เมื่อลงรถไฟไร้การต้อนรับเธอเร่งสาวเท้าเดินทางสู่บ้านตามที่ศึกษามาก่อน

 

นึกภาพเกาหลีก่อนการพัฒนาปี 2514 ซึ่งคล้ายหมู่บ้านชนบทของไทย เมื่อลงรถไฟ ไร้การต้อนรับ เธอเร่งสาวเท้าเดินทางสู่บ้านตามที่ศึกษามาก่อนอย่างแม่นยำ ถึงหน้าบ้านเธอหยุดมองบ้านหลังเก่าทรุดโทรม ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา สักครู่ก่อนตัดสินเต็ดขาดเดินเข้าบ้าน กราบเคารพย่าสามี ตามธรรมเนียมผู้น้อยเคารพผู้ใหญ่เช่นกับไทย เอาเหลนวัยแบเบาะฝากย่า ออกไปทำที่บรรจุกระดูกสามี เธออดคร่ำครวญถึงสามีไม่ได้ ตั้งใจว่าจะทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

เมื่อคิดถึงความอดอยากยากจนเธออดที่จะโศกเศร้าอาดูรไม่ได้ แม่สามีเหมือนเข้าใจความคิดของเธอ จึงกล่าวปลอบโยนคำหนึ่งที่ประทับใจ “ถึงจะลำบากยากแค้นอย่างไร เราจะร่วมกันต่อสู้ให้ได้” ด้วยกำลังใจที่ได้รับจากครอบครัวเธอมุ่งมั่นต่อสู้ อาหารเป็นสิ่งจำเป็น เธอต้องแก้ปัญหาหาหนทางเอาชนะความลำบากยากจนด้วยการทำงานหนัก

 

วันรุ่งขึ้นเธอเดินขึ้นภูเขาใกล้บ้าน นั่งมองขอบฟ้ากว้างไกลสุดสายตา ณ ที่ขอบฟ้ากับพื้นเมทนีดลบรรจบกัน เบื้องล่างใต้หน้าผาแมกไม้เขียวขจีแน่นหนา เดินเลยหน้าผานี้ความยากจนก็จบ แต่ลูกจะอยู่กับใคร ตัดสินใจเด็ดขาดว่า เธอต้องอยู่เพื่อลูกของ “เรา” เขาและเธอ พื้นราบเบื้องล่างเชิงเขาพื้นดินกว่างใหญ่มีคนจองหมดแล้ว เนินเขาข้างบนรกร้างห่างไกลท้าทายให้เธอต้องหักร้างถางพง ต้องเอาชนะธรรมชาติ ชีวิตต่อแต่นี้ไม่มีทางเลือก คิดแล้วลงมือทันที นับเป็นครั้งแรกที่เธอลงมือทำไร่ด้วยตัวคนเดียวอย่างจริงจัง เย็นลงเดินกลับบ้านมาปรนนิบัติย่า โดยไม่นึกรังเกียจ เพราะความคิดว่า “การศึกษาทำให้มีจิตใจสูงด้วย”

 

ทุกคนในครอบครัวต้องช่วยกัน พ่อผัวทำนาร่วมกับเพื่อนบ้านที่เชิงเขา เกาหลีมีพื้นที่น้อยกว่าประเทศไทย มีขนาดเท่าภาคอิสานเท่านั้น ยามค่ำมืดกลับจากไร่ เธอต้องทำงานบ้านให้เสร็จ เสร็จแล้วจึงผักผ่อน ไม่ให้งานใดคั่งค้าง บางครั้งเธอจ้องมองลูกน้อยนอนหลับแล้วสะท้อนใจ อยากอุ้ม อยากดูแล แต่จำเป็นต้องสอนให้ลูกรู้จักช่วยตัวเองตั้งแต่เล็ก ยามล้มตัวลงนอนความปวดเมื่อยร่างกายบีบคั้นตัวเองอย่างหนัก เธอนอนบิดไปบิดมา จนต้องบีบนวดตัวเองแก้เมื่อย หลับไปด้วยความอ่อนเพลีย 

 

อ่านตอนที่ 1 ที่นี่

อ่านตอนที่ 2 ที่นี่