ถึงคราวจะให้เพื่อนได้ขำขันมันก็มี นี่ของผู้เขียนเอง ถามจริงของคุณมีไหม เผยความจริงกันบ้างใช่เรื่องเสียหาย เรื่องขำ ๆ ต้องเล่ากันฟัง จะได้คลายเครียดไง
คนเราเมื่ออายุล่วงเลยไปถึงวัย 50 กว่า ๆ เรื่องลืมเป็นเรื่องธรรมดา มันขี้ลืม เลยมีการพูดติดตลกว่า "ขี้ลืมไม่เป็นไร อย่าลืมขี้ก็แล้วกัน"
ยังมีคนพูดเล่นกันมากกว่านี้ เล่าสู่กันฟัง แล้วคิดคำเฉลยเองก็แล้วกัน คนอายุรุ่นเลย 50 นี่แหละตัวดี ว่ากันว่า ตอนหัวค่ำผ่านไปนับได้ 1 อีตอนหัวรุ่งมันลืม เลยนับเพิ่ม อีก 1 เจ้าเมียก็อายุวัยเดียวกัน เป็นธรรมดาที่ลืมพอ ๆ กับสามี ก็ไม่ได้ท้วงติง อะไร (ความจริงการดื่มกาแฟมากกว่า 2 แก้วในคืนเดียวกันของคนในวัยขนาดนี้ เป็นเรื่องไม่ดีนัก)
เอาล่ะเข้าเรื่องเสียที
หลังจากเลิกงาน กลับถึงบ้านมันยังยุ่งไม่หาย บ้านใต้ถุนโล่งต้องขึ้นบันไดถึง 9 ขั้น ที่ว่ายุ่งไหนต้องเหนื่อย ไหนต้องหิ้วรองเท้าขึ้นบ้าน จะไม่หิ้วขึ้นบ้าน ก็อ้ายด่างมันซุกซนไม่ใช่เล่น
ยุ่งมาจากที่ทำงาน มายุ่งนุงนังเรื่องของส่วนตัวอีก ต้องดื่มน้ำให้สดชื่นหน่อย
“ ไม่รีรอตรงไปหาตู้เย็น ความสดชื่นก็กลับมา
เช้าวันใหม่ คณะครูซึ่งเป็นผู้ร่วมงานนึกแปลกใจตัวเราว่าทำไม่แต่งกายไม่สุภาพเรียบร้อย สวมรองเท้าแตะ นี่หรือครู นี่ผู้บกพร่องคิดไปเอง
คิดอย่างนี้แล้ว ใจก็ไม่วายโกรธอ้ายด่างมัน นี่แหละเรื่องลืม เราคงตั้งรองเท้าไว้ที่บันไดบ้าน
อ้ายด่างสมควรอดข้าวสัก 5 วัน หรือมากกว่านั้น เอาให้มันเข็ดเสียที
เราก็ไม่รวยรองเท้า จริง ๆ เรื่องอื่นมันก็ไม่รวย แต่เรื่องไม่อยากรวยมันกลับมารวย ก็รวยความลืมไง นี่ที่มันน่าเจ็บใจ
กลับบ้านวันนี้ชื่นใจ เมียรักตะโกนบอกแต่ไกล "พบรองเท้าแล้ว"
อ้ายด่างวิ่งมาตอนรับ วันนี้ไม่ได้ยิ้มรับหรอก เสียดายไม่มีไม้ฟาดเสียให้เจ็บ
"สภาพยังดีน่ะ" ถามเมียด้วยน้ำเสียงดีใจ
"ดียังไง" เมียตอบ
คำตอบของเมียแทนที่จะชื่นใจ ตรงข้ามมันซ้ำใจ
"อ้ายด่าง..มึงกัดเสียพังใช่ไม่" นี่มันเสียงเราไม่
"อย่าไปโทษอ้ายด่างมัน ถ้าโทษมัน พี่ลองนึกดูซิว่า มันคาบไปไว้ในตู้เย็นได้อย่างไร"
"ขอโทษอ้ายด่าง" มึงยังซื่อสัตย์เหมือนเดิม นี่คือคำสารภาพของผม
หากท่านสนใจเนื้อหาสาระอื่น ๆ กรุณาคลิก http://www.nature-dhrama.com
สวัสดี คุณแสงแห่งความดี สำหรับกำลังใจครับ