มาตรฐานนานาชาติ
โลกผ่านยุคโลกาภิวัฒน์ (globalization) จนบางคนบอกว่ากำลังจะ "เลย" ไปแล้ว (สาเหตุเพราะโลกาภิวัฒน์กำลังจะพังภินท์ลงมากองกับพื้นรอมมะร่อ) แต่กระแสดังกล่าวในบางที่ยังกรุ่นกลิ่นทิ้งร่องรอย หรือบ้างก็ยังอบอวลตลบอยู่ด้วยความตื่นเต้นที่เราได้ "สัมผัสโลก" ไกลๆ (ซะที) การขยับขยายจากประชากรชาวไทยไปเป็นประชากรชาวโลกมาแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว คนตอบรับอย่างเต็มอ้อมกอดบ้าง แหยงๆบ้าง อย่างทรนงองอาจบ้าง หวาดระแวงก็คงจะมี นิยมนิยามต่างๆก็ต้องอ้างอะไรที่มัน "ของนอก" ก็มี ส่วน "ของไทย" นั้นก็กลับเพิ่มความนัยยะแฝงอยู่อย่างที่ตะก่อนไม่เคยมี
ถ้าเราเอาคำว่า "ไทยๆ" มาใช้ในวิเศษณ์ จะมีปรากฏการณ์ที่น่าสนใจขึ้น คือมันมีทั้งใช้แบบบวกและแบบลบ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา แต่ตั้งคำถามใหม่ว่า "แนวโน้ม" มันจะไปทางไหนล่ะ? อันนี้อาจจะยิ่งทำให้เกิดประเด็นมากขึ้นอีก (กะตี๊ดนึง) ยกตัวอย่างในวงการเมือง (ขอแตะนิดเดียว ตามธรรมเนียมพอ) คำ "ประชาธิปไตย" ก็จะมีคน quote อะไรต่อมิอะไรมามากมายของเมืองนอก ของฝรั่ง นัยว่า "เขามีมาก่อน" ใครห้ามปร้บเปลี่ยนหรือคิดขึ้นมาใหม่ ซึ่งออกจะแปลก เพราะตามเนื้อผ้าคำๆนี้มันมีความเป็น "บริบท" สูงมาก และฝรั่งเองก็มี versions ของตนเองไปตามภูมิ ประชา วัฒนธรรม ความเชื่อ แต่พอมาถึงเรา ต้องไปเปิดตำราดูก่อนว่าเป็นเช่นไร
นี่อาจจะเป็นปรากฏการณ์แบบหนึ่งที่เราคลั่งไคล้เทิดทูน "มาตรฐานนานาชาติ"?
international standard หรือมาตรฐานนานาชาติหมายถึงอะไร?
- คนหลายชาติหลายภาษามีสิ่งนี้กันหมด
- คนหลายชาติหลายภาษาทำอย่างนี้กันหมด
- คนหลายชาติหลายภาษา "ต้องการ" ได้ (มี ทำ เป็น) กันหมด
- ฯลฯ (ผมนึกๆดู มีอีกเยอะ เลยไม่กล้ายกตัวอย่างต่อ)
เช่น โรงเรียนนานาชาติ ก็เป็นโรงเรียนที่สอนเด็กหลายชาติหลายภาษา แต่อาจจะด้วยภาษา "สากล" ที่หลายชาติ หลายภาษาเขาใช้กัน เราก็รู้สึกว่าน่าจะ "ดี" นะ มันดีตรงไหนนะนี่?
- น่าจะดีตรงที่เราสื่อสารกับคนได้เยอะขึ้น?
- น่าจะดีตรงที่เราได้พูดภาษาอื่น (ถ้าเผอิญภาษาพ่อแม่เราไม่ได้ "สากล")?
- น่าจะดีตรงที่เราได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ความเชื่อ มุมมอง ทำให้เรา "กว้างขึ้น"
- น่าจะดีตรงที่เราได้คนอื่นเข้ามาในกะลาเรา เราได้เข้าไปในกะลาคนอื่น
- น่าจะดีตรงที่เราได้ขยายกะลา
- น่าจะดีตรงที่เราเกิดความรู้สึกว่าไม่น่าจะอยู่แต่เพียงกะลาใบเดียว
- ฯลฯ
ตีโจทย์ให้แตกว่า "มันดีเพราะอะไร?" ก่อน จะได้วางแผนว่าตกลงเราต้องการอะไรกันแน่
วันก่อนผมได้อ่านบทความ "21st Century Medicine, A New Model for Medical Education and Practice" ของ The Institute of Functional Medicine (IFM)™ www.functionalmedicine.org เป็นบทวิเคราะห์ & สรุปเกี่ยวกับการเรียนแพทย์ว่าในศตวรรษปัจจุบัน มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม และสถานฝึกอบรมแพทย์อาจจะนำไปคิดใคร่ครวญอย่างแยบคายต่อไปกับหลักสูตรดี เขาทำ Executive summary มาสั้นๆดังนี้
|
1. มีความเข้าใจร่วมกันถึงอิทธิพลอันทรงพลังของวิถีการใช้ชีวิต สิ่งแวดล้อม ต่อความเปราะบางต่อโรคภัยไข้เจ็บระดับพันธุกรรมทั้งการเกิดและการดำเนินโรคเรื้อรัง นำเอาความเข้าใจนี้ไปพัฒนาร่วมกับกระบวนการเยียวยารักษาเพื่อเปลี่ยนการดำเนินโรค สร้างเสริมสุขภาพ ให้มีสุขภาวะที่ดีและยั่งยืน 2. มีมุมมองที่เพิ่มความสมดุลระหว่างการใช้การแพทย์เชิงประจักษ์ การรับรู้ของมนุษย์ เชื่อมโยงเข้ากับทักษะทางคลินิกที่มีมุมมองเชิงกว้างในการเป็นรากฐานแห่งความเป็นกัลยาณมิตรระหว่างแพทย์และผู้ป่วย 3. มีหลักการร่วมที่วงการสหสาขาทางการแพทย์เข้าใจตรงกัน ได้เรียน ฝึก และใช้เหมือนๆกัน พร้อมที่จะเกิดทีมบูรณาการในการเยียวยารักษาเมื่อจำเป็น 4. พัฒนาหลักสูตร ระบบการบริการ และงานวิจัยในเรื่องดังกล่าวทุกด้าน และในทุกๆส่วนของสังคม ทั้งของรัฐ และภาคประชาชน 1. A shared understanding of the powerful, primary influence of lifestyle and environment upon genetic vulnerability in the initiation and progression of chronic disease must be matched with atherapeutic tool kit that reverses the trajectory toward disease and disability, promotes health, and empowers patients as full partners in the lifelong pursuit of wellness. 2. A more balanced perspective on the appropriate uses of both evidence and insight must beintegrated with broad-based clinical skills to establish the foundation for healing partnerships between practitioners and patients. 3. A common set of principles, concepts, and practices that can be used by all health professionals must be taught and applied in clinical practice so that well-trained integrated healthcare teams can be deployed appropriately. 4. A model that incorporates all these elements must pervade education, clinical practice, and research in both private and public arenas. |
รายละเอียดใครสนใจลองปรึกษาอากู๋ดู แต่ผมขอตีความเอาเองสั้นๆว่า ในยุคปัจจุบันนี้ การที่จะได้มาซึ่ง "สุขภาวะ" นั้น ไม่ใช่เรื่องรับผิดชอบโดยบุคลากรทางการแพทย์ฝ่ายเดียวอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นเรื่องของ "ทุกๆคน"
แพทย์อาจจะมีความรู้ทาง bio-medicine เป็นอย่างดี อย่างลึกซึ้ง แต่เนื่องจาก "สุขภาวะ" นั้นต้องการ wellness ในมิติอื่นๆอีกมากมาย เช่น จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ มีความ "อิงบริบท" สูงมาก ยากแก่การที่จะเหมารวม หรือสร้างระบบ one-fit-all ขึ้นมาได้ หลักฐานเชิงประจักษ์ (evidence-based medicine) ที่ยังไม่ได้นำเอามิติทางสังคมมาใช้ ไม่ได้เป็นคำตอบที่ดีที่สุดเสมอไปสำหรับการเยียวยา
ฉะนั้นระบบการฝึกอบรมแพทย์ที่ดี (ตามบทความนี้) ในยุคนี้ คือระบบที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบสุขภาพที่มีความเป็นกัลยาณมิตร การมีส่วนร่วมจากประชาชน เพื่อ "สุขภาวะในชุมชน" นั้นๆออกมายอดเยี่ยม
ใครทำได้ขนาดนี้ เรียกได้ว่าเป็น "มาตรฐานขั้นสูง" และเนื่องจากคนคิด คิดจากฐานวัฒนธรรมเชิงกว้าง ไม่ได้เจาะจง ethnic หรือชนชาติ จะเรียกเป็น "มาตรฐานนานาชาติ" ก็คงจะไม่ขวยเขินเกินไป หน้าไม่แดงมากนัก
คำ "นานาชาติ" ในที่นี้ จึงไม่ได้แปลว่าเราต้องมีฝรั่งมาเรียนในโรงเรียนเรา จึงเป็นนานาชาติ แต่เป็นว่า ถ้าหากเราสามารถผลิตบัณฑิตที่เข้าใจบริบทสังคม และทำให้สังคมมี wellness มีสุขภาวะที่ดีแล้ว "เรา" จะเป็นประเทศที่มีมาตรฐานสูงมาก เพราะประเทศไหนๆก็จะอยากมี values แบบนี้ทั้งนั้น เพราะจะอย่างไรก็ตาม แต่ละประเทศผลิตแพทย์มา อันดับต้นๆคงจะทำให้คนในประเทศมีสุขภาวะที่ดีเป็น primary objectives จริงหรือไม่? เราไม่ได้ผลิตบัณฑิตแพทย์เพื่อเป็นหมอที่เก่งในอูกานดา ลาว เขมร อังกฤษ แคนาดา สักกะหน่อย
ประเทศญี่ปุ่นมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ (และด้านอื่นๆ) สูงส่ง มาตรฐานสาธารณสุขสุดยอด คนประเทศอื่นชื่นชมจะไปเรียนก็ยังต้องกระเสือกกระสนเรียนภาษาญี่ปุ่นเสียก่อน
ประเทศภูฏาน มี Gross Domestic Happiness เป็นที่เลื่องลือทั่วโลก ก็เป็นเพราะเขา "ดูแลประชากรของเขาเองให้มีความสุข" ที่คนไปดูงานกันครึกโครม ก็เพราะ "อยากจะนำกลับมาใช้ที่ประเทศตนเอง" ไม่ใช่เพราะอยากไปเป็นประชากรที่ภูฏาน
แต่ถ้าเราคิดตามตัวอักษรว่า international หมายถึงการได้พูดภาษาต่างประเทศ การได้มีฝรั่งแขกมาเที่ยวบ้านเราสักเดือน สองเดือนเท่านั้น มาตรฐานที่ได้จาก indicators เพียงเท่านี้อาจจะยังไม่ได้ "สากล" เท่าที่เราอยากจะได้
เป็๋นไปได้ไหมที่การแพทย์ไทย จะบูรณาการเอาภูมิปัญญาท้องถิ่น (ซึ่งมีเยอะ) ไม่แพ้ธิเบต (ซึ่งไม่มีแพทย์แผนโบราณ ไม่มีแพทย์แผนปัจจุบัน มีแต่ "การแพทย์ธิเบต") จีน หรือประเทศไหนๆ เรามีต้นทุน "สุขภาวะทางจิต สุขภาวะทางจิตวิญญาณ" อยู่แล้ว (แต่บางคนอาจจะไม่เห็น หรือพอดีมันไม่มีภาษาต่างประเทศเลยเหนียมๆไม่ค่อยบอกว่ามี) เราทำเรื่องนี้ให้ดี ให้ประชาชนของเรามีความสุข
แล้วดูสิว่าจะมีใครปรบมือให้เราบ้างในประชาคมโลก
เพราะมาตรฐานไทย กลายเป็นสิ่งที่คนอื่นๆอยากจะมีบ้าง
เป็นสิ่งที่หนูแปลกใจเช่นกัน แต่ไม่เกี่ยวกับการเมืองคะ..เกี่ยวกับ วิชาการ
มีเรื่องจริง ว่า นาย D (นามสมมุติ) คนบ้านๆ ทำ Ebook เกี่ยวกับกอล์ฟ ขึ้นมาเล่มหนึ่ง ซึ่งไม่ได้เอามาจากตำรากอล์ฟของโปรไหน แต่วิธีการของเขา ง่าย ทำแล้วเห็นผล มีคน download จากเวบบล็อกกว่า 10,000 ราย จึงมีนักวิชาการไปสัมภาษณ์ เรียนรู้..
หาก นาย ด. บ้านเราทำแบบนี้บ้าง จะเกิดปรากฎการณ์นี้ได้ไหมหนอ :-)
ขอบคุณสำหรับความรู้ที่เป็นสากลครับ
@ ปัทมา
อาจจะมีคนไปสัมภาษณ์ แล้วเอามาเผยแพร่ครับ (แต่ในชื่อของคนสัมภาษณ์นะ!!) หึ หึ เป็น scenario ที่น่าสนใจครับ แต่ก่อนอื่นเราต้องช่วยๆกันทำให้เกิด "วัฒนธรรมช่างเขียน ช่างบันทึก" ในคนไทยซะก่อนนะ
Dr Pop
ยินดีที่มาเยี่ยมเยียนครับ
เป็๋นไปได้ไหมที่การแพทย์ไทย จะบูรณาการเอาภูมิปัญญาท้องถิ่น (ซึ่งมีเยอะ) ไม่แพ้ธิเบต (ซึ่งไม่มีแพทย์แผนโบราณ ไม่มีแพทย์แผนปัจจุบัน มีแต่ "การแพทย์ธิเบต") จีน หรือประเทศไหนๆ
เรามีต้นทุน "สุขภาวะทางจิต สุขภาวะทางจิตวิญญาณ" อยู่แล้ว (แต่บางคนอาจจะไม่เห็น หรือพอดีมันไม่มีภาษาต่างประเทศเลยเหนียมๆไม่ค่อยบอกว่ามี) เราทำเรื่องนี้ให้ดี ให้ประชาชนของเรามีความสุข
อ่านแล้วคิดถึง วิธีเจริญสติ เจริญภาวนา เดินจงกรมหรือปฏิบัติธรรมแบบนั่งสมาธิ กรรมฐาน หรือกระทั่งวิปัสสนา ของคนไทยที่เป็นพุทธศาสนิกชนค่ะ
น่าจะทำได้นะคะ
โดยไม่ต้องใช้ภาษาต่างประเทศ ค่ะ
สวัสดีครับ คุณภุสุภา
สิ่งที่ท้าทาย คงจะเป็นบูรณาการสิ่งเหล่านี้เข้ากับ lifestyle ของคนส่วนใหญ่ด้วย ใช่ไหมครับ จู่ๆเราคงจะออกมาเป็น guidelines มานั่งสมาธิ วิปัสนากันเถอะ ก็อาจจะมีความขัดแย้งหรือข้อจำกัดอีกหลายประการ