บูรณาการฐานข้อมูลรัฐ “บนแผนที่” เพื่อฟื้นฟูและเยียวยาผู้ประสบภัย

สู่รัฐบาลโปร่งใส 6: บูรณาการฐานข้อมูลรัฐ “บนแผนที่” เพื่อฟื้นฟูและเยียวยาผู้ประสบภัย

Open Government Directive หรือ ระเบียบว่าด้วยรัฐบาลโปร่งใส คือแนวทางระดับสากลของโลกแห่งข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะการบูรณาการและการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐให้เป็นที่ “เข้าใจ และ เข้าถึงได้ง่าย” อันจะนำไปสู่การเข้ามา “ร่วมกันพัฒนา” ระหว่างภาครัฐกับรัฐ (Government to Government / G2G) ระหว่างภาครัฐกับประชาชน (Government to Citizen /G2C) และ ระหว่างภาครัฐกับภาคธุรกิจ (Government to Business / G2B)

 

แนวคิดนี้กลายเป็นโครงการจัดทำ ฐานข้อมูลกลางระดับชาติ (National Data Base) ที่เชื่อถือได้จริง 1) เพื่อให้เกิดการบูรณาการข้อมูลเพื่อประโยชน์สูงสุด และ 2) เพื่อการเปิดเผยข้อมูลให้เกิดความโปร่งใสในการบริหารจัดการรัฐ รวมไปถึง 3) การใช้ฐานข้อมูลรัฐ-ประชาชน-ธุรกิจ เพื่อจัดทำแอพลิเคชั่นต่างๆ ให้ประชาชนได้เข้ามาใช้งานข้อมูลและแอพพลิเคชั่นเหล่านี้ เพื่อเกิดประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันของตนเอง เช่น ลดระยะการเดินทาง เลือกเส้นทางที่เหมาะสม เลือกผลิตภัณฑ์และการบริโภคที่เหมาะกับตนเอง ประหยัดทรัพยากรธรรมชาติและรักษาสิ่งแวดล้อมโลก ฯลฯ สุดท้าย 4) เพื่อทำให้สังคมเกิดความเท่าเทียมกัน เพราะทุกคนได้รับข้อมูลอันเป็นประโยชน์เท่าเทียมกัน

 

มีตัวอย่าง ฐานข้อมูลกลาง ของหลายรัฐบาล เช่น www.data.gov ของสหรัฐอเมริกาเป็นการจัดทำฐานข้อมูลโดยหน่วยงานภาครัฐสำคัญๆ ทุกหน่วยงานให้อยู่ในเว็บเดียวกัน มีชุดข้อมูลของกระทรวง ทบวง กรมต่างๆที่สามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้ เพื่อให้เป็นประโยชน์สำหรับประชาชนมากที่สุด ประเทศอื่นๆ อีกมากที่ได้ดำเนินการตามแนวทางนี้ อย่างประเทศอังกฤษ data.gov.uk หรือสิงคโปร์ data.gov.sg รวมไปถึงองค์การระหว่างประชาชาติอย่าง United Nations คือ data.un.org

 

“ฐานข้อมูลกลาง” มีประโยชน์ต่อสถานการณ์ฉุกเฉินน้ำท่วมประเทศไทย เพื่อการช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยา พี่น้องประชาชนหรือไม่ อย่างไร ?

ตอบ: เป็นประโยชน์อย่างมาก และหากจะทำการช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยา ให้ทันสถานการณ์ ฐานข้อมูลกลางจะต้อง เป็น “ฐานข้อมูลประกอบแผนที่” เพื่อการส่งกำลังบำรุง ได้ทันต่อสถานการณ์ฉุกเฉิน และบูรณาการการฟื้นฟูทุกหน่วยงานลงบนพื้นที่เดียวกันโดยไม่ซ้ำซ้อน

 

จากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ย้ำถึงการแก้ไขปัญหาใน 4 ระยะ เพื่อให้รัฐมนตรีได้เข้าใจร่วมกันดังนี้ 1.การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ให้อำนาจผู้ว่าในการสั่งการหรือแก้ปัญหาได้เต็มที่ โดยในผู้บัญชาการทหารสูงสุดเข้าไปดูแล ในพื้นที่ที่รับผิดชอบ” โดยเฉพาะ จ.ปทุมธานี จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นต้น 2.”ในพื้นที่น้ำท่วมสูง” และประชาชนต้องอยู่ในน้ำนาน 4-6 สัปดาห์ รัฐบาล และทุกกระทรวง ทบวง กรม รองรับวิถีชีวิตของผู้ประสบอุทกภัย ไม่ว่าจะอยู่ในบ้านหรือที่ศูนย์พักพิง 3.ระยะฟื้นฟูหลังน้ำลด ให้คณะกรรมการฟื้นฟู 3 คณะ ได้ดำเนินการอย่างเร่งด่วน และ 4.ปรับโครงการให้มีการบูรณาการป้องกัน โดยให้นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นคนดูแล และเร่งรัดให้ทุกกระทรวงมีผลงานออกมาอย่างเร่งด่วน เพื่อจะได้วางแผนในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาในการทำแก้มลิง หรือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และสามารถประคองประชาชนอยู่ต่อไปให้ได้

 

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียังสั่งการให้ครม.นำเสนอผลงานและเสนอแผนต่างๆ ในการประชุมครม.คราวต่อไป โดยให้กระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าภาพในการทำ “ฐานข้อมูลของประชาชนว่ามีการย้ายฐานไปยังที่ไหนบ้าง” มาจากจังหวัดหรือประกอบอาชีพอะไร รวมถึงการติดตามผู้ประกอบการรายย่อยหรือ เอสเอ็มอีว่ายังสามารถดำเนินกิจการหรือไม่ หรือมีการดูแลแรงงานอย่างไร” มติชน 18 ต.ค. 54

 

หากไม่มีการใช้ชุดข้อมูลเดียวกัน บนแผนที่เดียวกันการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมครั้งนี้ จะไม่มีทางสำเร็จได้โดยง่าย หลายหน่วยงานจะวิ่งโกลาหล อาจมีหลายหน่วยงานช่วยคนจำนวนหนึ่งในพื้นที่เพียงบางพื้นที่เท่านั้น ขณะที่บางจุดอาจยังไม่ได้รับการช่วยเหลือและยังคงต้องรอคอยอีกนาน หากไม่ใช้แผนที่ชุดเดียวกัน การทำงานก็จะซ้ำซ้อน ขาด – เกิน บางแห่ง และตรวจสอบไม่ได้

 

หากไม่ใช้ชุดข้อมูล บุคคล และ แผนที่” เดียวกันในการจัดทำงบประมาณเพื่อช่วยเหลือ เยียวยา ฟื้นฟูผู้ประสบภัย และ ป้องกันพื้นที่เสี่ยงก่อนที่จะได้รับความเสียหาย การจัดทำงบประมาณจากหน่วยงานรัฐ กว่า 20 กระทรวง หลายร้อยหน่วยงาน ก็จะยากต่อการตรวจสอบได้ว่า ซ้ำซ้อนหรือไม่ ใช้เงินงบประมาณเหมาะสมกับความเป็นจริงหรือไม่ เช่น เงินช่วยเหลือซ้ำซ้อนไปที่คนๆเดียวกันหรือไม่ หรือในการซ่อมสร้างสะพาน ถนน ที่มีแบบและขนาดเดียวกันและระยะทางเท่าๆกัน ใช้งบประมาณเท่าๆกันหรือไม่ รวมไปถึงการขุดลอกคู คลอง ซ่อมสร้างระบบสาธารณูปโภคอื่นๆ เป็นต้น

ตัวอย่างที่ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม (ศปภ.) ได้จัดทำขึ้นมาเพื่อที่จะจัดระเบียบ “ฐานข้อมูลกลาง” ชุดเดียว เพื่อให้ “ปฏิบัติการช่วยเหลือ” ทำได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ ไม่ซ้ำซ้อน เป็นดังภาพ 2 ภาพ ได้แก่ 1) การกรอกข้อมูลสำคัญชุดเดียวกัน และ 2) การระบุตำแหน่งของผู้ประสบภัยลงไปบนแผนที่เดียวกัน

 

ดังนั้น การทำงานในระยะกลางและยาว แบบฟอร์ม “ฐานข้อมูลกลาง” และ “แผนที่แห่งชาติ” ชุดเดียวกัน จำเป็นจะต้องถูกนำมาใช้สำหรับการจัดสรรงบประมาณ ไม่ต่ำกว่า 120,000 ล้านบาท เพื่อการช่วยเหลือ เยียวยา ฟื้นฟูและป้องกัน ผู้ประสบภัยน้ำท่วมในครั้งนี้  

 

สุดท้าย สำหรับการช่วยเหลือฉุกเฉิน แน่นอนว่าการใช้ Web-Based Application ย่อมทำให้ผู้รับข้อมูลจากผู้ประสบภัยที่ใช้งานได้แต่โทรศัพท์มือถือเท่านั้น เพียงระบุ 1) สถานที่ (เลขที่/อาคาร ถนน ตำบล อำเภอ จังหวัด) Location และ 2) ชื่อ-นามสกุล Personal Identity เพื่อให้ทีมกู้ภัยที่อยู่ “ใกล้ที่สุด” เห็นข้อมูล On-line แล้ว “เข้าถึงผู้ประสบภัยได้เร็วที่สุด”