เหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ต่างๆของประเทศไทยที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในเขตจังหวัดภาคกลาง อีสาน และเรื่อยมาจนถึงภาคใต้ ที่กำลังเกิดพายุฝนและน้ำท่วมขังอย่างรุนแรงในบางพื้นที่ เช่นหาดใหญ่ และหลายอำเภอในจังหวัดสงขลาที่กำลังก่อให้เกิดความสูญเสียทรัพย์สิน บ้านเรือน พื้นที่ทำกิน และกระทั่งการสูญเสียชีวิตของประชาชนอย่างน่าใจหาย แม้ว่าทั้งทางราชการและภาคประชาชนจะช่วยกันเตรียมการระมัดระวังและป้องกันแล้วก็ตาม แต่ความสูญเสียก็ยังคงเกิดขึ้นในวงกว้าง ปัญหาที่ยังจะตามมาภายหลังน้ำลด เช่น การทำความสะอาดดินโคลน การจัดการกับความเสียหายต่างๆของทรัพย์สินที่จมอยู่กับน้ำ โรคภัยจากน้ำท่วม ล้วนเป็นเรื่องที่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพกายและความตึงเครียดทางอารมณ์ที่จะเกิดต่อเนื่องตามมาได้ในระยะยาว
ในสถานการณ์เช่นนี้เด็กๆเองอาจได้รับผลกระทบทางจิตใจไปด้วย อันเนื่องจากการที่ได้เห็นและรับรู้ความทุกข์ความกังวลของผู้ใหญ่และคนในครอบครัว ที่พยายามปกป้องบ้านเรือนและทรัพย์สินแต่ดูเสมือนไร้ผล เด็กๆเองก็อาจสูญเสียสัตว์เลี้ยง ของเล่นที่ตนรัก หรือรวมไปถึงการที่เห็นคนในครอบครัวและคนที่รู้จักบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ในพื้นที่ที่เกิดสถานการณ์รุนแรง
เช่นเดียวกับภัยพิบัติทางธรรมชาติอื่นๆที่มักก่อให้เกิดปัญหาทางด้านจิตใจให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาสุขภาพกายและสุขภาพจิตเปราะบางอยู่ก่อนแล้ว แต่ต้องสูญเสียระบบสนับสนุนทางสังคมที่มีอยู่ไป บางคนอาจขาดการรักษาทางยาที่ใช้ประจำ หรือการดำเนินชีวิตประจำวันตามปกติเกิดสั่นคลอนและไม่แน่นอน บุคคลอาจประสบปัญหารุนแรงเรื้อรังเมื่อต้องเผชิญความกดดันต่างๆที่เกิดอย่างต่อเนื่อง เช่น สูญเสียชุมชน สูญเสียบ้านเรือนที่พัก งานอาชีพ ครอบครัวและเพื่อนฝูงที่รู้จัก นอกจากนี้แล้วภาวะหมดแรงกายและหมดกำลังใจจากการที่ต้องเผชิญกับวิกฤตที่เกิด ก็อาจกระทบต่อการฟื้นตัวของตนเองและครอบครัว และความเครียดที่เกิดก็อาจกลายเป็นชนวนที่ส่งผลให้สูญเสียการทำหน้าที่ของครอบครัวหรือเสี่ยงต่อการขัดแย้งและทำร้ายกันในครอบครัวขึ้นได้
ผู้ประสบภัยจากน้ำท่วมมักประสบความหวาดหวั่นซ้ำๆจากการเผชิญ “ สิ่งเตือน” ถึงภาวะน้ำท่วม เช่น การเฝ้าระวังน้ำท่วม สัญญานที่เตือนให้นึกถึงน้ำท่วม เช่น การมองเห็นเมฆฝนตั้งเค้า ฟ้าแลบฟ้าร้อง และฝนที่ตกกระหน่ำ “สิ่งเตือน” เหล่านี้ล้วนแต่เร้าให้หลายคนตกอยู่ในภาวะหวาดหวั่นและหวนคิดถึงภัยที่เคยเกิดขึ้นและกลัวว่าภัยนั้นกำลังจะเกิดซ้ำอีก จนตกอยู่ในความตึงเครียดทางจิตใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า
การป้องกันปัญหาสุขภาพจิตที่กล่าวได้ว่าดีที่สุดในภาวะเช่นนี้ คือการเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับภาวะน้ำท่วม การเตรียมพร้อมในระดับบุคคลและครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะทำให้ผู้ประสบภัยฟื้นตัวได้รวดเร็วในภายหลัง ผู้ที่เป็นพ่อแม่ผู้ปกครอง สิ่งที่ท่านควรทำกับเด็กก็คือ การพูดคุยกับเด็กให้รับรู้ถึงความเป็นไปได้ของภัยที่จะเกิดขึ้น และแผนรับมือกับภาวะดังกล่าว ซึ่งได้แก่ การซักซ้อมความเข้าใจกับสมาชิกในครอบครัวถึงสิ่งที่ต้องปฏิบัติหากเกิดเหตุการณ์-ใครมีหน้าที่ทำอะไรบ้าง การจัดเตรียมอุปกรณ์สิ่งของยังชีพ เอกสารสำคัญให้อยู่ในหีบห่อกันน้ำได้และหยิบฉวยได้ง่ายเมื่อเกิดเหตุ การเตรียมวิธีการ พาหนะและ สถานที่สำหรับอพยพเคลื่อนย้ายเมื่อเกิดสถานการณ์จำเป็น
การช่วยเหลือดูแลจิตใจภายหลังน้ำท่วม
ตามปกติแล้วผู้ประสบภัยสามารถฟื้นตัวได้เมื่อเหตุการณ์ผ่านพ้นไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการสนับสนุนที่ดีในครอบครัว ชุมชน เพื่อนฝูง และการช่วยเหลือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระยะเวลาที่จะฟื้นตัวจะสั้นหรือยาว ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ที่ผ่านมาว่าน่าสะพรึงกลัวเพียงใดโดยเฉพาะหากต้องอพยพเคลื่อนย้าย หรือมีความสูญเสียมากแค่ไหน หลายครอบครัวอาจฟื้นตัวกลับเข้าสู่ชีวิตปกติได้เร็ว ในขณะที่บางครอบครัวอาจยังต้องดิ้นรนต่อสู้กับความสูญเสียชีวิตของบุคคลที่รัก หรือเสียทรัพย์สิน ได้รับบาดเจ็บ มีปัญหาทางการเงิน ผู้ใหญ่อาจมองว่าเด็กไม่เห็นทุกข์ร้อนอะไร แต่ตามจริงแล้วเด็กๆเองก็ต้องการการฟื้นตัวเช่นกัน ความสูญเสียของเด็กๆมักมาจากการสูญเสีย พลัดพรากจากบุคคลที่รัก สัตว์เลี้ยง การที่ชีวิตประจำวันตามปกติสะดุดลง เช่น โรงเรียนต้องปิดการเรียนการสอน ต้องอพยพย้ายที่อยู่ เป็นต้น
อย่างไรก็ตามพึงระลึกว่าเด็กจะเป็นปกติสุขได้หากพ่อแม่และผู้ใหญ่ที่ดูแลสามารถปรับตัวจัดการกับปัญหาได้ทั้งในระหว่างที่เกิดภัยน้ำท่วมและภายหลัง เด็กๆมักต้องการพึ่งพาพ่อแม่และผู้ใหญ่ในเรื่องข้อมูลทั่วไป คำปลอบโยนและความช่วยเหลือ พ่อแม่และผู้ใหญ่ที่มีหน้าที่ดูแลเด็ก เช่นครูควรพยายามทำตนเองให้มั่นคง ตั้งอารมณ์ให้สงบ ช่วยเด็กด้วยการให้คำตอบในเรื่องต่างๆที่ตนรู้อย่างเหมาะสมและตอบสนองความต้องการพึ่งพาผู้ใหญ่ของเด็กให้พอเหมาะ
เด็กๆอาจมีปฏิกริยาอะไรได้บ้าง
เด็กแต่ละวัยอาจตอบสนองต่อภาวะน้ำท่วมและผลที่ตามมา แตกต่างกันไปตามระดับอายุ ระดับพัฒนาการและประสบการณ์ที่เคยมีมาก่อน เด็กบางคนอาจแสดงอาการถดถอย บางคนแสดงอารมณ์โกรธ บางคนอาจดูหงุดหงิดกระวนกระวายใจ พ่อแม่จึงควรรับรู้และสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเด็ก ปฏิกริยาที่อาจพบได้ในเด็กได้แก่
- กลัว และหวาดหวั่นเรื่องความปลอดภัยของตนและคนอื่นๆ รวมทั้งของสัตว์เลี้ยง
- กลัวการแยกจากคนในครอบครัว
- มีพฤติกรรมติดผู้ใหญ่ พ่อแม่ พี่น้องหรือ ครู
- กังวลว่าน้ำจะท่วมซ้ำ
- มีพฤติกรรมอยู่ไม่นิ่งเพิ่มขึ้น
- สมาธิและความตั้งใจลดลง
- ถดถอย หีกหนีผู้อื่น
- โกรธ หงุดหงิดง่าย ลงมือลงเท้า แสดงอารมณ์
- ก้าวร้าวกับพ่อแม่ พี่น้อง เพื่อน
- บ่นเจ็บป่วยไม่สบาย ปวดท้อง ปวดหัว
- พฤติกรรมการเรียนเปลี่ยนไป เช่นไม่สนใจเรียน
- เพ่งความสนใจอยู่กับเรื่องน้ำท่วม เช่น พูดถึงซ้ำๆ แสดงเนื้อหาเรื่องน้ำท่วมในการเล่น
- ไวต่อสิ่งเตือนใจที่ทำให้นึกถึงน้ำท่วม
- มีปัญหาการนอน การกิน
- ขาดความสนใจกิจกรรมที่เคยชอบ
- พฤติกรรมถดถอยลงเป็นเด็กกว่าวัย เช่นพูดแบบเด็กเล็ก กลับมาปัสสาวะรดที่นอน แสดงกริยาลงมือลงเท้าเมื่อไม่พอใจ
เด็กวัยรุ่นอาจแสดงออกแตกต่างไปจากเด็กที่เล็กกว่า เมื่อประสบเหตุการณ์รุนแรงหรือภัยพิบัติ เด็กโตมักรู้สึกว่าอนาคตเป็นเรื่องไม่แน่นอนและแสดงพฤติกรรม เช่น ถดถอยทางสังคม เก็บตัว โกรธ หงุดหงิดได้ง่าย โต้เถียง ขัดแย้งกับผู้ใหญ่ กระทำพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจก่ออันตรายเพิ่มขึ้นเพื่อใช้ชีวิตของตนให้ “เต็มที่” และอาจใช้เหล้า หรือยา เป็นต้น
ผู้ใหญ่ช่วยเด็กอย่างไรได้บ้าง
พ่อแม่และผู้ใหญ่ใกล้ชิดควรให้เวลาเพื่อพูดคุยกับเด็ก และช่วยทำให้เด็กรู้ว่าเขาสามารถพูดคุยซักถามและแบ่งปันความกังวลใจที่มีได้โดยผู้ใหญ่ยินดีรับฟัง ในยามวิกฤตที่ทุกคนต่างก็ต้องปรับตัวผู้ใหญ่อาจรู้สึกว่า “ หาเวลาคุยกัน ได้ยาก” แต่ตามจริงแล้วเวลาที่เหมาะก็คือ เวลาที่ครอบครัวทำกิจวัตรร่วมกัน เช่น เวลารับประทานอาหารหรือ เวลาก่อนนอน ผู้ใหญ่ควรเปิดโอกาสให้เด็กรับทราบว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัว หรือกับโรงเรียนของเขา หรือ กับชุมชนที่อยู่ ตอบคำถามของเด็กเท่าที่ท่านทราบอย่างเหมาะสมกับวัยของเด็กอย่างจริงใจ และอย่าลืมถามความรู้สึก ความคิดเห็นของเขาบ้าง เด็กๆอาจยกเรื่องต่างๆที่เขากังวลสงสัยขึ้นมาถามซ้ำๆ ซึ่งผู้ใหญ่ไม่ควรกังวลใจหรือเบื่อที่จะตอบ ในเด็กที่เล็กสักหน่อยหลังจาก “คุยกัน” แล้วก็อาจเล่านิทาน หรือเรื่องราวสนุกๆให้เด็กฟัง หรือทำกิจกรรมสบายๆ เป็นการผ่อนคลายร่วมกันในครอบครัว ซึ่งนั่นจะทำให้เด็กรู้สึกปลอดภัย ผ่อนคลายและใจสงบได้ การช่วยเด็กให้ฟื้นตัวจากภาวะวิกฤต ผู้ใหญ่อาจช่วยได้ดังนี้
- แสดงตนเป็นแบบอย่างของการปรับตัวในทางที่ดี มีอารมณ์สงบมั่นคง เพื่อให้เด็กเรียนรู้วิธีจัดการกับปัญหาที่เหมาะสม
- ระมัดระวังคำพูดของผู้ใหญ่ในเรื่องวิกฤตที่เกิดขึ้นเพราะ เด็กอาจรับรู้และแปลความอย่างผิดๆได้ จนเกิดเป็นความหวาดกลัว
- ดูแลและจำกัดการรับรู้จากสื่อและข่าวสาร โดยเฉพาะข่าวที่แพร่ซ้ำๆหรือแสดงภาพที่น่าหวาดกลัว
- ให้ความมั่นใจกับเด็กว่าผู้ใหญ่สามารถช่วยกันดูแลให้เขาปลอดภัย โดยผู้ใหญ่อาจต้องบอกซ้ำหลายๆครั้งแม้ว่าเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว แสดงออกความรัก ด้วยการกอด เล่น และใช้เวลาร่วมกันด้วยความสุข
- หากเด็กแสดงความกังวลสงสัยว่าเพื่อนของเขาปลอดภัยดีหรือเปล่า พ่อแม่ก็ควรให้ความมั่นใจกับเขาอย่างเหมาะสม
- บอกเล่าให้เด็กรับรู้ว่าชุมชนที่อยู่นั้นจะได้รับการช่วยเหลือดูแลและบูรณะอย่างไรบ้าง เด็กๆเองย่อมอยากจะรู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น
- ดูแลใส่ใจเรื่องสุขภาพ อาหาร การพักผ่อนนอนหลับของเด็กให้เป็นไปตามกิจวัตร
- ดูแล ตักเตือนให้เด็กระมัดระวังเรื่องความปลอดภัยในภาวะน้ำท่วม
- ดูแลรักษาเรื่องระเบียบวินัย กฏเกณฑ์ต่างๆในครอบครัวให้เป็นไปตามปกติ เช่น การแสดงพฤติกรรมที่ดี การเคารพสิทธิคนอื่น ให้เด็กๆมีส่วนช่วยในการแบ่งเบาภาระในบ้าน เช่นงานประจำวัน แม้ว่าผู้ใหญ่อาจต้องช่วยดูแลกำกับ หรือเตือนให้ทำอยู่บ้างก็ตาม
- สนับสนุนให้เด็กมีส่วนช่วยในงานต่างๆ เด็กๆมักจะรู้สึกว่าตนมีความสามารถ ควบคุมและ จัดการด้วยตนเองได้ เมื่อมีส่วนช่วยงาน ไม่เบื่อหน่ายที่ต้องอยู่เฉยๆ เพราะไม่มีอะไรจะทำ โดยเฉพาะเด็กวัยรุ่นควรสนับสนุนให้เขามีส่วนช่วยในงานของชุมชน งานจิตอาสา
- เมื่อโรงเรียนเปิดการเรียนการสอน ผู้ใหญ่อาจต้องอดทนมากขึ้นเนื่องจากเด็กบางคนอาจยังหวั่นไหวและ ต้องการให้พ่อแม่ช่วยเหลือเพิ่มขึ้น
- ใช้ช่วงเวลาก่อนนอนในการสร้างความมั่นใจให้กับเด็ก พูดคุยเล่านิทาน เรื่องสนุกๆสบายใจ เด็กบางคนอาจกลัวการแยกจากพ่อแม่ อยากมานอนอยู่ใกล้ๆพ่อแม่
- สร้างความหวังว่าทุกอย่างจะค่อยดีขึ้นและคลี่คลายไปได้ โดยเฉพาะเมื่อทุกคนมีส่วนช่วยกัน พ่อแม่เป็นคนสำคัญในการสร้างทัศนะที่ดีต่อการมองอนาคตให้กับเด็ก เพื่อให้เด็กเรียนรู้ที่จะฝ่าฟันอุปสรรค
พ่อแม่และผู้ใหญ่ต้องดูแลตนเองด้วย
ในยามที่ครอบครัวต้องเผชิญเหตุการณ์วุ่นวายจากภาวะวิกฤต หลายคนมักลืมดูแลตนเอง ผู้ใหญ่เองก็พึงตระหนักว่า “ ท่านจะดูแลเด็กได้ดี ก็ต่อเมื่อท่านดูแลตนเองได้แล้วเสียก่อน” ดังนั้น ท่านควร
- ดูแลตนเองใส่ใจเรื่องสุขภาพ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ
- สนับสนุนให้กำลังใจกันในครอบครัว ใช้การพูดคุยกันเพื่อผ่อนคลายความกังวลใจ
ช่วยกันแก้ปัญหาและหาทางออก
- ให้เวลากับตนเองเพื่อผ่อนคลาย ไม่ควรหักโหมงานหนักอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานเพราะอาจเสี่ยงต่อการบาดเจ็บหรือเกิดอุบัติเหตุจากความอ่อนล้าของร่างกายและจิตใจ
- หากท่านพบว่าท่านหรือคนในครอบครัวหงุดหงิด โต้เถียงกัน หรือชวนทะเลาะมากขึ้น
นั่นอาจเป็นสัญญานที่บอกว่า ท่านมีความตึงเครียดสูง ควรช่วยกันหาทางออก
ดูแลจิตใจและอารมณ์ของตนเอง หรือปรึกษาบุคลากรสุขภาพจิต
- ในภาวะที่ครอบครัวประสบภาวะวิกฤต ควรเลี่ยงการตัดสินใจเรื่องสำคัญที่อาจ
เปลี่ยนแปลงชีวิต ยืดเวลาออกไปก่อนเพื่อให้ได้มีเวลาคิดอย่างสมเหตุสมผล
แม้ภัยพิบัติทางธรรมชาติเป็นเรื่องที่ป้องกันได้ยากก็ตาม และแม้ว่าทุกคนจะพยายามช่วยกันแล้วแต่ก็ยังหลีกเลี่ยงความเสียหายไม่ได้ แต่ปัญหาสุขภาพจิตในครอบครัวที่อาจตามมาเป็นเรื่องที่ป้องกันได้ ถ้าหากทุกคนในครอบครัวรักกันและ “ยังคงช่วยเหลือกัน”
ขอบคุณบันทึกดีๆเพื่อเป็นแนวทางเยียวยาจิตใจในยามประสบภัยพิบัติเช่นนี้ และคนไทยไม่ทิ้งกันค่ะ..