KM กับการพัฒนาเยาวชน

         วันที่ ๒๕ สค. ๔๙ ผมไปฟังการอภิปรายเรื่อง "บทเรียนภาวะวิกฤติสังคมไทย กับการพัฒนาเยาวชนเพื่อสังคม ปัจจุบันและอนาคต"     เนื่องในวันฉลอง ๕๑ ปี สถาบันวิจัยพฤติกรรมศาสตร์  มศว.      มี ศ. ดร. จรรจา สุวรรณทัต เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย     ผู้ร่วมอภิปรายคือ คุณสุวรรณี คำมั่น ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนงาน  สศช.    กับ อ. กิตติกร มีทรัพย์  ผู้ทรงคุณวุฒิด้านจิตวิทยาคลินิด กระทรวงสาธารณสุข      ผมเจียดเวลาไปฟังเรื่องนี้ เพราะคิดว่า KM น่าจะมีบทบาทเข้าไปเป็นเครื่องมือได้มาก

         เรามักจะบ่นปัญหาเรื่องเยาวชน    พยายามศึกษาเรื่องปัญหาเยาวชน     สื่อมวลชนก็ประโคมพฤติกรรมแปลกๆ ร้ายๆ ของเยาวชน      ผมมองว่าสังคมเราเสพติดข่าวร้าย ข่าวความรุนแรง  เสพติดปัญหา  เสพติดการบ่น

        ผมมองว่ามีกระบวนทัศน์ใหม่  วิธีปฏิบัติใหม่  ที่น่าจะยกมาดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาสังคมที่ซับซ้อน     คือกระบวนทัศน์เชิงบวก  วิธีปฏิบัติเชิงบวก      สำหรับนำมาสร้างสรรค์สังคมในประเด็นที่ซับซ้อน     รวมทั้งประเด็นการสร้างสรรค์เยาวชน   
 
        จากกระบวนทัศน์และแนวทางเชิงบวก (แนวคิด KM และ AI)   เราก็หาความสำเร็จของเยาวชนเองมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้และขยายผล     ในแนวทางนี้เราจะไม่เน้นแก้ปัญหา     แต่เน้นขยายความดี  เน้นการขยายการทำดี ที่มีอยู่แล้ว     เอาเรื่องราวของการทำดีมาเป็นข่าวในสื่อมวลชน      ให้โอกาสสังคมได้ "เสพข่าวดี"     ถ้าถึงขนาดเสพติดเรื่องราวความสำเร็จ เสพติดการชื่นชมยินดี     ก็จะเป็นความสำเร็จของสังคมไทย

         แนวทางปัจจุบันมองคล้ายๆ กับว่าเยาวชนเน่าหมดแล้ว      ถูกมอมเมาหมดแล้ว     ซึ่งผมไม่เชื่อ     ผมพบกลุ่มเยาวชนที่ร่วมกันทำกิจกรรมดีๆ ในโอกาสต่างๆ อยู่เสมอ     แม้ว่ากลุ่มเยาวชนที่ทำเรื่องดีเหล่านี้อาจจะไม่ใช่เยาวชนส่วนใหญ่     แต่เราก็มีเยาวชนดี  รวมกลุ่มกันทำดี พอสมควร     แนวคิดใหม่ คือแทนที่จะเอาใจใส่เฉพาะเยาวชนที่เสื่อม     ก็เอาใจใส่เยาวชนที่ดี ให้มากกว่า     หาทางไปร่วมกับเยาวชนเหล่านั้นในการนำเรื่องราวของการสร้างสรรค์ออกสู่สังคม     เอามา ลปรร. กันเพื่อขยายผล     ทั้งขยายสู่แนวลึก และสู่แนวกว้าง

        ผมมองว่าหน่วยงานที่ทำงานด้านเด็กและเยาวชนมีอยู่ไม่น้อย     แต่เดาว่าส่วนใหญ่ทำเพื่อสร้างผลงานของตนเอง     เยาวชนเป็นเพียงผู้ถูกกระทำ  ถูกศึกษา  ถูกแก้ไข     เราน่าจะคิดใหม่ ทำใหม่     ให้เยาวชนเป็น "พระเอก นางเอก" ของการแก้ไขปัญหาเยาวชนเอง     เข้าทำนองหนามยอกเอาหนามบ่ง      คือให้เยาวชนเองเป็นตัวหลักในการแก้ปัญหาเยาวชน  ในส่วนของการสร้างทักษะชีวิต  สร้างภูมิคุ้มกันต่อสิ่งชั่วร้าย  สร้างค่านิยมที่ทำให้เยาวชนมี "ราก" หยั่งในสังคมวัฒนธรรมไทย อย่างมั่นคง   

       ผมมองว่าการพัฒนาเยาวชน  มี ๒ ด้านประกอบกัน     คือด้านตัวเยาวชนเอง    กับด้านสังคมแวดล้อม     ผู้ใหญ่และหน่วยงานทั้งหลายควรเน้นทำด้านดูแลสภาพแวดล้อมไม่ให้เข้าไปตักตวงผลประโยชน์จากเยาวชนอย่างทำลาย   ไม่ให้เอาความชั่วร้ายไปใส่เยาวชน     ในส่วนของการพัฒนาด้านตัวเยาวชน  ควรให้เยาวชนเป็นผู้กระทำ  เป็นผู้ดำเนินการ     หน่วยงานและผู้ใหญ่เข้าไปเป็นกองเชียร์ กองชื่นชม  กองเชื่อมโยงเรื่องราวดีๆ     ตีความเรื่องราวดีๆ ของเยาวชนออกสู่สังคมในภาพรวม     และสร้างวาทกรรมเชิงบวกด้านเยาวชน ขึ้นจากเรื่องจริง ที่เป็นเรื่องราวดีๆ ที่เยาวชนดำเนินการเอง

        เยาวชนเป็นคนในช่วงอายุที่มีพลังมาก  มีกำลังเหลือ     ถ้าไม่ส่งเสริมให้เป็นผู้แสดงออก ผู้กระทำ  ในด้านดี ด้านบวก ด้านสร้างสรรค์     เยาวชนก็จะหันไปแสดงออกในด้านที่เขาทำง่าย     และมีกลุ่มผู้แสวงประโยชน์มารอชักชวนอยู่แล้ว     กลายเป็นเยาวชนที่สร้างปัญหา  ทำสิ่งที่เป็นอบายมุข  ให้ความสุข สนุก ชั่วแล่น     แต่ทำลายอนาคตตนเอง  ทำลายสังคมภาพรวม

       ถ้าคิดแนวบวกเช่นนี้     ก็จะสามารถใช้วิธีการ KM และ AI (Appreciative Inquiry) เป็นเครื่องมือพัฒนาเยาวชน     ผมมองว่าการดำเนินการแก้ปัญหาเยาวชนเท่าที่ทำมาแล้วดูจะยิ่งหมดหวัง ชวนท้อแท้      จึงเขียนบันทึกนี้เพื่อชี้โอกาสใหม่  จากมุมมองใหม่  วิธีการแนวใหม่      ซึ่งเป็นแนวขยายความดี     ไม่ใช่แนวต่อสู้ความชั่วหรือทำลายความชั่ว

วิจารณ์ พานิช
๒๕ สค. ๔๙
ระหว่างนั่งฟังการอภิปราย