เมื่อ 21 ส.ค.2549 ที่ ม.ธรรมศาสตร์ ในการอภิปรายทางวิชาการเรื่อง มหาวิทยาลัยเพื่อการค้าหรือเพื่อสังคม มีประเด็นที่น่าสนในดังนี้

นายจอน อึ้งภากรณ์ รักษาการ สว. กทม. " คุณภาพการศึกษาไทยแย่มานานแล้วและไม่ได้พัฒนาขึ้น ขณะที่การศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยก็สนองตอบธุรกิจมากกว่ารับใช้สังคม แม้แต่ประเทศอังกฤษเองพบว่า มีธุรกิจการเขียนบทความให้กับนักศึกษาในราคา 1 แสนบาท ส่วนประเทศไทยมีธุรกิจการ
ติว การขายข้อสอบบริเวณหน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหง  เรื่องการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ ต้องออกนอกระบบราชการจริงๆ ไม่ใช่ระบบบริหารงานแบบเผด็จการ โดยกลุ่มของกรรมการสภากับอธิการบดี ส่วนกรณีร่าง พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยบูรพา ส.ว. พยายามแก้ไขในประเด็นที่ต้องการให้กรรมการสภามหาวิทยาลัยมาจากชุมชน  เนื่องจาก พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยนอกระบบนั้นให้อำนาจกับผู้บริหารสูงมาก อธิการบดีเป็นผู้บังคับบัญชาที่เหนืออาจารย์ ที่ดูเป็นระบบอธิการบดีซีอีโอ"

นายพิภพ ธงไชย กรรมการมูลนิธิเด็ก " มหาวิทยาลัยไทยเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อการค้า เพราะระบบการศึกษาของไทยเป็นระบบการศึกษาเพื่อเลื่อนฐานะ โดยใช้ใบปริญญา อาจารย์มหาวิทยาลัยไม่ใช่ผู้คงแก่เรียนอีกต่อไป แต่เป็นผู้ประกอบการทางวิชา ทำหน้าที่ขายวิชา ไม่ได้สร้างความรู้ วิจัยใหม่ๆให้เกิดขึ้นอย่างมีคุณภาพ "

* *

รายละเอียดข่าวชิ้นเล็กๆ แต่ทำให้หลายคนที่กาฬสินธุ์ เกิดคำถามขึ้นมาว่า  ที่ไหนที่จะทำให้เกิดความรู้ใหม่ๆแก่ผู้เรียนบ้าง เพราะตอนที่ไปเรียนได้ความรู้ใหม่

- แต่หลังจากเรียนจบแล้ว ..ก็ลืม
- เวลาผ่านไป ไม่มีความรู้ติดตัวเลย
- ทำอย่างไร คนที่ไม่ได้อยู่ในวงการศึกษา วงการวิชาการ เมื่อเรียนจบแล้ว จึงจะสามารถคิดวิเคราะห์ความรู้ใหม่ๆได้เอง
- เมื่ออ่านรายละเอียดหลักสูตรก่อนที่จะตัดสินใจเรียน จะรู้ได้อย่างไรว่า หลักสูตรที่จะเรียน เป็นหลักสูตรเพื่อเลื่อนวิทยฐานะ หรือเพื่อการได้รับความรู้ใหม่ๆ นำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานได้จริงๆ

ข้อคิดเห็นของหลายๆคนที่กาฬสินธุ์ โดยสรุปบอกว่า คงต้องพึ่งตัวเอง ขวนขวายเรียนรู้ด้วยตัวเองให้เต็มที่ เพราะอาจารย์มหาวิทยาลัย เป็นเพียงผู้ชี้แนวทางให้ผู้เรียน ตัดสินใจฝึกฝน ค้นคว้า เรียนรู้ด้วยตัวเอง.