อยู่ๆก็วิ่งหาทุกข์ แต่ปลุกให้รู้ด้วยอิติปิโส วันเสาร์ ที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๔ เวลา๑๒.๑๔น. เช้านี้ตั้งใจกับตนเองว่า ต้องออกไปวัดให้ทัน เอ…..เห็นครูบอกว่า “เราก็นึกว่ามันจะออกตีสาม” นั่นแสดงว่าตีสามน่าจะเป็นเวลาที่เหมาะโดยส่วนใหญ่ติ๋วขับแบบปกติ ถนนโล่งๆประมาณสองชั่วโมงครึ่งก็ถึง รวมจอดเติมแก๊สแบบไม่นานละ แต่ถ้าจะเผื่องามๆก็สามชั่วโมง ออกตีสามหกโมงกว่าๆน่าจะถึงแบบสบาย ๆ เมื่อคืนส่งบันทึกสุดท้ายเสร็จสามทุ่มครึ่งก็หลับ แปลกที่ถ้าเอาหัวมาทางนี้แล้วหลับง่าย ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ตีสองกว่า นาฬิกาดังกราบพระทำวัตรเช้า แล้วก็อัพบันทึกหนึ่งบันทึก ตรวจเช็คบันทึกใน G2K วางมือตอนตีสาม เอาหล่ะเลทแล้วติ๋ว ศีลข้อสี่เริ่มจะด่างพร้อย รีบจัดแจงอาบน้ำ ดูเสื้อผ้าน่าตกใจ ไม่แห้ง เพราะฝนตกเป็นระยะ ๆ จับมารีดๆ สรุปออกจากบ้านได้ตอนตีสี่ ก็ไม่เลวร้ายนัก แต่ก็ยังสายนะติ๋ว ข้างในบีบๆอยู่ นาฬิกาปลุกถูกตั้งให้เลื่อนทุกสิบนาที นั่งหลังพวงมาลัยปุ๊บก็สวดอิติปิโสทันที ให้ว่อง ดูจะคุ้นเคยเพราะใช้ได้ผล ครั้งก่อน เหมือนคนไข้กินยาถูกแล้วก็ต้องอยากกินอีกเป็นธรรมดาจริงไหมค่ะ บทสวดนี้กับตอนอยู่หลังพวงมาลัยสำหรับติ๋ว ใช่ เผลอมีแว๊บคิด เลี้ยวออกจากบ้านได้ยินเสียงคล้ายโทรศัพท์เตือนไกลๆนึกว่าตนเองหูแว่ว ขับไปเรื่อย ๆห่างจากบ้านประมาณยี่สิบกว่ากิโลเมตร จอดเดิม ngv แถวๆเชียงยืนนึกขึ้นได้หาโทรศัพท์ไม่เจอ ทิฐิมากไม่กล้าขอยืมมือถือคนอื่นโทรเข้าเพื่อหา ค้นๆ คุ้ยในกระเป๋าที่วางข้างๆ โบ๋ ตอนแรกตัดใจ เอาน่าสงสัยต้องเรียนเรื่อง “การมีชีวิตอยู่โดยไม่ต้องใช้มือถือ” มีเสียงดังขึ้นอีก ”เมื่อวานแม่โทรมายังไม่โทรกลับเลยนะ ยังไม่ได้บอกแม่ว่าจะไปวัด. แล้วคืนวันอาทิตย์จะไปนอนบ้าน งานก็ยังส่งไม่ครบ (ศีลข้อ๔ด่างพร้อย) ถ้าจะติดต่อครูหล่ะ โหเสียงมันกระหน่ำซัมเมอร์เซลล์ จอดรถตรวจเช็คดูกระเป๋าที่วางในเก๋งแล้ว โบ๋ นาฬิกาบอกเวลาตีสี่สิบหกนาที “ เอาน่าถ้าขับดีๆตอนนี้รถก็โล่งก็น่าจะไม่เกินสิบห้่านาทีนะ “ ตัดสินใจบึ่งรถกลับ
ระหว่างทางข้างในมันบีบ ทุกข์แท้อยู่ดีๆก็หาทุกข์ให้เจ้าของ ลำพังมีชีวิตปกติก็ทุกแล้ว ขาดสติขี้หลงขี้ลืมนี่ ยิ่งทุกข์หนักเพราะแกไม่รอบครอบ ไอ้ติ๋ว แกจะโง่ไปไหนเนี๊ย
เบรกเสียบ่นด้วย อิติปิโส ไปเรื่อย ๆ ขับถึงสี่แยกสามเหลี่ยมทางลอดอินโดจีน จอดติดไฟแดง เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นเตือนเวลาตีห้า
ข้างในกรี๊ดออกมาเลยค่ะ นึกขึ้นได้ว่ามันอยู่กระโปรงหลังแล้วก็เคยดังครั้งหนึ่งแล้วตอนเลี้ยวออกจากบ้าน จิตมันหลอกกันซึ่ง ๆหน้าขนาดนี้เลยค่ะ ไม่เรียกโง่แล้วจะเรียกอะไร ปล่อยให้มันหลอกซ้ำซาก สมควรแล้ว
แต่ก็บึ่งรถไปเรื่อย ๆแล้วมีบทสวดอิติปิโสกำกับ ความคิด ระลึกขึ้นมาถึงหนังสือ “นิพพานระหว่างวันของท่าน ว. วชิรเมธี ที่ครูให้มาท่านบอกไว้ว่า ”ถ้าลมหายใจโปร่งโล่งสบายไม่มีความคิด นี่ก็นิพพานน้อยๆ”
มันจึงแว๊บชำเลืองมาดูลมหายใจเป็นระยะว่าเป็นอย่างไร เลยกลายเป็นว่า “อยู่กัยอิติปิโส แล้ว สปอทเช็คด้วย ลมหายใจ”
มันก็ไม่ได้โล่งหรอกค่ะ ก็เรื่อยๆไป หลายใจลึกบ้าง อักอั้นบ้าง จามบ้าง แต่ข้างในเสียงคร่ำครวญน้อยลง นี่ก็พอจะทุกข์เบาลง
แต่ถ้าเผลอคิดด้านลบมาเท่านั้น มันจะเคลิ้มอยากร้องไห้ ก็แสดงว่า. อิติปิโสหายไป
สรุปได้ว่า ช่วงนี้จิตหมองมาก ๆควาญหาทุกข์ไม่วางเว้น แต่ถ้ามีสติสวดอิติปิโสอยู่ภายในก็พอประคองตนได้ ไม่ร้องไห้โฮออกมา…..สาธุค่ะ
อ่านแล้วขำอ่ะติ๋ว...ฮา