๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๔
เรียน เพื่อนครู ผู้บริหารและผู้อ่านที่เคารพรักทุกท่าน
วันจันทร์ที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๕๔ เป็นเช้าแรกของปีงบประมาณ ๒๕๕๕ หลังจากที่เร่งรีบเบิกจ่ายให้ทันเวลาในวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๔ รวมทั้งการกันเงินเหลื่อมปี ภายในห้องสโมสรมีการทำความสะอาดและจัดระเบียบใหม่เล็กน้อย เพราะประมาณ ๑๐ นาฬิกา จะมีเจ้าหน้าที่จาก สพป. นครปฐม เขต ๑ จะมาศึกษาดูงานประมาณ ๖๐ คน เลยอยู่ต้อนรับคณะที่ห้องสโมสร มากันเกือบเที่ยงแล้ว หลายคนเคยรับราชการด้วยกันมาที่จังหวัดนครปฐมและจังหวัดกาญจนบุรี นาน ๆ พบหน้ากันดูสังขารจะเปลี่ยนแปลงจากเดิมไปบ้างแต่ก็ยังมีเค้าให้จดจำ ได้กล่าวต้อนรับและแนะนำหน่วยงานตามธรรมเนียม ก่อนจะแยกย้ายกันไปศึกษาดูงานที่กลุ่มงานต่าง ๆ หลายท่านได้ร้องคาราโอเกะที่ห้องสโมสร เขาขอเฉพาะอาหารว่าง ส่วนอาหารกลางวันคงไปหารับประทานเอาข้างหน้า

เที่ยงเดินทางไปโรงเรียนวัดเปรมประชากรเพื่อประเมินโรงเรียนเพื่อรับรางวัลพระราชทานในรอบระดับเขตพื้นที่การศึกษา ผอ.นันทนิจ เที่ยงพูนโภค พาไปชมแปลงเกษตรที่กำลังเพาะเห็ดฟางกับตะกร้า นักเรียนบอกว่าจะได้ผลผลิตมากกว่าเพาะกับก้อนเชื้อในถุง เมื่อหมดเชื้อแล้วสามารถใช้ทำผุยหมักได้ เดินชมอาคารเรียนหลังใหม่ที่ อบจ.ปทุมธานีสร้างให้ทั้ง ๓ ชั้น โรงเรียนระดมทุนจากผู้ปกครองมาปูกระเบื้องจนเต็มพื้นที่ ในราคาเกือบล้านบาท การจะเป็นผู้บริหารโรงเรียนในระดับประถมศึกษาที่ประสบความสำเร็จไม่ได้ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก เพราะต้องพึ่งพาผู้คนมากมายเพื่อดึงทรัพยากรมาพัฒนาโรงเรียนให้ได้มาตรฐาน

วันอังคารที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๕๔ วันนี้บ่ายมีประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองเลื่อนขั้นเงินเดือนบุคลากรทางการศึกษาตามมาตรา ๓๘ ค.(๒) ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสำนักงานเว้นแต่รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตและศึกษานิเทศก์ ข้าราชการกลุ่มนี้ใช้บัญชีเงินเดือนของข้าราชการพลเรือนสามัญ ซึ่งมีเฉพาะขั้นต่ำและขั้นสูง เวลาเลื่อนเงินเดือนก็สั่งเลื่อนเป็นร้อยละ กระบวนการประเมินก็ทำนองเดียวกับข้าราชการครู แต่การสั่งเลื่อนต้องอยู่ในวงเงินที่ไม่เกินร้อยละ ๖ ส่งผลให้การเลื่อนขั้นเงินเดือนต้องแบ่งออกเป็นเกรดตามผลงาน เมื่อนำค่าผลประเมินไปคูณด้วยค่ากลางจึงเป็นเม็ดเงินที่ใช้เลื่อนเงินเดือน ดูแล้วก็ปวดเศียรเวียนเกล้า ช่างคิดช่างทำกันเหลือเกิน

วันพุธที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๕๔ เช้าท่านรองฯ วิโรจน์ ผลแย้ม และท่านรองฯ สมมาตร ชิตญาติมาเชิญเป็นประธานการประชุม ผอ.รร. ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องครูอัตราจ้างชั่วคราวที่จัดสรรกันใหม่ใหม่ เพราะโรงเรียนเดิมมีครูเกินเกณฑ์ เลยต้องเฉลี่ยไปยังโรงเรียนที่ขาดครู ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องทำข้อตกลงเบื้องต้นว่าต้องรับไปทั้งลิงและโซ่ หมายความว่า หากมีผู้ดำรงตำแหน่งในอัตราดังกล่าวและเขายินดีย้ายไป โรงเรียนใหม่ก็ต้องทำสัญญาจ้างกับเขา เพื่อไม่ให้ครูอัตราจ้างได้รับความเดือดร้อนและเป็นการรักษาสิทธิ์ตามที่ควรจะได้จากทางราชการ

เที่ยงกลุ่มบริหารงานการเงินและสินทรัพย์มาชวนไปทานข้าวที่ร้านกันเอง คลองบ้านพร้าว เพื่อเลี้ยงส่งคุณสุปราณี กิ่งก้ำ (เต่า) เพราะ สพป.ลำปาง เขต ๑ รับย้ายเพื่อกลับบ้านไปอยู่กับครอบครัว บ่ายขับรถสำรวจระดับน้ำว่าจะท่วมบ้านพักในหมู่บ้านซื่อตรงหรือไม่ จะได้เตรียมการเก็บของให้สูงกว่าระดับน้ำที่คาดว่าจะท่วมถึง ปีนี้น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยามากกว่าปีที่แล้ว ฝนก็ตกต่อเนื่องทุกวัน แม้ชุมชนและส่วนราชการจะสร้างแนวป้องกันทั้งสองฝั่งก็ยังประมาทไม่ได้ เย็นไปร่วมงานเลี้ยงเกษียณอายุราชการที่ชมรมผู้บริหารสถานศึกษาจัดให้กับผู้เกษียณที่ภัตตาคารกุ้งเต้น ขึ้นไปชั้น ๓ เขาติดแอร์เย็นสบายแต่ไม่มีม่าน ระบบเสียงจึงก้องฟังไม่รู้เรื่อง ไปยืนมองระดับน้ำในแม่น้ำดูน่ากลัวเพราะสูงกว่าพื้นดินเกือบ ๒ เมตร อยู่ร่วมงานประมาณ ๒ ทุ่มก็กลับที่พัก

วันพฤหัสบดีที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๕๔ เช้าไปร่วมงานวางศิลาฤกษ์อาคารเรียนที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานีสร้างให้โรงเรียนวัดโพธิ์เหนือของ ผอ.กิติศักดิ์ เพ็งสกุล มีนายกชาญ พวงเพ็ชร เป็นประธาน หลังพิธีสงฆ์ก็ต่อด้วยพิธีพราหมณ์ ยกเสาเอกเสาโทตามลำดับ เขาเลี้ยงอาหารแขกที่มาร่วมงาน แต่ไม่ได้อยู่ทาน มาแวะกินข้าวแกงปักษ์ใต้ที่สามโคก

บ่ายทำงานเอกสารและนั่งทบทวนประวัติศาสตร์น้ำท่วมในรอบ ๑๐๐ ปี พบว่าตั้งแต่ปี ๒๔๘๕ ที่กรุงเทพมหานครเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ บริเวณถนนราชดำเนินปัจจุบันยาวไปถึงลานพระบรมรูปทรงม้า น้ำท่วมสูงกว่า ๑ เมตร ชาวพระนครต้องพายเรือออกจากบ้านเพื่อไปทำธุระและล่องชมสภาพน้ำตามถนนหนทางซึ่งไม่เคยปรากฏเช่นนี้มาก่อน จ.นครราชสีมาปัจจุบันก็ไม่ต่างกันในรอบ 50 ปี ไม่เคยมีน้ำท่วมครั้งใหญ่มาก่อนและปริมาณน้ำได้ล้นทะลักเข้าสู่บ้านเรือนประชาชนเกือบตลอดพื้นที่รวม ถึงจังหวัดใกล้เคียงที่รับผลกระทบไปไม่ต่างกัน ขณะที่ชาวกรุงเทพฯ หลังจากเกิดน้ำท่วมใหญ่ในยุคหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ก็เกิดเหตุการณ์ฝน ๑๐๐ ปี เมื่อพ.ศ. ๒๕๓๘ ก็เกิดน้ำท่วมใหญ่ในกทม.อีกครั้ง ยุคที่พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มีน้ำเหนือไหลหลากท่วม จ.พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี ก่อนทะลักเข้ากรุงเทพฯ ใต้สะพานสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ในวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๓๘ วัดได้สูงถึง ๒.๒๗ เมตร ว่ากันว่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์เท่ากับน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี ๒๔๘๕ ถนนเกือบทุกสายในกทม.จมอยู่ใต้น้ำระดับ ๕๐- ๑๐๐ ซม. เกิดความโกลาหลทั่วทุกชุมชน คราวนั้นหมู่บ้านจัดสรรหลายแห่งจมอยู่นานกว่า ๒ เดือนกว่าเจ้าหน้าที่จะช่วยสูบน้ำออกได้หมด หากย้อนดูอุทกภัยใหญ่ทั่วประเทศในอดีตซึ่งเกิดความเสียหายชนิดที่ต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ ก็ต้องไล่เรียงตั้งแต่ปี ๒๕๓๓ เกิดพายุขนาดใหญ่นาม "อีรา" พัดถล่มภาคอีสานโดยเฉพาะใน จ.อุบลราชธานี ครั้งนั้นถนนเสียหายถึง ๔ พันสาย สะพานพังพินาศถึง ๓๓๒ แห่ง พื้นที่การเกษตรจมหายกว่า ๔ ล้านไร่ ประมาณค่าเสียหายกว่า ๖ พันล้านบาท ถัดมาอีก ๓ ปี ๒๕๓๖ พายุดีเปรสชันนำหายนะสู่ภาคใต้ โดยเฉพาะ จ.นครศรีธรรมราช ต้องอพยพประชาชนกว่า ๒ หมื่นคน เสียหายไปกว่า ๑.๒ พันล้านบาท เช่นเดียวกับภาคเหนือในปี ๒๕๔๐ พายุ "ซีตา" ที่เคลื่อนผ่านเวียดนามเข้าสู่ประเทศไทยตอนบนในเดือนสิงหาคม ทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่มีผู้ประสบภัยกว่า ๘ แสนคน ผู้เสียชีวิตถึง ๔๙ ราย สะพานถนนหนทางและสิ่งปลูกสร้างถูกน้ำพัดหายไปเกือบ ๕ พันแห่ง มูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า ๓ พันล้านบาท ภาคเหนือก็ไม่แตกต่างกันดอยสูงใหญ่หรือแม้แต่ป่าทึบก็ไม่อาจหยุดยั้งทะเลโคลนที่ไหลถล่มลงมาเมื่อเช้ามืดวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๔๙ กว่า ๒๐๐ หมู่บ้านใน จ.อุตรดิตถ์ ไล่ตั้งแต่ อ.ลับแล อ.ท่าปลา และ อ.เมืองอุตรดิตถ์ จมโคลนมีชาวบ้านเสียชีวิตถึง ๗๕ ราย มูลค่าความเสียหายกว่า ๒ พันล้านบาทเพียงชั่วข้ามคืน จนถึงวันนี้หลายหมู่บ้านยังไม่อาจลืมความน่าสะพรึงกลัวได้ ทว่าปีเดียวกันเกิดอุทกภัยขึ้นในอีก ๔๗ จังหวัด เนื่องจากน้ำเหนือไหลหลากเข้า จ.ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี ลพบุรี ปทุมธานี และกรุงเทพฯ พื้นที่การเกษตรเสียหายกว่า ๑.๓๘ ล้านไร่ ถนนในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะริมฝั่งเจ้าพระยาบางแห่งน้ำท่วมสูงกว่า ๑ เมตร มาปีนี้ดูน้ำจะมากมายเหลือเกิน คันกั้นน้ำสูงเกินสมดุลที่จะรับแรงดันน้ำได้ เป็นที่น่าวิตกกังวลเป็นอย่างยิ่ง
วันศุกร์ที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๔ เช้าทำงานเอกสารที่ห้องสโมสรก่อนเที่ยงเดินทางไปร้านอาหารกันเองเพราะนัดทานข้าวกลางวันกับ ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษาคนใหม่ สั่งอาหารเตรียมการไว้จนพร้อมเพื่อความรวดเร็ว ทานอาหารท่ามกลางสายฝน
อิ่มแล้วเดินทางไปศูนย์วิศวกรรมการเกษตรบางพูน เพื่อรับทราบนโยบายการจัดการอาชีวศึกษาจากนายสุรพงษ์ อึ้งอัมพรวิไล รมช.กระทรวงศึกษาธิการ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเกษตรกรรมฯ ทั่วประเทศมาชุมนุมพร้อมกันในห้องประชุม หลายแห่งนำผลงานมาแสดงด้วย ได้พบเพื่อนเก่าสมัยเรียนมัธยมศึกษา คุณวิกรม พงศ์จันทร์เสถียร ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการวิทยาลัยเกษตรกรรมพัทลุง สายฝนยังคงเทลงมาอย่างต่อเนื่อง เป็นที่หนักใจอย่างยิ่ง ปีที่แล้วผมยังขับรถเลียบแนวกั้นน้ำ ๒ ฝั่งเจ้าพระยา ปีนี้ไม่กล้า เพราะกลัวทำนบพังจะซัดรถเราเหมือนคลื่นสึนามิ แต่น่าเห็นใจคนที่ถูกน้ำท่วมรอบใน เริ่มมีความเครียดมากขึ้น ต้องช่วยกันดูแลทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต
กำจัด คงหนู
ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต ๑

ขอเป็นกำลังใจให้ชาวปทุมธานี ต่อสู้กับน้ำท่วมค่ะ
อยากไปช่วยท่านผอ.เหมือนกัน แต่ก็ต้องเฝ้าระวังน้ำที่บ้านเพราะมีแม่ที่แก่มาก..ก็ได้แต่ชื่นชมและเป็นกำลังใจให้กับท่านผู้ใจบุญทั้งหลาย...อย่าลืมดูแลครอบครัวและบ้านตัวเองล่ะเดี๋ยวจะไม่ทันน้ำเพราะมันมาเร็วแต่ไปช้า...งานทั้งหลายก็คงไปส่งที่เขตไม่ได้วันนี้(14)...ข่าวว่าน้ำท่วมตั้งแต่ลงสะพานข้ามเจ้าพระยารถเก๋งวิ่งไม่ได้...หวังว่าทางเขตคงไม่ตำหนิว่าทำงานล่าช้า...เราต้องสู้ กับน้ำต่อไป...ฟังคุณตัน...อภิมหาเศรษฐีที่ถูกน้ำทำร้ายธุรกิจที่โรจนะ...พูดแล้วมีกำลังใจมากกก....เธอบอกว่า...เครื่องจักรพังช่างมัน...แต่ชีวิตของลูกน้องสำคัญกว่า...เงินที่สูญเสียไปเราสามารถเริ่มต้นใหม่ได้แต่...ชีวิตไม่ได้ จึงต้องรักษาชีวิตของทุกคนไว้ก่อน...
นี่คือธรรมชาติเอาคืน...ปีนี้แค่เผาหลอก...ปีหน้าเผาจริง...ให้เตรียมตัวเตรียมใจไว้...ไม่เชื่ออย่าลบหลู่...เห็นแล้วยังว่าเขาเตือนมาแล้ว...ทำบุญเยอะๆ......คิดดี...ทำดี...พูดดี...ชีวิตก็จะพบแต่สิ่งที่ดี....เป็นกำลังใจให้ท่าน ผอ.เขตและทุกๆ ท่าน...
ท่านผอ.ที่บ้านน้ำท่วมหรือเปล่า...เห็นท่านทำงานแล้ว...สุดยอด....สู้ ๆๆๆๆๆๆ...อย่าลืมดูแลสุขภาพนะคะ....