ค่าของคนอยุ่ที่ผลของงาน มิใช่เพื่อตัวเอง ต้องเป็นงานที่ช่วยคนอื่น
หินก้อนนี้ที่ประธานาธิบดีโนห์ มู เฮียน ของเกาหลี
ตัดสินใจกระโดดหน้าผาก้อนหินหลังบ้านในชนบท
หลังเป็นข่าวทุจริตคอรัปชั่น (ย้ำว่าแค่เป็นข่าว)
รุ่งอรุณมาเยือน เธอเร่งลุกขึ้นเตรียมหุงหาอาหาร เอาข้าวใส่ขันปิดฝาไว้ให้ลูก ดูแลย่าสามีก่อนออกจากบ้านไปทำไร่แบบทุ่มเทถวายชีวิต เมื่อความรู้ยังใช้ไม่ได้ ก็ต้องจับจอบจับเสียมทำงานไปก่อน เพื่อหารายได้เข้าครอบครัว ฝ่ายแม่สามีจำต้องแยกไปเปิดแผงขายผักในเมืองหาค่าใช้จ่าย คราวหนึ่งพ่อสามีล้มป่วยอีกคน ทำให้ภาระการดูแลเพิ่มขึ้น แต่เธอน้อมรับภาระโดยไม่ปริปากบ่นสมกับคำว่า “ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน มิใช่เพื่อตัวเอง ต้องเป็นงานที่ช่วยคนอื่น ยิ่งช่วยคนอื่นยิ่งมีค่ามาก เพราะคนอื่นเป็นผู้ยกย่อง มิใช่ยกตัวเอง” เมื่อลูกเดินได้ปล่อยไว้ไกลตามีอันตรายเธอจึงแบกลูกน้อยไปทำไร่ด้วย โดยไม่อนาทรกับชาวบ้านที่จับกลุ่มนินทาว่าร้าย (เอ๊ะ...เหมือนใคร)
คืนหนึ่งลูกไม่สบายไร้หมอ ไร้ยา เธอต้องพยาบาลเอง ท้ายสุดจึงอุ้มลูกไปโบสถ์เพื่อหาที่พึงทางใจ คืนนั้นเธอกอดลูกนอนหลับไป จนสว่างจึงหายป่วยไข้ หลังจากขอบคุณพระเจ้าแล้วจึงพาลูกไปทำไร่โดยไม่ได้พักผ่อน วันนั้นเธอต้องต่อสู้กับความอ่อนเพลีย ความง่วง สภาวะเจ็บไข้ของลูก และการงาน
ขณะทำงานวันหนึ่งมีชาวบ้านหลายคนมาต่อว่า เธอทำดินและหินหล่นลงไปข้างล่าง เธอตัวคนเดียว และเป็นคนหน้าใหม่ของหมู่บ้าน จึงได้แต่นิ่งเงียบ เมื่อเขาไปกันแล้วจึงทำงานพัฒนาที่ดินให้เป็นหลักของครอบครัว ไม่มีที่ดิน คือไม่มีชีวิต 3 ปีเศษที่เธอดำรงชีวิตอยู่เพื่อคนอื่น ย่าของสามีสิ้นอายุขัย เธอฝังศพให้พร้อมปลูกดอกไม้ไว้ให้ ที่ดินกลายเป็นไร่ที่สมบูรณ์ วันหนึ่งขณะทำไร่ พ่อผัวหายป่วยออกเดินมาหาเธอที่ไร่ พร้อมเกิดความอัศจรรย์ใจ ไม่คิดว่าเธอจะทำไร่ได้ขนาดนี้ ต้นท้อ 300 ต้น ต้นองุ่น มะเขือเทศ เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว เธอยังคงทำงานหนักต่อไป ด้วยดวงใจที่มีความหวัง มีสุข มีลูกเคียงข้าง มีคำกล่าวว่า “การทำงานหนักเป็นดอกไม้ของชีวิต” ตอนนี้ต้นไม้ของเธอเริ่มให้ผลแล้ว
ยามนี้ครอบครัวกลับมาอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา ฐานะของเธอมั่นคงดีแล้ว จึงใช้วิชากฎหมายจัดตั้งสหกรณ์ ร่วมกับชาวบ้าน จำหน่ายสินค้าเกษตรเองโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ก่อตั้งชุมชนชีวิตใหม่ นำสมาชิกพัฒนาถนน สาธารณประโยชน์ นำสมาชิกเช่าที่ดินบนเขาทำไร่ร่วมกัน ใกล้ชิดกัน ด้วยความเข้าอกเข้าใจกันอย่างดี ผลงานของเธอได้รับการยอกย่องมากมาย เป็นไปตามคติที่ว่า “ถ้าไม่กล้าสู้กับความยากลำบากก็จักไม่ประสบความสำเร็จ” ท้ายสุดแล้วชีวิตของเธอถูกถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์ เพื่อให้คนทั้งชาติเอาเป็นแบบอย่าง
ภูเขาพูคันซาน สถานที่ท่องเที่ยวที่โด่งดังของเกาหลี
อ่านตอนที่1 ได้ที่นี่ครับ
อ่านตอนที่2ได้ที่นี่ครับ
อ่านตอนที่3ได้ที่นี่
ติดตามอ่านมาทุกตอนค่ะ เป็นแบบอย่างที่ดีจริงๆค่ะ ยากที่จะมีคนอย่างเธอในยุคปัจจุบัน
สวัสดีค่ะอาจารย์
ตามมาเรื่อยๆจากตอนแรกถึงตอนนี้ ชื่นชมค่ะ เธอมีความอดทน บากบั่น ขยันมากๆ พลิกผืนดินให้เป็นแผ่นดินทอง ได้เก็บเกี่ยวผลผลิตจากน้ำพักน้ำแรง ดูละครย้อนดูตัว สร้างแรงบันดาลใจดีๆได้มากค่ะ
ขอบคุณที่แบ่งปันค่ะ
นี่เป็นอีกภาพที่ให้ความรู้สึกเหว่ว้าเวิ้งว้างวังเวง
"ต้องทำงานสี่ชั่วโมงจึงจะกินข้าวได้" คนไทยเรากินทั้งวัน อิอิ
อ่านแล้วได้คติสอนใจดีจริงๆค่ะ
เรียนครู
ครับ
บางคนเกิดมาเพื่อทำงานหนัก
เพื่อมีชื่อเสียง เพื่อความสำเร็จ
และเพื่อผู้อื่น ช่างน่ายกย่องยิ่งนัก
ด้วยความมานะบากบั่นจริงๆ
ความความรักและศรัทธาในสามีที่จากไป
ด้วยความรักและความห่วงใยลูกน้อย
ความซื่อในวัฒนธรรมของเกาหลี
ยืนยันกฏแห่งการทำงานหนัก "ความยายามอยุ่ที่ไหน....." นะครับ
ทำงานสี่ชม. จึงได้ทานข้าวนี่ ปัจจุบันยังเป็นอย่างนี้หรือไม่อย่างไร
ส่วนไทยทานทั้งวันนั้น เห็นได้ทั่วไปครับผม
ยืนยัน
เป็นวิธีการสร้างของเกาหลีสมัยโน้น
ค่อยๆพัฒนาเรื่อยมา แต่ของเราดูเหมือนจะสวนทาง
กลับเข้าคลองนะครับ
"การทำงานหนักเป็นดอกไม้ของชีวิต"
ชอบประโยคนี้จังค่ะ
เรียนท่านอาจารย์
มาเยี่ยมอาจารย์ ทิวทัศน์สวยงาม น่าทัศนา
ถือว่าเป็นคำสัจจ์โดยแท้
การทำงานหนักด้วยความตั้งใจ ชีวิตเปลี่ยน
เพราะมีดอกไม้อันสวยงาม แต่ต้องประกอบ
ด้วยความอดทนรอ
วันนี้นำภาพสวยๆ มาเยี่ยมกันอีกครั้ง
กระผมประทับใจถ้อยคำที่ผู้บรรยายนำมากล่าวอ้างว่า...
ชื่อนี้เท่ดีจังครับ
แสดงว่าสอนเกี่ยวกับดิน
หรือไม่ก็เศรษฐกิจพอเพียงอะไรทำนองนั้น
หรือเปล่าครับ