อุ้มผางศึกษา : การเกิดปัญหาก็คือโอกาสขยายองค์ความรู้และเครือข่ายจากเรื่องจริง

Archanwell
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ
โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร เมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๔

บันทึกฉบับนี้เป็นบันทึกฉบับแรกของผู้เขียนเกี่ยวกับอุ้มผางศึกษาหรือไม่ ผู้เขียนก็ไม่แน่ใจค่ะ เอาไว้ในโอกาสข้างหน้าค่อยมาเล่าสู่กันฟังก็แล้วกัน ในวันนี้ซึ่งน้ำอาจท่วมบ้าน แต่ก็ยังมีอารมณ์อยากจะบันทึกความคิดเกี่ยวกับอุ้มผางศึกษา

สำหรับผู้เขียน การลงพื้นที่เพื่อสัมผัสเรื่องจริงนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของการแสวงหาความรู้ที่ดีอย่างมาก หลังจากที่ไปอุ้มผางทั้งโดยความคิดและโดยกายภาพ ผู้เขียนก็ตระหนักในปัญหาของผู้คนบนแผ่นดินอุ้มผาง ซึ่งก็เหมือนชายแดนระหว่างไทยและพม่านั่นเอง กล่าวคือเต็มไปด้วยคนไร้รัฐไร้สัญชาติ

ที่น่าประทับใจไปจากพื้นที่ชายแดนที่ผู้เขียนเคยไป ก็คือ ภาคีในการแสวงหาองค์ความรู้นั้น ก็คือ บุคคลในโรงพยาบาลอุ้มผาง ซึ่งนำความคิดโดยคุณหมอตุ๋ย วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเอง

การทำงานวิจัยเพื่อแสวงองค์ความรู้เกี่ยวกับปัญหาของคนในอำเภออุ้มผาง โดยเริ่มต้นจากคนในเวชระเบียนโรงพยาบาลอุ้มผางเอง ซึ่งบันทึกคนไข้ทุกคนไม่ว่าจะมีชื่อในทะเบียนราษฎรไทยหรือไม่ และออก “บัตรขาว” ให้ถือเอาไว้ และจากกรณีศึกษาที่ทีมวิจัยของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวรเลือกขึ้นมาศึกษา เราเริ่มเห็น “กรณีตัวอย่าง” ของคนที่มีปัญหาสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายที่มีลมหายใจบนแผ่นดินอุ้มผาง

จากบุญส่ง สู่ชิชะพอ สู่โหล่โผล่ ผ่านดาที ผ่านมีชอ มาถึงบุญส่ง .... ผู้เขียนเริ่มตระหนักว่า เราเห็นคนที่มีปัญหาความไร้รัฐไร้สัญชาติที่อุ้มผางชัดเจนขึ้น เมื่อเราทำงานร่วมกัน เราก็เริ่มเห็นปัญหาระบบการทำงานที่ยังไม่ดีนัก ปัญหาของคนทำงานเพิ่มเติมมาให้ต้องตระหนักและใคร่ครวญ

เมื่อมีปัญหา หลายคนอาจจะท้อ แต่สำหรับผู้เขียน “ปัญหาก็คือโอกาส” การจะแสวงหาองค์ความรู้ที่ใช้ได้จริงในสังคม ต้องเริ่มต้นจากองค์ความรู้ที่เข้มแข็งและต้องทดลองใช้จริง หากเราทำสำเร็จ เราก็จะทราบว่า องค์ความรู้ที่มีอยู่นั้นใช้ได้จริงและมีประสิทธิภาพเพียงไร และถ้าเราทำไม่สำเร็จ เราก็จะทราบว่า องค์ความรู้ที่มีอยู่อาจใช้ไม่ได้จริงหรือไม่มีประสิทธิภาพ ในสถานการณ์ที่เผชิญกับความไม่สำเร็จหรือความบกพร่อง เราก็จะมีสถานการณ์จริงให้คิดค้นสูตรสำเร็จในการจัดการปัญหา ซึ่งอาจจะหมายถึงการเยียวยาปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วหรือป้องกันมิให้ปัญหาดังที่เกิดขึ้นแล้วเกิดขึ้นอีกในอนาคต

กรณีนายบุญส่งที่ปรากฏตัวเป็นคนไข้ของโรงพยาบาลอุ้มผางในวันนี้ แม้ว่าเราจะยังไม่ทราบที่มาทีไปของเขาอย่างชัดเจน แต่ที่เราชัดเจนว่า เขาเป็นมนุษย์และป่วย แต่ไม่มีเอกสารรับรองตัวบุคคลที่ออกโดยรัฐใดเลยบนโลก ดังนั้น โจทย์วิจัยเบื้องต้นจึงอยู่ที่ (๑) การจัดการความป่วยของเขา และ (๒) การรับรองสิทธิในความเป็นมนุษย์ของเขา แน่นอนที่หากว่า เราพิสูจน์ได้ว่า เขามีสิทธิในสัญชาติไทย การจัดการสิทธิในหลักประกันสุขภาพของเขาจะทำได้ดีมากขึ้น แต่ในขณะที่ยังพิสูจน์ข้อเท็จจริงไม่ได้ว่า เขามีข้อเท็จจริงครบองค์ประกอบที่กฎหมายกำหนดให้มีสิทธิในสัญชาติไทย กระบวนการจัดการสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ก็ดำเนินการได้เลยโดยไม่ต้องรอผลของการพิสูจน์สิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายสัญชาติไทย

ผู้เขียนได้ให้ความเห็นต่อคณาจารย์ของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ซึ่งต่อไปจะขอเรียกว่า “นิติ มน.” ซึ่งมาขอหารือในวันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๔ แล้วว่า หนึ่งปีของการทำงานของ นิติ มน. ได้นำมาซึ่งข้อค้นพบในสถานการณ์ด้านข้อเท็จจริงมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่ของข้อค้นพบ ก็คือ “ปัญหา” ทั้งที่เป็นปัญหาของเจ้าของปัญหาและปัญหาของคนที่เข้าช่วยเหลือเจ้าของปัญหา

ผู้เขียนขอย้ำอีกครั้งว่า การค้นพบปัญหาก็คือการค้นพบโอกาสในการนับหนึ่งของการทำงานอย่างมีประสิทธิผล ถ้าไม่พอปัญหาก็ไม่อาจเริ่มต้นแสวงหาสาเหตุของปัญหา และเมื่อพบสาเหตุของปัญหา ก็จะนำไปสู่โอกาสที่จะคิดค้น “ทางออกของปัญหา” เราไม่อาจกระโจนไปหาทางออกของปัญหา โดยไม่เห็นสาเหตุของปัญหา การเข้าจัดการปัญหาแบบไม่เห็นตัวปัญหาอาจนำไปสู่การสร้างปัญหาใหม่ที่ร้ายแรงกว่าเดิม หรือการขยายปัญหาเก่าให้ร้ายแรงกว่าเดิม

สำหรับเรื่องบุญส่ง ซึ่งมีการประชุมกันในอีเมลล์ระหว่างคนที่เกี่ยวข้องมาเรื่อยๆ นับแต่บุญส่งปรากฏตัวอีกครั้งที่โรงพยาบาลอุ้มผางในความเจ็บป่วยครั้งใหม่ของเขา ในขณะที่ทีมงานของคุณแมว จันทราภา จินดาทอง นักสงเคราะห์สังเคราะห์แห่งโรงพยาบาลอุ้มผางกำลังพยายามจัดการสืบค้นความเป็นมาของบุญส่ง เพื่อที่จะแสวงหาการรับรองสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายที่ดีที่สุดให้แก่บุญส่ง แต่สำหรับ นิติ มน. นั้น มีข้อเท็จจริงสองประการที่ปรากฏชัดแล้ว และอาจนำมาซึ่งสิทธิมนุษยชนของบุญส่ง

ในวันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๔ ผู้เขียนจึงมีข้อเสนอแนะเชิงแนวคิด ๒ ประการแก่ชาวนิติ มน. โดย อ.ไหม กิติวรญา รัตนมณี ซึ่งดูเหมือนจะเป็นผู้รับผิดชอบโครงการอุ้มผางศึกษาของนิติ มน.

ผู้เขียนได้เสนอแนวคิดเบื้องต้นง่ายๆ แค่ ๒ ประการ

ในประการแรก เมื่อบุญส่งเป็นมนุษย์อย่างแน่นอน (อันนี้มีข้อโต้แย้งไหม ?) และ กำลังป่วย (อันนี้มีข้อโต้แย้งไหม ?) ดังนั้น หากเราทำงานด้านสิทธิมนุษยชน แค่ความเป็นมนุษย์ ก็นำไปสู่โอกาสในการสร้างและพัฒนาความรู้แล้ว ? และถ้า นิติ มน. อยากใช้โอกาสนี้ ในการทำงาน ก็ทำได้ ซึ่งการตัดสินก็เป็นดุลยพินิจของ นิติ มน.

ในประการที่สอง เมื่อเราทราบแล้วว่า บุญส่งเป็นมนุษย์และป่วย และนิติ มน. ก็ตัดสินใจที่จะขยายองค์ความรู้ไปสู่เครือข่ายในการทำงาน ก็จะต้องมีการแสวงหาองค์ความรู้ว่า ใครบ้างที่ควรจะเป็นเครือข่ายการทำงานเพื่อการนี้ และกระบวนการอย่างไรที่เหมาะสมที่จะขยายองค์ความรู้ที่ค้นพบแล้วไปยังเครือข่ายดังกล่าว และเชิญชวนเครือข่ายการทำงานเพื่อแสวงหาองค์ความรู้ต่อไปในการจัดการปัญหาที่บุญส่งเผชิญอยู่ ทั้งที่เป็น (๑) การจัดการปัญหาที่ปรากฏตัวแล้ว ๒ ประการ กล่าวคือ (๑.๑.) ความเจ็บป่วยของบุญส่ง และ (๑.๒.) ความไร้รัฐของบุญส่ง รวมถึง (๒) การจัดการปัญหาในอนาคตของบุญส่ง อาทิ (๒.๑.) ความยากจนจนไม่อาจจ่ายค่ารักษาพยาบาล (๒.๒.) ความไร้รัฐเจ้าของสัญชาติจนไม่อาจมีรัฐใดยอมรับที่จะให้ความคุ้มครองบุญส่ง (๒.๓.) ความไร้สิทธิที่จะอาศัยอยู่ในประเทศไทยจนอาจจะถูกส่งออกนอกประเทศไทย เพราะตกอยู่ในสถานะคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย (๒.๔.) ความไม่สามารถเข้าสู่สิทธิประกอบอาชีพเพื่อทำมาหาเลี้ยงชีพ เพราะไม่มีเอกสารรับรองตัวบุคคลที่นานารัฐยอมรับและไม่มีความรู้ในการขออนุญาตประกอบอาชีพ

ถ้าเราคิดตกว่า จะผลักดันความรู้ในปัญหามาเป็นโอกาสในการแก้ไขปัญหาเบื้องต้น ผู้เขียนจึงมีข้อเสนอแนะเชิงวิธีการ ๒ ประการ กล่าวคือ

ในประการแรก การผลักดันองค์ความรู้ทางข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายและนโยบายเพื่อจัดการปัญหาสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายการทะเบียนราษฎร อันนำไปสู่การขจัดปัญหาความไร้รัฐ จะเป็นไปได้หากมี “กรมการแพทย์ที่ดูแลโรงพยาบาลต่างๆ รวมถึงโรงพยาบาลอุ้มผาง” เป็นเครือข่ายการทำงาน ดังนั้น เพื่อเชิญให้หน่วยงานนี้เข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานในประเด็นนี้ ผู้เขียนจึงเสนอให้ทางนิติ มน. ทำจดหมายแจ้งปัญหาสุขภาวะของคุณบุญส่งถึงอธิบดีกรมการแพทย์ และสำเนาถึง  (๒.๑.) สาธารณสุขจังหวัด (๒.๒.) ปลัดกระทรวงสาธารณะ (๒.๓.) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (๓) ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สำเนาคุณหมอนิรันดร์ (๔) มวลมิตรที่เคยลงพื้นที่กับ มน. เพื่อเปิดงานนี้ ซึ่งจะมีสื่อมวลชนอีกด้วย องค์ความรู้ที่ขยายไปยังกรมการแพทย์ที่ต้องดูแลการแพทย์ของประเทศไทยจะทำให้หน่วยงานต้องเข้าช่วยเหลือโรงพยาบาลอุ้มผาง เพราะเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายไทยว่าด้วยสาธารณะสุข และการที่มีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและสื่อมวลชนรับรู้ด้วย ก็จะทำให้เกิดประสิทธิภาพของการจัดการของภาคราชการ

ในประการที่สอง การผลักดันองค์ความรู้ทางข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายและนโยบายเพื่อจัดการปัญหาสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายการทะเบียนราษฎร อันนำไปสู่การขจัดปัญหาความไร้รัฐ จะเป็นไปได้หากมี “กรมการปกครอง” เป็นเครือข่ายการทำงาน ดังนั้น เพื่อเชิญให้หน่วยงานนี้เข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานในประเด็นนี้ ผู้เขียนจึงเสนอให้ทางนิติ มน. ทำจดหมายแจ้งปัญหาความไร้รัฐของคุณบุญส่งปยัง (๑) อธิบดีกรมการปกครอง และสำเนา (๑.๑.) อำเภอ (๑.๒.) ผู้ว่า (๑.๓.) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิกิริยาทางสังคมย่อมเกิดในทิศทางนี้เช่นกัน

การกระทำทั้งสองทิศทางนี้จะส่งผลเป็น (๑) การขยายความรู้แก่สังคม และฝ่ายที่เกี่ยวข้อง อันเป็นวัตถุประสงค์ของโครงการของ มน. การเขียนงานนี้จะเป็นจุดต่อยอดรายงานที่ไหมทำไปแล้ว แต่ไม่ได้แตะเรื่ององค์ความรู้ และ (๒) การขยายเครือข่ายการทำงานไปในภาคราชการที่เกี่ยวข้องกับ (ก) ปัญหาสิทธิมนุษยชนด้านสาธารณสุขของมนุษย์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่อุ้มผาง และ (ข.) ปัญหาสิทธิในการรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมาย ประเด็นนี้ก็ฟังว่าเป็นเป้าหมายของการทำงานของนิติ มน. มิใช่หรือ นิติ มน.คงต้องทำงานความคิดของฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับสองสิทธินี้

สิ่งที่เขียนนี้เป็นความคิดที่โผล่ขึ้นมาในหัวของผู้เขียนเมื่ออ่านอีเมลล์ระหว่างคนทำงานในอุ้มผางศึกษา

ขอให้ตระหนักว่า เราฝ่ายวิชาการก็มีงานของเราที่เป็นงานวิชาการเพื่อสร้างความเคลื่อนไหวขององค์ความรู้สู่สังคม ในขณะที่ทีมนักสังเคราะห์สังคมของโรงพยายามอุ้มผางนั้น เขาก็มีหน้าที่รับความรู้ของ นิติ มน.ไปสร้างความเคลื่อนไหวของสังคมเพื่อเข้าสู่สิทธิตามกฎหมาย และถ้า นิติ มน. สามารถเคลื่อนไหวภาคราชการ ๒ สายที่เกี่ยวข้องมาทำงานด้วย ก็จะมีคนลงไปทำงานที่พื้นที่อุ้มผางอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ เราก็คงหวังว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติซึ่งร่วมมือกับ มน.มาตั้งแต่แรก จะมีวาระการประชุมเรื่องของบุญส่งสักวาระหนึ่งในขณะที่ปัญหายังมีอยู่

ในท้ายที่สุด ผู้เขียนอยากใช้คำของคุณแจง ฐิตินบ โกมลนิมิ ว่า “writing is fighting” ผู้เขียนจึงขอแนะนำให้ชาวนิติ มน. จับปากกาขึ้นมาสร้าง “สามเหลี่ยมแห่งองค์ความรู้” เพื่อเขยื้อน “ภูเขาที่อุ้มผาง” ได้แล้ว เป็นโอกาสที่จะ “สร้างองค์ความรู้ (Knowledge Creation)” เพื่อขยายสู่สังคมโดยผ่านเครือข่ายที่มีอยู่และขยายขนาดและคุณภาพขึ้นในรอบ ๑ ปีที่ผ่านมา ข้าวสุกเต็มท้องทุ่ง เกี่ยวข้าวกันเถอะ บุญส่งและอีก ๒๕ กรณีศึกษานั้นเป็นโอกาสที่ นิติ มน.จะช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย และสร้างบทเรียนเพื่อนักศึกษาในวิชากฎหมายระหว่างประเทศและสิทธิมนุษยชน

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Archanwell#People-Management



ความเห็น (4)

ขอบคุณอาจารย์แหววสำหรับเรื่องราวที่เคยให้สัญญาว่าจะถ่ายทอดเรื่องอุ้มผางให้มวลมิตรทางวิชาการรับทราบ ในส่วนของพื้นที่พร้อมเดินหน้าต่อไปเพื่อร่วมขจัดปัญหาความไร้รัฐไร้สัญชาติของผู้คนที่มีชีวิตมีตัวตนจริง ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับผู้อ่านทุกท่านที่สนใจ และพร้อมจะยื่นมือเข้ามาช่วยตามกำลังและความจำกัดของท่าน เรื่องของอุ้มผางคงจะปรากฎสู่สายตาของท่านเรื่อย ๆ ค่ะ

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณแมวค่ะ

เขียนเมื่อ 

ทึ่งกับอุ้มผางศึกษาจังครับ

มาให้กำลังใจทุกฝ่ายนะครับ

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณคุณหมอทิมดาบค่ะ