจนิยามธรรม” ถือได้ว่าเป็นกฎธรรมชาติที่ครอบคลุมกลไกของทุกสรรพสิ่งที่คอยปรับดุลยภาพของสรรพสิ่งตามพลวัตรของการเปลี่ยนแปลงไปแห่งเหตุปัจจัยที่ไม่มีมนุษย์หรืออะไรและสิ่งใด ที่จะสามารถควบคุมปัจจัยเหตุต่าง ๆ ได้ ซึ่งปัจจัยเหตุต่าง ๆ เหล่านั้นของสรรพสิ่งก็จะบังคับ บีบคั้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปไม่สามารถที่จะคงอยู่ในสภาพเดิมได้ (อนิจจัง) ของทั้งพีชนิยาม (รูปธรรม) และจิตนิยาม (นามธรรม : เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ) ซึ่งทั้งพีชนิยามและจิตนิยามนี้ถือได้ว่าเป็นที่เกาะและเพาะเชื้อรวมถึงการฟักตัวของกิเลส
ภาพ : การปรับสมดุลของกฎธรรมชาติ : กรณีที่มีกิเลสเพิ่มขึ้น
เมื่อกิเลสเพิ่มขึ้น :
เมื่อมวลมนุษยชาติมีกิเลส (ความต้องการ) เพิ่มสูงขึ้นในการดำเนินชีวิต การสนองตอบต่อความต้องการนั้นนำพาไปสู่การเข้าไปทำลายความสมดุลของกฎอุตุนิยาม ทำให้เสียดุลยภาพไป ซึ่งสะท้อนออกมาเด่นชัดเจนในภาวะปัจจุบัน เช่น การเกิดภาวะโลกร้อน การเปลี่ยนแปลงของดินฟ้า – อากาศ และฤดูกาล เป็นต้น ซึ่งภาวะดังกล่าวนี้ล้วนเป็นผลเกี่ยวเนื่องมาจากการก้าวล่วงเข้าไปตักตวงเอาผลประโยชน์จากธรรมชาติอย่างอหังการของมนุษย์ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา จนเกิดการสั่งสมของต้นทุนทางธรรมชาติ (กระบวนการปรับดุลยภาพด้วยตัวของมันเองตามธรรมชาติ) อาจเป็นเพราะมนุษย์ติดกับดักในมายาคติที่ยึดติดถือมั่นเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง โดยมองธรรมชาติเป็นเพียงองค์ประกอบ (ส่วนเกิน) ส่วนหนึ่งของมนุษย์ นัยคือ “มนุษย์อยู่เหนือธรรมชาติ” มนุษย์สามารถเอาชนะธรรมชาติได้ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ซึ่งกระบวนการปรับตัวของธรรมชาติเพื่อให้เข้าสู่จุดดุลยภาพใหม่จะเป็นไปในลักษณะตามกรอบของทฤษฎีไร้ระเบียบ (Chaos Theory) ที่เมื่อระบบของสรรพสิ่งเข้าสู่ภาวะที่ซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นการเมือง สังคม เศรษฐกิจ ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนถึงด้านอื่น ๆ จนเกิดความยุ่งเหยิง ไร้ระเบียบ โกลาหลมากขึ้นเรื่อย ๆ ไปจนถึงจุดหนึ่งในที่สุดระบบก็จะทำลาย (ชำระ) ตัวของมันเองจากจุดเล็ก ๆ ที่คาดไม่ถึง ทุกสิ่งทุกอย่างแปรเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัยและภาวะแวดล้อมที่มากมายหลากหลายปัจจัยประกอบกันตั้งแต่เล็กไปจนใหญ่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันหมด (ปฏิจจสมุปบาทหรืออิทัปปัจจยตา) จนไม่สามารถที่จะคาดการณ์ได้ชัดเจนและแน่นอน (อนิจจัง) ในกระบวนการของการปรับดุลยภาพใหม่นั้นจะสะท้อนออกมาเป็นผลของกฎกรรมนิยาม เป็นไปในลักษณะของภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม ฝนแล้ง พายุถล่ม แผ่นดินไหว เป็นต้น ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นเสมือนสัญญาณเตือนที่ส่งตรงมาถึงมวลมนุษยชาติว่า ธรรมชาติกำลังเจ็บป่วยหนัก หากไม่ช่วยกันรักษาเยียวยา ความเจ็บป่วยของธรรมชาติก็จะทรุดหนักไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดธรรมชาติก็จะกลับมาเรียกค่าสินไหม (ในรูปแบบของภัยพิบัติและภัยธรรมชาติ) ชดเชยจากมนุษย์อย่างสาสมและประเมินค่าไม่ได้
กฎธรรมชาติ เป็นสภาวะที่เป็นไปตามธรรมชาติ อาศัยในความสัมพันธ์และความเป็นไปในเหตุปัจจัยที่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันไปตลอดทั้งสายของสิ่งทั้งหลาย ไม่มีตัวการอย่างอื่นที่นอกเหนือไป หรือที่คนส่วนใหญ่เข้าใจในฐานะว่ามีผู้สร้างหรือผู้บันดาล กฎธรรมชาตินี้ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ค้นพบแล้วนำมาเปิดเผย หาใช่ พระองค์ทรงเป็นผู้สร้างหรือบันดาลไม่ เพราะ กฎธรรมชาตินั้น มันเป็นไปในสภาวะตามเหตุปัจจัยที่มีสืบต่อแก่กันเป็นกระแสสายธารในการดำเนินไปในสภาวะ (ธรรม) ตามจริงนั่นเอง
พุทธพจน์ที่ยืนยันในการค้นพบ “กฎธรรมชาติ” ที่พระพุทธองค์ทรงนำมาเปิดเผยชี้แจงแก่ชาวโลกที่จะหยิบยกมาเพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่า สิ่งเหล่านั้น (กฎธรรมชาติ) มันเป็นไปในสภาวะ (ธรรม) ตามเหตุปัจจัยของมันเอง หาได้มีใครหรือสิ่งใดไปบันดาลและกำกับบทบาทไม่
ดังพุทธพจน์สำหรับไตรลักษณ์นั้น ความสำคัญดังนี้
“ตถาคต (พระพุทธเจ้า) ทั้งหลายจะอุบัติหรือไม่ก็ตาม ธาตุ (หลัก) นั้นก็ยังคงมีอยู่ เป็นธรรมฐิติ เป็นธรรมนิยามว่า
๑. สังขารทั้งปวง ไม่เที่ยง.....
๒. สังขารทั้งปวง เป็นทุกข์.....
๓. สังขารทั้งปวง เป็นอนัตตา.....
ตถาคตตรัสรู้ เข้าถึงหลักนั้นแล้ว จึงบอก แสดง วางเป็นแบบ ตั้งเป็นหลัก เปิดเผยแจกแจง ทำให้เข้าใจง่ายว่า “สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง..... สังขารทั้งปวง เป็นทุกข์..... ธรรมทั้งปวง เป็นอนัตตา.....”