ไม่ว่าเราจะทำงานหรือมีชีวิตอยู่ตรงไหนของโลกใบนี้ ที่นั่น ล้วนมีเรื่องราว บทเรียนให้เราศึกษาเสมอ

  การมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ ไม่รู้เหมือนกันว่า ได้กลับมาอยู่ มาเรียนรู้ในโลกใบนี้ เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้ว ก็เพราะผู้เขียนเชื่อว่า คนธรรมดาอย่างผู้เขียน น่าจะวนเวียนว่ายตายเกิด มานับภพนับชาติไม่ถ้วนแล้ว

  กลับมาเกิดแต่ละครั้ง ก็เหมือนมาเริ่มเรียน การมีและใช้ชีวิตกันใหม่ โดยมีทุนของอัตภาพที่ได้มา ถ้าสมบูรณ์แข็งแรงดีสติปัญญาดี ก็หมายได้ว่าจะเป็นต่อ พร้อมจะก้าวเดินต่อไปได้เลย หากมีความบกพร่องนั่น อาจหมายถึงตลอดชาตินี้ เริ่มทำการต่างๆลำบากขึ้นแล้ว แต่ที่สุด เราก็จะผ่านบทเรียน จากห้องเรียนนี้ไปด้วยกันทุกคน

  เรียนมาก

 เรียนน้อย

 รู้มาก

 ไม่เท่ากับ รู้จักสรุปจบของบทเรียนหรือไม่

โดยเฉพาะ บทเรียนชีวิต!

  จำได้ว่าสมัยเป็นเด็กประถม คุณครูจะสอนให้เรารู้จักการอ่านเอาเรื่อง อาจเป็นบทความ นิทาน เรื่องเล่าต่างๆ เมื่ออ่านจบ ต้องสรุป หรือตอบคำถามท้ายบทให้ได้ นั่นจึงจะผ่าน


  แต่หลายครั้ง ก็กลัวจะตกวิชานี้เหมือนกัน เพราะแรกๆเราคิดจะจำเรื่องทั้งหมด เล่าให้เหมือน แต่ที่จริงแล้ว อ่านเอาเรื่อง ไม่ได้หมายความอย่างนั้นเลย เพียงเป็นคนที่มีสมาธิในการเรียนรู้บ้าง แยกแยะสิ่งที่เด่นดีของเรื่องได้ ก็ถือว่าผ่านแล้ว

  ไม่นึกว่า เมื่อเติบโตขึ้นมา ผู้เขียนมีโอกาสใช้วิชาอ่านเอาเรื่อง มาทำงาน มาประกอบอาชีพ มา พัฒนาตนเอง พัฒนาชุมชนได้ด้วยดี เพราะไม่ว่าเราจะทำงานหรือมีชีวิตอยู่ตรงไหนของโลกใบนี้ ที่นั่น ล้วนมีเรื่องราว บทเรียนให้เราศึกษาเสมอ จึงต้องตั้งใจ ใส่ใจ เราจึงจะเป็นคนเอาเรื่อง กับเขาได้

เรื่องราวของใครๆ ยังไม่สำคัญเท่าเรื่องของเรา ทุกครั้งที่ต้องถอดบทเรียนในตัวเอง อย่าลืมเก็บใจความสำคัญคือบทสรุปจบของเรื่องนั้นๆไว้ด้วย  แม้ว่าเรื่องยังจบไม่ลง แต่ว่าแต่ละตอนที่ผ่านไป จบลงแล้ว ไม่หวนกลับมาอีกแล้ว จึงถือว่า สรุปได้ค่ะ

  ดังนี้แล้ว ชีวิตเราจึงมีตอนต่อไปเสมอ ไม่มาครุ่นคิด ขัดข้องแต่เรื่องที่เราเรียนผ่านไปแล้วเท่านั้น เหมือนการเขียนบันทึก ถ้าจบไม่เป็น อย่าว่าแต่คนอ่านจะเบื่อเลย คนเขียนก็เบื่อบทความของตนเช่นกัน  

 ต้องจบให้เป็นนะคะ