จะโชคดีหรือไม่ดีต้องดูที่ผลระยะยาวเป็นหลัก   ชีวิตของคนโชคดีคือชีวิตที่อุดม เมื่อมองในระยะยาว   โดยที่ในบางช่วงอาจเผชิญมรสุมชีวิต มีความยากลำบาก แต่ก็ผ่านมาได้   และใช้วิกฤตนั้นเป็นประสบการณ์เพื่อการเรียนรู้  
 
          ชีวิตที่ไม่เคยเผชิญวิกฤตเลยนั้น ไม่ใช่ชีวิตที่อุดม   ชีวิตที่อุดมต้องผ่านสิ่งต่างๆ ที่หลากหลาย แล้วยังดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง และยิ่งนับวันยิ่งมั่นคงยิ่งขึ้น
 
          ผมจึงมองสถานการณ์คับขันเป็นคุณ หรือเป็นโอกาสให้หมั่นฝึกฝนตนเอง เพื่อสร้างความเข้มแข็งในการปรับตัว   มากกว่ามองว่าเป็นโทษหรือความอึดอัดขัดข้อง   อะไรก็แล้วแต่ที่มาช่วยให้เราฝึกฝนเพิ่มความยืดหยุ่นปรับตัว (resilience) ให้แก่ตนเอง ผมถือเป็นคุณต่อชีวิต

 

          หน่วยงาน และบุคคล ที่ตกอยู่ใน “ดินแดนแห่งความสุขสบาย” (comfort zone) ผมถือว่าโชคร้าย   เพราะจะยากลำบากในปลายมือ   เนื่องจากขาดโอกาส “ออกกำลัง” ฝึกฝนตนเองให้เพิ่ม resilience
          คนที่มี resilience ต้องเป็นคนมีสติอยู่กับเนื้อกับตัว    ซึ่งก็หมายความว่าต้องฝึกฝนทักษะนี้ให้แก่ตัวเองอยู่เสมอ    จนคล่องแคล่วในการดำรงสติ    ให้ตระหนักในปัจจุบันขณะของสภาพแวดล้อมรอบตัว และตระหนักในปัจจุบันขณะของตนเอง   และรู้เท่าทันสภาพเช่นนั้น    รวมทั้งมีปัญญารู้เท่าทันความเป็นจริงของสรรพสิ่ง    ว่าเมื่อมีมืดก็ย่อมมีสว่าง    มีกลางคืน ในไม่ช้าก็จะหมุนไปเป็นกลางวัน    สภาพการณ์คับขันนั้นก็ไม่ยืนยงถาวร    หากเราไม่เสียขวัญ ตั้งสติตั้งมั่นให้ดี   ในไม่ช้าเมฆหมอกหรือสถานการณ์คับขันก็จะคลี่คลายไป   โดยเราเองอาจคลี่คลายได้ส่วนหนึ่ง    และการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ก็จะคลี่คลายตัวเองอีกส่วนหนึ่ง    รวมทั้งอาจมีผู้อุปการะช่วยเหลือมาช่วยคลี่คลายในบางส่วนด้วย 
          สถานการณ์คับขันคือ “blessing in disguise” หรือ “โชคดีที่จำแลงร่างเป็นโชคร้าย”   ช่วยให้เราได้ฝึก “ออกกำลัง” สู้กับสถานการณ์คับขัน   ทำให้เราแข็งแรงขึ้น เก่งขึ้น และแกร่งขึ้น  แต่หากเราไม่ได้เตรียมฝึกความแกร่งไว้ในระดับหนึ่ง   สถานการณ์คับขันก็อาจทำร้ายเราจนสิ้นสภาพก็ได้    ดังนั้น ความไม่ประมาท ไม่หลงระเริงอยู่กับความสำเร็จ หรือความสุขสบาย จะช่วยให้เราหมั่นเรียนรู้ฝึกฝนตนเอง    ให้มีความเข้มแข็ง แข็งแกร่งในระดับที่จะทนแรงบีบคั้นจากสถานการณ์คับขันได้   สถานการณ์คับขันก็จะเป็นคุณ ไม่ใช่เป็นโทษ
วิจารณ์ พานิช
๒๘ ก.ย.๕๔