วันอังคารที่ 4 ตุลาคม 2554 เวลา 12.45 น.

 

ผมตื่นเช้าปกติทุกวัน...แต่ไหงวันนี้กลับรู้สึกเหงา ...เบื่อ...ฟุ้งซ่าน

ทั้งที่น่าจะอารมณ์ดี...กับท้องฟ้าเริ่มปลอดโปร่ง...มองเห็นตะวันเจิดจ้าบนฟ้า

ที่ไม่ได้เห็นชัดเจน 2 วัน เพราะมีม่านน้ำฝนพลางตาไว้

 

อาจจะเป็น...เพราะโหมอ่านหนังสือและเพ่งหน้าจอสี่เหลี่ยมนาน ๆ

หรือ...งานที่ยังสะสางไม่เสร็จสักที...และมีงานใหม่มาทับถมเพิ่มพูน

หรือ...บรรยากาศเป็นใจให้เหงาและเบื่อหน่าย

 

แต่ที่แน่ ๆ ในใจคงวิตกกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นข้างหน้า

 

ผมจิบกาแฟมองออกนอกหน้าต่าง

ภรรยากำลังก้มเก็บดอกไม้ที่หล่นนำมาปักแจกัน

ลูกชายกำลังเล่นเปียโน (แสนไพเราะที่สุดในโลก)

 

ผมขับรถมาทำงาน...น้ำเริ่มท่วมถนน...ท้องนา...ไร่อ้อย

เห็นคุณยาย (แก่มากแล้วนะ) แช่น้ำข้างสะพาน... ยกสะดุ้งได้ปลาเล็กปลาน้อยพอแกง และแบ่งลูกหลาน...ผมลงไปพูดคุยถามข่าว

(วางแผนให้ อสม. เรียนรู้เรื่องโรคที่มากับน้ำท่วม เช่น ตาแดง น้ำกัดเท้า โรคฉี่หนู อุบัติเหตุจมน้ำ)

 

ถึงอนามัยตรวจคนไข้สิบกว่าคน...คุณแม่ท่านหนึ่งตามให้ไปฉีดยาจิตเวชที่หมอโรงพยาบาลสั่งไว้ให้ลูกชาย (ที่มัดขาข้างหนึ่งไว้กับเสาบ้าน...นอนบนพื้นดิน...ทั้งวันทั้งคืน...เป็นสิ่งที่ผมพยายามจะคลี่คลายครับ)

ข้างบ้านย้อมผ้าฝ้ายด้วยหมาก "ชาตี"  ผมเลยขอเข้าไปดู...ย้อมแล้วสีเหลืองน้ำตาลตามธรรมชาติสวยงามเหลือเกิน

คุณป้าโชว์สวนสมุนไพร เพราะรู้ว่า ผมชอบต้นไม้และสมุนไพร

 

อยู่ไม่นาน...(ทั้งที่ใจอยากอยู่ต่อ)

ต้องรีบกลับอนามัย...มีคนไข้มานั่งรอ...ทำงานรายงาน...ทานข้าวเที่ยงที่ห่อมา

ชีวิตทุกชีวิต...มีการเคลื่อนไหวเสมอ (ถ้าไม่หมดลมหายใจ)

 

ใช่ผมมันบ้าไปเอง...

 

"...จงเลือกก้าวไปข้างหน้า

ถอยหลัง  เดินไปทางซ้าย

หรือไปทางขวา จะปีนขึ้นบน

หรือเดินลงล่าง

อย่างไรก็ได้ เลือกเอาสักทาง

แต่อย่ารออยู่เฉย ๆ โดยไม่ทำอะไร..."

ขอบพระคุณครู...กับคำสอน...ที่ลอยมาเข้าสองหู (เต็ม ๆ )

 

ทำให้ผมหายบ้าได้...

 

"...เสียเวลาไปการวิตก...

เท่ากับว่าเวลาที่จะใช้ชีวิตลดลง..."