เขามีความเชื่อในคติที่ว่า "คนพัฒนาได้ด้วยมันสมองสองมือ"
วิธีคลายโกรธ
โสภณ เปียสนิท
...................................
บ่ายวันนั้นอากาศร้อนจัด สรรพชีวิตหลบหนีเข้าที่ร่ม หาความเย็นให้ร่างกายมีความสุขตามสมควรแก่โลกและสังขาร แว่วเสียงนกร้องนานครั้งอย่างเกียจคร้านมาจากพุ่มไม้ใหญ่ใกล้ตึกศิลปะศาสตร์ เสียงลูกมะกอกตกกระทบพื้นหญ้าทุ้มนุ่มในบางครั้ง โรงรถเคียงต้นจามจุรีเหงาปราศจากรถยนต์นานาชนิดเหมือนเช่นเคย เงียบเหงาต่างจากวันที่มีการเรียนตามปกติ ตอนนี้ย่างเข้ากลางเดือนตุลาคม ปิดเทอมหลังการสอบปลายภาค นึกศึกษาปี4 เตรียมตัวออกฝึกงานอีก อย่างน้อย 200 ชั่วโมง นักศึกษาปี1 บางคนหยุดพักผ่อนอย่างสบายหลังการเรียนอย่างหนักเพื่อเข้าสอบ น้อยคนเตรียมตัวค้นคว้าหากหนังสือตำรับตำรามาอ่าน เพื่อความพร้อมสำหรับภาคเรียนที่ 2
ชายสองคนนั่งพักที่ม้าหินใต้อาคารภายในเขตบ้านพักของมหาวิทยาลัย ทั้งสองอยู่ในวัยแตกต่างกัน ต่างมีคำถามคำตอบแก่กันและกันเสมอมา นี่เป็นอีกครั้งที่ได้มาพบปะพูดคุยกัน เป็นโอกาสที่เกิดขึ้นได้เป็นครั้งคราวตลอดระยะเวลาหลายปี
ชายสูงวัยเป็นอาจารย์ด้านภาษา เขามีความความเชื่อมั่นในคติที่ว่า “พัฒนาอะไรก็ติด ถ้าจิตยังไม่พัฒนา” ดังนั่นการสอนคนต้องมุ่งมั่นพัฒนาจิตไปพร้อมกับการพัฒนาความรู้ หลายปีที่ผ่านมาเขาไม่เคยลืม ไม่เคยละเลย
ชายอ่อนวัยเป็นอาจารย์ใหม่คณะศิลปะศาสตร์ เขามีความเชื่อในคติที่ว่า “คนพัฒนาได้ด้วยมันสมองสองมือ” นักเรียนนักศึกษาต้องเชื่อมั่นในการเรียนรู้ เชื่อมั่นในตัวเอง เพราะชีวิตประสบความสำเร็จด้วยความมุ่งมั่นพยายามด้วยตนเอง
ชายอ่อนวัยเอ่ยคำถามหลังดื่มน้ำเย็นแก้ร้อน “ผมเห็นว่าความโกรธเป็นพิษภัยแก่ใจของผมมาก แต่ผมยังไม่สามารถแก้ไขได้ เป็นเพราะอะไร และผมควรทำอย่างไร” เขาเอ่ยถามอย่างใช้ความคิด ชายแก่จิบน้ำอุ่น กลิ่นสมุนไพรบางชนิดโชยผ่านสายลมอ่อน ก่อนตอบด้วยคำถาม “อาการเป็นอย่างไร เล่าให้ฟังหน่อย”
ชายหนุ่มใช้ความคิดแน่วนิ่ง “ใครนินทาผมก็โกรธ พูดไม่ถูกหูก็โกรธ บางทีแม้ได้ยินชื่อ เห็นหน้าไม่ถูกใจก็โกรธ ดูเหมือนว่า คล้ายไฟที่ครุกรุ่นอยู่ในใจของผมตลอดเวลา รอให้ใครต่อใครเอาน้ำมันมาราด พร้อมจะลุกพรึบขึ้นทันที” ชายแก่ทำหน้าเคร่งขรึม เอ่ยถามต่อ “ทุกวันนี้ อาการโกรธมากขึ้นหรือน้อยลง” ชายหนุ่มนิ่งคิดสักครู่ ก่อนตอบว่า “เหมือนว่าจะมากขึ้นเรื่อย ตามอายุวัยที่ผ่านวัน” ชายสูงวัยยิ้มน้อยๆ แล้วตอบแบบใช้ความคิด “โชคดีแล้ว” ชายหนุ่มทำหน้างง “ดีอย่างไรครับ” ชายแก่ตอบทันทีเหมือนรออยู่แล้ว “จะได้รู้ความจริง ว่ามันเป็นเช่นนี้” “แล้วอย่างไร” “จะได้มีโอกาสในการเรียนรู้ และปรับแนวทางแก้ไขใหม่”

นับว่ายังโชคดีที่อาจารย์หนุ่มยัง "เห็นตัวเอง" คะ
มีโอกาสเปิดใจ เพื่อพัฒนาจิต ควบคู่กับสติปัญญา
ขอบคุณคะ
เห็นสิ่งใดก็ไม่เท่าเห็นตัวเอง
เห็นตัวเองจึงเป็นเรื่องใกล้ตัว
หรือในตัว เรียกว่าผู้มีปัญญา
ขอบคุณสำหรับดอกไม้กำลังใจ
ขอบคุณที่แวะมา
เรียนคุณ
ครับ
ขอบคุณสำหรับกำลังใจระหว่างน้ำกำลังเชี่ยวกราก
เห็นมีความหมายดีเลยนำมาวางไว้นะครับ
...ยายธีอยากให้เปลี่ยน..เป็นนับ..หนึ่ง..ให้ถึง..สาม..ดีกว่า.มั้ง..มัวรอ..คำว่า..โชคดีมีโอกาศ.."โกธร..น่ะ"..ส่วนใหญ่..น่ะ หน้ามืดทั้งนั้นแล..."นับหนึ่งถึงสาม..มีเวลา..หยุด..ได้..ฉุก.คิด..อ้ะ."...ยายธีเจ้าค่ะ
โกรธจัดแล้วก็หน้ามืด
คนเราก็ชอบแบบนั้นเสียด้วย
บ่อยเข้าสุขภาพจิตก็เสียไป
เรียน ท่านอาจารย์ค่ะ
ชอบคำนี้มากเลยค่ะ
“พัฒนาอะไรก็ติด ถ้าจิตยังไม่พัฒนา”
ความโกรธนั้นทำได้ทุกอย่างเเต่หากใจเย็นสักนิด เปิดใจสักนิด เเล้วก็ให้อภัย เราก็จะโกรธน้อยลง
ขอบคุณค่ะ
ชีวิตมีหน้าที่อยู่แค่สองอย่าง
ดูแลร่างกายใช้งานไปจนครบอายุขัย
และดูแลจิตใจด้วยการฝึก
การหยุดคิด
ละลดภาระพันธนาการ
รวมทั้งความโกรธนั่นด้วย
ขอแซวอาจารย์ได้ไหมครับ
อนุญาตนะครับ
ผมว่า...ชายสูงวัย...คงไม่ใช่ครูใหญ่นะครับ