ข้อคิดข้อเขียนเพื่อธรรมชาติธรรม

   มนุษย์ต้องดำรงชีพอย่างนี้


      ขอให้ท่านเปิดใจให้กว้าง เพื่อรับทราบข้อมูลตามความเป็นจริง หรือที่เรียกว่าความเป็นธรรมดา หรือธรรมชาติ

      ขอนำการดำรงชีพของไก่ป่าเล่าให้ฟัง ตอนเช้ามืดประมาณห้านาฬิกาสามสิบนาทีไก่ป่าเริ่มส่งเสียงขันดังเซ็งแซ่ คล้ายเป็นยามบอกเตือนเพื่อนสัตว์ป่าทั้งหลายว่า ตื่นได้แล้ว ถึง เวลาที่เราต้องหาอาหาร สักระยะหนึ่งเมื่อแสงสว่างเพียงพอไก่ป่าก็ลงจากคอนเพื่อคุ้ยเขี่ยหาอาหาร มันจะไปกันเป็นฝูง พอช่วงตะวันสายทุกตัวได้รับอาหารอิ่มท้อง จากนั้นก็จะหยุดพักผ่อน เกลือกตัวกับผิวดินที่แห้ง คล้ายทำความสะอาดกาย หรือให้ความเย็นสบายก็ไม่แน่ ตัวไหนที่ยังไม่อิ่มท้อง หรือต้องการหาอาหารเพิ่มอีก ก็ชวนกันคุ้นเขี่ยบริเวณใกล้ ๆ เพื่อนนั้นเอง ถึงเวลาหิวก็ออกหาอาหารต่อไป พลบค่ำก็ขึ้นคอน เช้าวันใหม่ก็ปฏิบัติอย่างนี้เรื่อยไปตลอดชีวิต

       การเป็นอยู่ของไก่ป่าต้องอาศัยธรรมชาติ หากแหล่งอาหารไม่สมบูรณ์ก็เคลื่อนย้ายไปที่แหล่งใหม่ แหล่งธรรมชาติที่ไม่สมบูรณ์สืบเนื่องจากการกระทำของมนุษย์เป็นส่วนใหญ่

       ด้านสาธารณสุขสัตว์ทุกชนิดไม่มี ไก่ป่าก็เช่นกัน การเป็นอยู่ร่วมกับธรรมชาติก็เป็นไปตามธรรมดา ไปตามธรรมชาติ มันจึงอยู่แบบพึ่งพาอาศัย ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เช่น วันนี้ไก่ป่ามาหาอาหารที่บริเวณนี้ ถ่ายมูลไว้ที่บริเวณนี้ พรุ่งนี้อาจเลื่อนที่ไปบริเวณอื่นที่ใกล้เคียงกันนี้ก็ได้ มันจะเลื่อนที่ตามอาณาเขตของมัน มูลที่มันถ่ายไว้ก็เป็นอาหารของพืช ของมด ของสัตว์เล็ก ๆ ต่อไป เมื่อมันเวียนมาหาอาหารที่เก่ามูลของมันถูกกำจัดไปแล้วด้วยธรรมชาติ ด้านสาธารณสุขของสัตว์จึงมีแบบธรรมชาติ ฉะนั้นธรรมชาติที่มีความสมดุลก็จะช่วยด้านนี้ได้อย่างสมบูรณ์ อย่างดี

        เราจะเห็นว่าชีวิตของไก่ป่าเป็นไปด้วยความเรียบง่าย ไม่ต้องดิ้นรนขวนขวายอะไรมากนัก เพราะมันต้องการเพียงกินไปวันหนึ่ง ๆ และที่สำคัญกินไปอย่างธรรมดา กินไปอย่างธรรมชาติ

        ถ้าเรามาคำนึงถึงความเป็นธรรมชาติ ความเป็นธรรมดา จากสัตว์ทุกชนิด ก็จะเห็นแก่นแท้ของการดำรงชีพของสัตว์เป็นธรรมชาติ เป็นธรรมดาจริง ๆ เพราะสัตว์ไม่มีมันสมองชายฉลาดอย่างมนุษย์ จึงไม่มีอะไรปรุงแต่งเลย และมันก็อยู่กันอย่างสุขสบายตามธรรมชาติ หากมันอยู่ไม่สบาย และยิ่งไม่สบายเพิ่มขึ้น ก็เพราะมนุษย์เราคุกคามมันต่างหาก เหตุที่มนุษย์ไม่อยู่อย่างธรรมดา หรืออยู่อย่างธรรมชาติ เช่นเดียวกับสัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนร่วมโลกนั้นเอง

       ขอเสริมตัวอย่างให้เห็นชัดเจนขึ้น ว่าสัตว์ไม่มีการปรุงแต่ง อาหารของมันเป็นไปอย่างธรรมชาติ กินพืชผัก กินผลไม้ กินเนื้อ มนุษย์เรามีการปรุงแต่งรส กลิ่น สี การปรุงแต่งบ้างครั้งก็มีผลเสียตามมา เช่น ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำมันหอย ผงชูรส ฯลฯ หรือเพิ่มสี แม้สีที่ใส่อาหารได้ก็คงไม่ดีนัก เพิ่มกลิ่น ตกแต่งกลิ่นก็ไม่ใช่สิ่งที่ดี

      ทราบข้อมูลด้านผลิตภัณฑ์อาหารทุกชนิด หากผลิตจากโรงงาน การปนเปื้อนของสารเคมี จะมากหรือน้อยย่อมมีแน่นอน เมื่อเรารับประทานเข้าทุกวัน และรับจากหลาย ๆ อย่าง การสะสมในร่างกายจึงเกิดขึ้น ถ้าสะสมในอัตราที่สูงก็เป็นอันตรายต่อชีวิตได้

      อาหารบางประเภทมีสารตกค้างอย่างเห็นได้ชัด เช่น ผักสด ปลาสด ปลาแห้ง สัตว์ที่เลี้ยงด้วยอาหาร ทุกชนิด ซึ่งเป็นที่รู้ ๆ กันทั่วไป เราต้องควบคุมด้วยตนเองทั้งสิ้นถึงจะหลีกเลี่ยงไปได้บ้าง

      ทราบข้อมูลด้วยตนเองเกี่ยวกับสารตกค้างในร่างกายของคนปัจจุบัน เนื่องจากภรรยาเป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุข การตรวจสอบสารตกค้างพบว่าร้อยละเก้าสิบห้ามีสารตกค้างในร่างกายเกินกว่าขั้นต่ำที่กำหนด เห็นแล้วน่าตกใจอย่างยิ่ง สารตกค้างเหล่านี้มาจากการรับประทานอาหารเป็นส่วนใหญ่ ที่มาจากอาชีพบางอย่างซึ่งเสี่ยงต่อภาวะเช่นนี้มีน้อย เช่น ฉีดยาฆ่าแมลง ฉีดยาปราบวัชพืช หรือจากสาเหตุอื่น ๆ

     ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นข้อมูล เป็นเหตุเป็นผล เมื่อเราทราบข้อมูลบางอย่าง บางประการ และมาคำนึงถึงการดำรงชีวิตของมนุษย์เราบ้าง ถ้าพิจารณาแล้วมนุษย์ก็ควรยึดการดำรงชีพแบบสัตว์ เพราะเราก็คือสัตว์ หากเป็นสัตว์ประเสริฐที่เขาพูดกันเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้เรามาจัดระบบให้ครบถ้วน และพัฒนาตามกระบวนการ ระบบที่เราต้องคำนึง และพัฒนาคือ

     1. เราศึกษาค้นคว้า วิจัย เรื่องต้องใช้เนื้อที่ปริมาณเท่าไรสำหรับปลูกพืชพันธุ์เพื่อผลิตอาหาร แก่กลุ่มชุมชนขนาดนั้น ขนาดนี้ที่จัดไว้ รวมทั้งระบบน้ำที่นำมาใช้ในการเกษตร

    2. เรามาศึกษาค้นคว้า วิจัย เรื่องอาหารที่รับประทาน ประเภท ชนิดของอาหารที่มีคุณค่าด้านโภชนาการมากน้อยเพียงใด ปริมาณที่ต้องการ ตามเพศ ตามวัย อาหารในรูปแบบใด เพิ่มผลผลิตอย่างไร ฯลฯ

     3. เรามาศึกษา ค้นคว้า วิจัยว่า การออกกำลังกายที่ดีที่สุดคือวิธีใด ใช้เครื่องมือชนิดใดบ้าง ความแตกต่างของเพศ วัย เกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง ฯลฯ

     4. เรามาศึกษาค้นคว้า วิจัยเรื่องนันทนาการที่ก่อให้เกิดความสุนทรีย์ต่อด้านจิตใจมากที่สุด เรามีงานศิลปะแขนงใดบ้างเพื่อการอยู่ร่วมที่มีสุข เช่น ร่ายรำ ละคร วาด ปั้น เพลง ฯลฯ

      5. เรามาศึกษา ค้นคว้า วิจัยเรื่องยารักษาโรค สิ่งของเครื่องใช้ สบู่ ผงซักฟอก เสื้อผ้า ฯลฯ จะจัดหาโดยวิธีใด ใช้อะไรเป็นวัตถุดิบเพื่อให้เกิดคุณภาพสูงสุด และเลี่ยงใช้สารเคมีให้มากที่สุด ฯลฯ

      6. เราศึกษา ค้นคว้า วิจัย เรื่องการสร้างที่อยู่อาศัยว่าควรใช้วัสดุอะไร รูปแบบ
ด้านสุขาภิบาล ฯลฯ

     7. ด้านศาสนาที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ควรบริหารจัดการอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

     8. เรามาศึกษาว่ารัฐบาลของเราจะบริหารวิธีใดให้สอดคล้องกับการอยู่ร่วมของคนในสังคมแบบ "ธรรมชาติธรรม"

     9. อื่น ๆ ที่เราจะต้องศึกษา วิจัยเพื่อการอยู่ร่วมอย่างมีคุณภาพ มีความสันติสุข
ทียั่งยืนในรูปแบบสังคม "ธรรมชาติธรรม"

    ด้วยหลักการที่กล่าวมาเป็นแนวทางที่มนุษย์เราอยู่อย่างมีความสุข เราไม่ต้องวุ่นวายกับการหาเงินทอง ทุกคนมีความเสมอภาค ทำงานร่วมกัน งานที่เราทำไม่ใช่งานแข่งขัน เป็นงานที่ร่วมกันทำ เพียงแต่คนละหน้าที่ที่เราจัดหารบริหาร เราทำงานแต่ละหน้าที่อย่างสัตว์สังคมต่าง ๆ อย่างเช่น ปลวก ผึ้ง ตัวต่อ หรือศึกษาแนวการยู่ร่วม เรามีมันสมองกว่าสัตว์ด้วยซ้ำ หากเรามาร่วม วิเคราะห์ วิจัยเรื่องนี้ย่อมจะดีกว่าสัตว์อย่างแน่นอน

    สังคมปัจจุบันเจริญทางวิทยาศาสตร์อย่างมาก แต่เราไม่ได้นำความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์มาใช้ในการอยู่ร่วมกัน เรากลับนำวิชาการที่ก้าวหน้าจากวิทยาศาสตร์มาแข่งขันด้านธุรกิจ ด้านสงคราม

     ผลจากการแข่งขันด้านธุรกิจทำให้มนุษย์คุกคามธรรมชาติมากขึ้น เพราะเรานำธรรมชาติมาผลิต มาใช้เพิ่มขึ้น เร่งทำให้เกิดการเพิ่มสารพิษ สารเคมี มลภาวะต่าง ๆ ซึ่งส่งผลต่อโลกร้อน ต่อสภาพเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมทั้งดิน น้ำ และอากาศ และระบบนิเวศ เหล่านี้ล้วนแต่เป็นพิษภัยคุกคามมนุษย์ตลอดเวลา และมีแต่เพิ่มปริมาณขึ้น ไม่มีโอกาสลดได้เลย

      ด้านสงครามก็คือสิ่งที่ซ่อนรูปในเชิงธุรกิจนั้นเอง ประเทศค้าอาวุธมักมีอำนาจเหนือประเทศอื่น ๆ ไม่ว่าเหนือด้วยกลอุบายวิธีใด การกดดัน หรือการหาวิธีการใดก็แล้วแต่ให้เห็นว่าความปลอดภัยยังไม่มี ต้องมีทหาร ต้องมีอาวุธ อาวุธเป็นสินค้าที่มีกำไรงาม ราคาจึงแพง การจัดซื้อต้องใช้งบประมาณก้อนใหญ่ นี้คือผลประโยชน์ซ่อนรูปที่น่าคิดทั้งฝ่ายซื้อ และฝ่ายขาย

     ถ้าต้องอยู่อย่างสงบสุข เราหยุดแข่งขันธุรกิจ หยุดสงคราม เมื่อเราหยุดสองอย่างนี้ เรานำความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์มาใช้กับยุทธการ 9 ข้อที่กล่าวมาข้างต้นให้เต็มรูปแบบ เรื่องของสารพิษ สารเคมี มลภาวะต่าง ๆ ภาวะโลกร้อน สภาพเสื่อมของสิ่งแวดล้อม ที่เกิดกับ ดิน น้ำ อากาศ และการเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ จะค่อยลดน้อยถอยลง และในที่สุดก็ไม่มี เพราะเราอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างถูกต้องอย่างมีกระบวนการ

     เรากำลังหลงทาง "ประเทศด้อยพัฒนา" หรือที่เขามักพูดว่าถ้าเรียกให้ดีขึ้นคือ "ประเทศกำลังพัฒนา" ประเทศด้อยพัฒนาตรงข้ามกับประเทศพัฒนา โดยยึดเอาความเจริญด้านเทคโนโลยี การพัฒนาด้านเศรษฐกิจเป็นตัวชี้วัดเป็นหลักใหญ่ คำว่าด้อยพัฒนา หรือพัฒนาเป็นคำที่กำหนดจากประเทศที่มุ่งแข่งขันด้านธุรกิจ แข่งขันด้านวัตถุ การนำมาตรฐานตัวนี้มาวัดเป็นเรื่องที่ผิดอย่างมาก และไม่ใช่เรื่องแปลกที่บรรดานักวิชาการ บรรดานักธุรกิจ บรรดาพวกนายทุนทั้งหลายในประเทศไทยเรา มีความเชื่อ และมีความเห็นเช่นเดียว เพราะเขาหลงทางอยู่กับการแข่งขันด้านธุรกิจ

      "ประเทศด้อยพัฒนา" ตามแนวความคิดของ "ธรรมชาติธรรม"คือ ด้อยพัฒนาใน 9 เรื่องใหญ่ที่กล่าวมา

    1. ขาดการศึกษาค้นคว้า วิจัย เรื่องต้องใช้เนื้อที่ปริมาณเท่าไรสำหรับปลูกพืชพันธุ์เพื่อผลิตอาหาร แก่กลุ่มชุมชนขนาดนั้น ขนาดนี้ที่จัดไว้ รวมทั้งระบบน้ำที่นำมาใช้ในการเกษตรอีกด้วย

    2. ขาดการศึกษาค้นคว้า วิจัย เรื่องอาหารที่รับประทาน ประเภท ชนิดของอาหารมีคุณค่าด้านโภชนาการมากน้อยเพียงใด ปริมาณที่ต้องการ ตามเพศ ตามวัย อาหารในรูปแบบใด เพิ่มผลผลิตอย่างไร ฯลฯ

    3. ขาดการศึกษา ค้นคว้า วิจัยว่า การออกกำลังกายที่ดีที่สุดคือวิธีใด ใช้เครื่องมือชนิดใดบ้าง ความแตกต่างของเพศ วัย มีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ อย่างไร ฯลฯ

    4. ขาดการศึกษาค้นคว้า วิจัยเรื่องนันทนาการที่ก่อให้เกิดความสุนทรีย์ต่อด้านจิตใจมนุษย์มากที่สุด ควรมีงานศิลปะแขนงใดบ้างเพื่อการอยู่ร่วมที่มีสุข เช่น ร่ายรำ ละคร วาด ปั้น เพลง ฯลฯ

    5. ขาดการศึกษา ค้นคว้า วิจัยเรื่องยารักษาโรค สิ่งของเครื่องใช้ สบู่ ผงซักฟอก เสื้อผ้า ฯลฯ ว่าจะจัดหาโดยวิธีใด ใช้อะไรเป็นวัตถุดิบเพื่อให้เกิดคุณภาพสูงสุด และเลี่ยงใช้สารเคมีให้มากที่สุด ฯลฯ

     6. ขาดการศึกษา ค้นคว้า วิจัย เรื่องการสร้างที่อยู่อาศัย ใช้วัสดุอะไร รูปแบบ
ด้านสุขาภิบาล ฯลฯ

    7. ไม่ใส่ใจส่งเสริมด้านศาสนาที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ขาดการควบคุมดูแลและบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ

    8. เรามาศึกษาว่ารัฐบาลของเราจะบริหารวิธีใดให้สอดคล้องกับการอยู่ร่วมในสังคมของเรา

    9. การขาดศึกษาค้นคว้า วิจัย เรื่อง อื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการอยู่ร่วมของมวลมนุษยชาติอย่างมีคุณภาพ มีความสันติสุขทียั่งยืน

    เมื่อเราไม่คำนึงถึงแข่งขันธุรกิจ ไม่ยุ่งกับเงินทอง ไม่ฟุ้งเฟ้อในเรื่องวัตถุ
ซึ่งเป็นเรื่องไม่จำเป็น แล้วหันกลับมาดำเนินชีวิต ตามความเป็นจริง ตามสัจธรรม ไม่มีการแข่งขัน ไม่นิยมวัตถุ การเอารัดเอาเปรียบก็ไม่เกิดขึ้น คุณธรรมต่าง ๆ ก็กลับมา อยู่กันอย่างพี่อย่างน้อง ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน กฎหมายก็ไม่ต้องมี สิ่งสำคัญคือหลักเก้าประการนำมาใช้อย่างจริงจัง การอยู่ร่วมกันของมนุษย์ก็จะเกิดความสุขที่แท้จริง

   หากท่านสนใจเรื่องื่น ๆ คลิก ๆ http://www.nature-dhrama.com