ผมรู้สึกเหมือนเป็นนักเรียนนั่งเรียนรู้เรื่องนี้ในที่ประชุมคณะกรรมการ สวรส.  เมื่อวันที่ 22 ส.ค.49

ระบบหลักประกันสุขภาพมี 3 ระบบ
1. สวัสดิการข้าราชการ
2. ประกันสังคม (ผู้ใช้แรงงาน)
3. โครงการ 30 บาท

         สวปก. (สำนักงานวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกันสุขภาพไทย) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ สวรส. ตั้งขึ้น   ได้เข้ามาเสนอผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ

         คุณหมอสุวิทย์  วิบุลผลประเสริฐ  อภิปรายว่าโครงการ 30 บาทเป็นระบบ progressive taxation คือเก็บจากคนรวยมากกว่า   เอาเงินมาช่วยคนจน

         ถ้าคิดหาเงินมาใช้ในโครงการหลักประกันสุขภาพโดยการเพิ่ม VAT หรือเพิ่มภาษีบุหรี่ สุรา   ก็จะกลายเป็นการสร้างระบบ regressive taxation คือเก็บเอาภาษีจากผู้บริโภคที่ส่วนใหญ่เป็นคนจน   เป็นการลดความเป็นธรรมในสังคม

         ที่ประชุมคุยกันลึกมากโดยผู้รู้จริงในเรื่องนี้   โดยเน้นการมองระบบที่เพิ่มความเป็นธรรม (equity) ในสังคม

         มีผลการวิจัยว่า พรบ.ผู้ประสบภัยจากรถเป็นคุณต่อบริษัทประกัน   ไม่ใช่ต่อผู้เอาประกัน   เป็นกฎหมายอัปยศที่น่าอับอายต่อรัฐบาลและสภาที่ออกกฎหมายนี้   ผู้ประสบภัยจากรถกลับต้องไปเป็นภาระของกองทุนประกันสังคมและของโครงการ 30 บาท

ที่ประชุมจึงลงมติให้ทำ 2 เรื่องในด้าน พรบ.ผู้ประสบภัยจากรถ
1. การเคลื่อนไหวทางสังคมต่อสาธารณะให้รับรู้ความไม่เป็นธรรมนี้
2. การเสนอรัฐบาลให้แก้ไขกฎหมายนี้   ซึ่งจะลดภาระเงินภาษีลงไปปีละ 2 - 3 พันล้านบาท

         ผู้รู้เขาบอกว่ากฎหมายนี้ออกมาบังคับเจ้าของรถทุกคน   ให้เอาเงินไปให้กำไรแก่บริษัท   เป็นประเทศเดียวที่มีกฎหมายแบบนี้   ผลการวิจัยบอกว่าค่าเอาประกันปีละ 7 พันล้านบาท   โดยทางบริษัทประกันใช้เงินนี้ด้านการบริหารจัดการถึง 41 %  เป็นเงินตอบแทนผู้เอาประกัน 51%   การที่ค่าบริหารจัดการสูงถึง 41% ฟ้องว่าเป็นการเอาประโยชน์สูงเกินพอดี

         จะมีการนำข้อค้นพบนี้บอกให้สาธารณชนให้รับรู้ต่อไป

วิจารณ์  พานิช
 23 ส.ค.49