จินตนาการไม่ออกเลยว่าสวรรค์มีจริงหรือไม่และสวยงามเพียงใด แต่วันนี้ฉันเจอแล้ว สวรรค์บนดิน ซึ่งมีนามว่า “โซนามาร์ค”
เช้าวันที่ 23 กันยายน พวกเราตื่นขึ้นมารับประทานอาหารเช้ากันเสร็จสรรพแล้ว ลุงอาลีคนพายเรือก็มารับพวกเราที่บ้านเรือไปเจอกับทาริคที่ท่าเรือชิการ่าเวลา 9.30 น. เพื่อออกเดินทางไปเที่ยวโซนามาร์คกันค่ะ

ระยะทางไปโซนามาร์คประมาณ 84 กม. เป็นเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นประตูสู่ลาดัก (Gateway to Lakakh) โซนามาร์คตั้งอยู่ในหุบเขาซิน (Sindh) เป็นจุดที่มีน้ำตกที่เกิดจากการละลายของธารน้ำแข็ง (Garcier) ที่นี่เราจะขี่ม้าชมบรรยากาศกันจ้า ขอบอกว่าที่นี่เป็นที่เที่ยวที่พวกเราประทับใจที่สุด และสวยงามที่สุดในสายตาของพวกเรา ตลอดสองข้างทางไปโซนามาร์คมีสิ่งสวยๆ งามๆ ให้ดูตลอดทางพวกเราร้องอุ๊ยตายว๊ายกรี๊ดกันตลอดทาง เพราะไม่เคยพบเจออะไรแบบนี้มาก่อน ทาริคพาขับรถไปเรื่อยๆ อิชั้นเพลิดเพลินกับทิวทัศน์อันงามตระการตามาก ไม่ว่าจะเป็นภูเขาสูงๆ ลำธารน้ำใสๆ ทุ่งข้าวที่กำลังสุกเหลืองอร่าม บ้านเรือนรูปทรงสวยๆ สีสันงามจับใจ เริ่มอิจฉาคนที่นี่ที่ได้อยู่กับสถานที่สวยงามแบบนี้ อิชั้นเริ่มคลายความสงสัยแล้วว่าทำไมอินเดียกับปากีสถานถึงได้รบราแย่งชิงดินแดนกัน เพราะมันสวยงามอย่างนี้นี่เอง ถึงมีแต่คนอยากได้


ระหว่างทางผ่านสวนแอปเปิ้ลด้วยค่ะ แต่ว่าพวกเราไม่ได้เข้าไปข้างในหรอกค่ะ ทาริคบอกว่าเป็นสวนส่วนตัว อิชั้นแอบเห็นทหารยืนอยู่ในสวนด้วยนะคะ จริงๆ ทหารก็ยืนตรึงกำลังตลอดทางตั้งแต่ขับรถออกจากเมืองแล้วล่ะค่ะ อิชั้นก็เลยได้แต่ถ่ายรูปตรงหน้าถนน และซื้อแอปเปิ้ลเก็บสดๆ จากต้นมา 1 กก. ราคา กก. ละ 50 รูปีค่ะ ขอบอกว่ารสชาติอร่อยมากกกกกกกกกกกก หวาน กรอบ เนื้อแน่น ปกติไม่ชอบกินแอปเปิ้ล แต่หลังจากกินแอปเปิ้ลสดๆ จากที่นี่ เปลี่ยนใจไปเลยค่ะ

ตลอดสองข้างทางทาริคก็ทำหน้าที่เป็นทั้งคนขับรถและเป็นไกด์ควบไปในตัว แกก็บรรยายสิ่งที่สำคัญๆ ให้ฟังตลอดทาง สอนภาษาแคชเมียร์ให้พวกเราเล็กๆ น้อยๆ เห็นพวกเราร้องอู้หู วู้ว้าวกันตลอดทาง แกเลยสอนว่า คำว่า “Very good or beautiful” เป็นภาษาแคชเมียร์ว่า “อัสซึน” พวกเราก็เลยก็เลยพูดคำว่า “อัสซึน” กันตลอดทาง
บางครั้งจะมีขบวนพวกยิปซีสวนทางกับพวกเราด้วยค่ะ ไม่รู้ว่าพวกเขาจะย้ายถิ่นฐานไปไหนกัน ทำอาชีพอะไรกัน เท่าที่คุยกับทาริคพอจะจับใจความได้ว่าเขาก็เลี้ยงม้าเลี้ยงแกะกันค่ะ ลูกยิปซีหน้าตาน่ารักๆ ค่ะ เหมือนลูกครึ่งฝรั่งเลย ตัวเล็กๆ ขี่ม้าเป็นกันแล้ว

ทาริคจอดรถแวะข้างทางให้พวกเราได้ถ่ายรูปกันให้หนำใจเลยค่ะ พออิชั้นลงจากรถ ได้สัมผัสกับอากาศภายนอกตัวรถ บอกได้คำเดียวว่า “ว้าววววววววววว” มันช่างสดชื่นอะไรเยี่ยงนี้ ท้องฟ้าสดใสเป็นสีคราม มีเมฆสีขาวปุกปุยแซมประปราย ภูเขาสูงตระหง่านเสียดฟ้า ต้นไม้ใบหญ้าเขียวขจี ลำธารน้ำใสไหลเย็น โอ้ สุดยอด อิชั้นกำลังเดินทางไปสวรรค์อยู่ใช่มั๊ย คิดในใจอย่างนี้ตลอดค่ะ อิชั้นลองเอามือสัมผัสน้ำในลำธารดูด้วยนะคะ (ทาริคบอกว่าให้ลองดู) วู้วววววววว น้ำเย็นมากค่ะ เย็นเหมือนน้ำที่แช่ในตู้เย็นอย่างไรอย่างนั้น





เอาล่ะค่ะบ่ายๆ เราเดินทางมาถึงโซนามาร์คกันแล้ว พอมาถึงพวกเราก็สติกระจัดกระเจิงกันเป็นรอบที่เท่าไหร่ไม่รู้ เพราะที่นี่สวยมากจริงๆ ยังคิดอยู่เลยว่าถ้าเป็นหน้าหนาวตอนหิมะตกที่นี่จะสวยงามมากกว่านี้เพียงไร บนยอดเขาเห็นหิมะปกคลุมสีขาวๆ ไม่เยอะค่ะ แต่แค่นี้พวกเราก็ดีใจแล้วค่ะที่จะได้รูปสวยๆ กลับบ้าน

อิชั้นและเพื่อนๆ ไม่เคยขี่ม้ามาก่อนในชีวิตค่ะ ที่นี่เป็นที่แรก แต่ว่าม้าที่นี่ถูกเลี้ยงถูกฝึกมาอย่างดี เชื่องมากค่ะ ระยะทางไปกลับทั้งหมด 14 กม.ค่ะ (ไป 7 กม. กลับ 7 กม.) รวมที่พวกเราเดินเล่นบนเขาก็อีกซัก 1 กม. ได้ก็เป็นประมาณ 15 กม. ค่ะ ราคาม้าคนละ 600 รูปีค่ะ อิชั้นหาข้อมูลมาก่อนแล้วเหมือนกัน หลายคนบอกว่าเจ้าของม้าจะบอกราคามาสูงมาก อาจจะประมาณ 800 รูปี แต่จริงๆ ต่อได้เหลือ 500 รูปี แต่พวกอิชั้นไม่ได้ต่อค่ะ เพราะทาริคเป็นคนติดต่อม้าให้เรียบร้อยแล้ว ราคาก็ยอมรับได้ ตรงนี้ทาริคอาจจะได้ไปด้วยเล็กๆ น้อยๆ แต่พวกอิชั้นก็ไม่ได้คิดมากค่ะ เพราะแกบริการเราดี ถือว่าเป็นน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า
เพื่อนสาวอิชั้นใส่รองเท้ามาไม่เหมาะสมที่จะขี่ม้าค่ะ จริงๆ เธอก็เตรียมรองเท้าบู๊ตมาเรียบร้อยแล้วนะ แต่เธอบอกว่ามันดู too much so much very much อายเค้า แต่อิชั้นไม่แคร์ค่ะ อิชั้นใส่มาเลย สุดท้ายเธอก็ต้องเปลี่ยนจากเกือกงามๆ มาเป็นเกือกบู๊ตน้ำท่วม ฮ่าๆๆๆ สมน้ำหน้าไม่ยอมใส่บู๊ตมาตั้งแต่แรก

ทางเจ้าของม้าให้คนจูงม้าพวกเรามาสองคนค่ะ หนึ่งคนแก่ และหนึ่งคนหนุ่ม คนหนุ่มมีนามว่า “อิม” ตอนที่เห็นหน้ากันแว๊บแรก แต่ละคนกรี๊ดกันแบบไม่อายเลยค่ะ หน้าตาหล่อแฮะ พอทำความคุ้นเคยกันไปได้ซักพัก นอกจากหน้าตาจะดีแล้ว นิสัยก็ยังน่ารักด้วย คอยเทคแคร์ดูแลพวกป้าๆ ตลอดทาง จัดท่าถ่ายรูปให้อย่างคล่องแคล่ว บางครั้งยังครีเอทท่าถ่ายรูปให้อีก เราเล่นอะไรเค้าก็มาเล่นด้วย เหมือนมาเที่ยวด้วยกันอย่างไรอย่างนั้น
ความรู้สึกตอนขึ้นอยู่บนหลังม้าครั้งแรกในชีวิต “ตูกลัววววววววววววว ตูอยากลงเดิน ไม่เอาแล้ว ปล่อยช้านลงไปเดี๋ยวนี้” แต่พอม้าเดินไปได้ซักพัก เอ้อ เริ่มรู้สึกดีแหะ มันส์ดี ไม่ต้องเดินเอง ตอนนี้ชักอยากให้ม้ามันควบแล้วซิ ฮ่าๆๆๆ พ่อหนุ่มอิมสอนวิธีควบคุมม้าอย่างง่ายๆ ให้พวกเราคือ ถ้าม้าปีนเขาก็ให้โน้มตัวไปด้านหน้า แต่ถ้าม้าลงเขาก็ให้เอนตัวมาด้านหลัง ถ้าอยากให้ม้าควบเหยาะๆ ก็ให้เป่าปากบึ้นๆ (แต่อย่างหลังนี้เพิ่งมาสอนตอนกลับจวนจะถึงที่อยู่แล้ว เลยไม่ได้ลองทำดู)

พอพวกเรามาถึงปลายทางก็ลงจากม้าให้ม้าไปพักค่ะ อิมก็พาพวกป้าๆ เดินทัวร์ไปชมหิมะร้อยปี มองไกลๆ นึกว่าเป็นก้อนหินซะอีก แต่พอเข้าไปใกล้ๆ จึงเห็นว่ามันเป็นก้อนน้ำแข็งจริงๆ ค่ะ



หลังจากถ่ายรูปกันจนหนำใจ อิมก็พาพวกเราเดินลงมาด้านล่างไปชมตรงอื่นกันต่อ



มาเจอกลุ่มนักท่องเที่ยวมาจากราชาสถาน ไม่รู้ใครขอถ่ายรูปกับใคร เพราะมันชุลมุนเหลือเกิน แต่ชอบชุดที่เค้าใส่กัน สีสันได้ใจจริงๆ เพื่อนในกลุ่มแอบแซวว่าพวกเธอใส่ส่าหรีขี่ม้าขึ้นมาบนนี้กันเลยทีเดียว เก่งวุ้ย แล้วไม่รู้แกนึกยังไง คว้าแก้มน้องที่ไปด้วยกันมาหอมซะงั้น น่ารักจริงๆ

พอลงมาด้านล่างเราเจอกระโจมของพวกยิปซีค่ะ มีรั้วกั้น จึงได้แต่ยืนมอง แต่พ่อหนุ่มอิมน่ารักมากไปขออนุญาตยิปซีให้พวกเราเข้าไปชมข้างในด้วย เพื่อนๆ ของอิชั้นเข้าไปถ่ายรูปข้างในกระโจมเลยค่ะ ยิปซีก็น่ารัก ต้อนรับพวกเราด้วยหน้าตายิ้มแย้ม ยิปซีเขาก็มีวิธีการถนอมอาหารเหมือนกันนะคะ เท่าที่สังเกตเห็นเขาจะเอาผักมาตากแห้งเก็บไว้กิน บ้างก็ตากกับราว บ้างก็ตากใส่กระด้งไว้บนพื้น เพื่อนของอิชั้นเดินไม่ดูตาม้าตาเรือเหยียบกระด้งผักเขาไปเต็มเปาเลยทีเดียว ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะเจ้าค่ะ ยิปซีเขาจะปลูกผักไว้ในอณาเขตของกระโจมที่พักค่ะ เราก็แถขอเข้าไปถ่ายรูปกับเขาด้วย ไม่รู้ว่าเหยียบผักเขาตายไปกี่ต้นแล้ว ดูหน้าตาเพื่อนของอิชั้นซิคะ หน้าตาเหมือนคนท้องถิ่นทีเดียว ฮ่าๆๆๆ



พ่อหนุ่มอิมถามพวกเราว่ามีปากกามั๊ย ยิปซีอยากได้เอาไปให้ลูก เพราะปีนี้ลูกจะเข้า Collage พวกเราถึงกับอึ้งค่ะ ขอปากกา ไม่ใช่เงินทอง แต่พวกเราไม่ค่อยได้พกปากกาไป เพื่อนอิชั้นพกไปก็เลยให้ปากกาไปหนึ่งแท่งค่ะ คิดว่าถ้ามีโอกาสไปอีกจะหอบปากกา ดินสอไปซักโหลสองโหลเอาไปแจกเด็กๆ ค่ะ

จากรูปจะเห็นปล่องก้อนหิน อิชั้นสงสัยเลยถามพ่อหนุ่มอิมว่านี่คืออะไร อิมบอกว่าเป็นที่ที่พวกยิปซีเอาไว้สวดมนต์ค่ะ ไม่รู้เหมือนกันว่าเขานับถืออะไรกัน ไม่ได้ถามต่อค่ะ

และแล้วก็ถึงเวลาเดินทางกลับแล้วค่ะ พวกเราประทับในหนุ่มอิมมาก เพราะพ่อหนุ่มพาพวกเราไปดูที่สวยๆ ที่นักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นๆ มาไม่ถึง พาพวกเราเดินไปโน่นเดินไปนี่ โดยไม่บ่นเลยซักคำ แถมช่วยเป็นตากล้องให้บางครั้ง และก็ไม่เคยเร่งพวกเรา ปล่อยให้พวกเราถ่ายรูปกันให้หนำใจจึงจะเดินทางต่อไป หนุ่มอิมเลยได้ใจพวกป้าๆ ไปเต็มๆ แถมยังทำให้พวกป้าๆ หัวใจกระชุ่มกระชวยเพิ่มขึ้นอีกแน่ะ ฮ่าๆๆ พวกเราก็เลยให้ทิปหนุ่มอิมไป 500 รูปี และให้ลุงอีกคนที่คอยจูงม้าอย่างเดียวอีก 200รูปี หวังว่าถ้ามีโอกาสมาเยือนที่นี่อีกซักครั้ง จะเจอพ่อหนุ่มอิมอีกนะจ๊ะ



ระหว่างทางกลับที่พักเจอแกะเต็มท้องถนนเลยค่ะ เลยแชะรูปมาฝาก ช่วงกลางทางทาริคจอดรถแล้ววิ่งตรงไปที่ชาวบ้านกำลังเก็บลูกวอลนัทกันอยู่ เพื่อเอามาให้พวกเราชิม เปลือกมันแข็งๆ ข้างในรสชาติมันๆ เหมือนอัลมอลนั่นแหละค่ะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ทาริคจะพาพวกเราไปซื้อวอลนัทกันค่ะ วันนี้เอาแค่ชิมก่อนละกัน


มาถึงบ้านเรือก็ผลัดกันอาบน้ำค่ะ ที่นี่จะมีหม้อต้มน้ำอุ่นอยู่ด้านหลังเรือแล้วปล่อยน้ำมาตามท่อส่ง คาดว่าจะเป็นระบบแมนนวล (Manual) คล้ายๆ กับมีคนคอยไปเปิดปิดให้เวลามีคนอาบน้ำ อิชั้นทิ้งช่วงเวลาอาบน้ำห่างจากเพื่อนไปนานพอสมควร น้ำอุ่นเลยไม่ทำงานแล้วค่ะ (คิดว่าพ่อบ้านน่าจะไปปิดแล้ว เพราะคงนึกว่าอาบน้ำกันเสร็จหมดแล้ว) อิชั้นก็เลยต้องอาบน้ำเย็นแบบสุดขั้วหัวใจเลยค่ะ อาบไปหนึ่งขันร้องเจี๊ยกไปหนึ่งที อาบไปสองขัน ร้องจ๊ากๆ ไปสองที กว่าจะอาบเสร็จเล่นเอาตัวแข็ง ปากสั่นกันเลยทีเดียว เข็ดแล้ว วันหลังต้องรีบอาบต่อจากเพื่อนเลยจะได้อาบน้ำอุ่นๆ วันนี้แค่นี้ก่อนนะคะ ราตรีสวัสดิ์ค่ะ
แล้วพบกับตอนที่ 5 เร็วๆ นี้ค่ะ