ถนนเส้นทางที่มุ่งหน้าสู่จังหวัดระนองนั้นมี 2 เส้นทางหลัก ๆ คือ เข้าทางอำเภอหลังสวน    ผ่านอำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร 1 เส้นทาง และอีกเส้นทางหนึ่ง เข้าทางสี่แยกปฐมพร จังหวัดชุมพร ผ่านไปทางหมู่บ้านทับหลี ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีชื่อเสียงด้านการทำซาลาเปาที่สุดแสนอร่อย มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักของคนไทยมากทีเดียว  หมู่บ้านทับหลีนี้ตั้งอยู่ที่ตำบลมะมุ อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง 

 

 

 

พบว่าเส้นทางถนนสายนี้เป็นเส้นทางที่ขับรถยากเส้นทางหนึ่ง  ถนนตัดผ่านทั้งที่ราบเชิงเขา หุบเขา และลัดเลาะตามตะเข็บชายแดนไทย-พม่า และที่สำคัญ เป็นถนนเล็ก ๆ ที่รถยนต์ต้องวิ่งสวนทางกันอีกด้วย   

 

ระหว่างทางสังเกตเห็น….ป้ายข้างทางบอกไว้ว่า… ถนนสายนี้มีโค้งรวมทั้งสิ้น ร่วมสองพันโค้ง ในจำนวนนี้เป็นโค้งอันตรายมาก ๆ ร่วมร้อยโค้งเลยละ    การขับรถกว่าจะถึงตัวเมืองจังหวัดระนองนั้น คนขับแทบจะละสายตาไปชมวิวข้างทางไม่ได้ง่าย ๆ เลยทีเดียว (สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้คือ…กลิ่นไอของธรรมชาติแบบสุด ๆ จึงไม่แปลกใจเลยว่า… ธรรมชาตินั้นให้อะไรกับเราบ้าง ธรรมชาติให้สิ่งที่เราไม่ต้องตั้งโจทย์และคำถาม ถามกลับไปเลย  เพราะคำตอบมันมีอยู่ในตัวของมันแล้ว มีแต่เพียงคนที่คิดไม่ได้เท่านั้น ที่เฝ้าเวียนแต่จะตั้งคำถามและหาคำตอบให้กับธรรมชาติที่แสนพิสุทธิ์นี้ เพียงเพื่อผลประโยชน์และค่าตอบแทนที่ทำร้ายธรรมชาติอย่างจงใจ )

 

ระยะทางประมาณ 50 กิโลเมตรจากสี่แยกปฐมพร จังหวัดชุมพร มุ่งหน้าสู่จังหวัดระนอง จะพบเส้นทางถนนตรง ๆ นั้นน้อยมาก  ระหว่างทางที่ขับผ่าน ถนนสายคดเคี้ยวเหล่านี้ เริ่มปรากฏชุมชนเล็ก ๆ แห่งหนึ่งชื่อว่า   “หมู่บ่านทับหลี” ที่ตลอดสองข้างทางแทบจะเกือบทุกบ้านเลยก็ว่าได้  ตั้งซึ้งบรรจุสินค้านามว่า ซาลาเปาทับหลี สินค้าที่ขึ้นชื่อของหมู่บ้านไว้ จนระรานตาไปหมด

 

 

 

              จอดรถนั่งกินข้าวราดแกงจนหายหิว นั่งสักพักจึงได้หาจังหวะคุยกับแม่ค้าข้าวแกงว่า “ทำไมซาลาเปาที่นี่ถึงเยอะจัง” แม่ค้าข้าวแกงบอกว่า เยอะเพราะเค้าขายได้ทุกวัน และที่สำคัญซาลาเปาที่นี่ขึ้นชื่อมาก ๆ

               แอบสังเกตเห็นว่า..ร้านขายซาลาเปาแต่ละร้านจะโฆษณา ว่า เป็นเจ้าดั้งเดิม เจ้าแรก กันถ้วนทั่ว (แอบสงสัย) จึงกระซิบถามแม่ค้าว่า … “แล้วเจ้าไหนถึงเป็นเจ้าแรก เจ้าดั้งเดิมจริง ๆ ละครับ”

                แม่ค้าข้าวแกงบอกว่า “ร้านซาลาเปาแต่ละร้านก็จะมีสูตรทับหลีเป็นของตัวเอง เพราะทุกเจ้าต่างเป็นคนในพื้นที่นี้ทั้งนั้น ทุกสูตรจึงอร่อยเหมือนกัน” หากจะให้บอกว่าเจ้าดั้งเดิมที่ทำมานานมากนั้น ต้องร้านนี้ “ฮั่นหยกหย่วน” รับรองไม่ผิดหวัง และนี่คือคำตอบที่อยากรู้ เพราะอยากลิ้มลองรสชาติของซาลาเปาทับหลี ที่ขึ้นชื่อที่สุดยี่ห้อหนึ่งของเมืองไทย แบบสด ๆ เต็ม ๆ

 

 

              ซาลาเปาที่ขาย ลูกละ 6 บาทขนาด 2-3 คำกินต่อลูก สำหรับคนชนบทแบบเรา (คิดในใจ…ไม่แพงเลยสำหรับความอร่อยที่หากินกันไม่ได้ง่าย ๆ นัก) คนขายซาลาเปาเป็นผู้หญิงที่มีเชื้อสายจีน เธอมีบรรพบุรุษที่เป็นคนจีนผืนแผ่นดินใหญ่โดยแท้… บรรจงเอาซาลาเปาที่สั่งซื้อ ใส่กล่องให้

 

 

แพ็คกล่องเรียบร้อย  เธอยื่นซาลาเปาที่บรรจุลงกล่องให้  พร้อมรอยยิ้มที่เจอด้วยไมตรีจิตของเธอต่อเรา...  ในฐานะผู้เดินทางที่จอดรถลิ้มลอง รสชาด ซาลาเปาทับหลีที่เธอทำมากับมือของเธอ  เธอการันตีความอร่อยของสินค้าจากสีหน้าและแววตาที่เธอมีให้  ก่อนที่ข้าพเจ้าจะหันหลังกลับไปขึ้นรถเพื่อเดินทางต่อ

 

หมู่บ้านทับหลีแหล่งนี้  มีประวัติความเป็นมามากมาย  

http://tub-lee.moobanthai.com/history/

และนี่คือ…ความไม่ธรรมดาของคำว่า “ทับหลี

 

              นั่งกินซาลาเปาก่อนออกรถขับต่อไปยังจุดหมายปลายทาง  พบว่า…รอยยิ้มที่เธอการันตีความอร่อยของสินค้า เป็นจริงตามนั้นจริง ๆ ความนุ่มของเนื้อซาลาเปาและความหอมอร่อยของไส้ภายในที่ถูกห่อหุ้มเอาไว้ ทั้งไส้หมูสับ ไส้เค็ม ไส้หวาน และอีกหลาย ๆ ไส้ “ชวนชิมนัก”

ขับรถเลยหมู่บ้านทับหลีไปหน่อย   พบพื้นที่ ส่วนที่แคบที่สุดของประเทศไทยด้วยนะ  โชคดีที่ฝนไม่ตก การหยุดรถจอดชื่นชมธรรมชาติที่นี่จึงเป็นความกุลีกุจอที่ยอมรับกับตัวเองว่า...ชอบ 

 

 

  

ภูเขา ต้นไม้ ชาวนาเกี่ยวข้าว คนสวนกรีดยาง ภาพผู้หญิงกับเด็กที่ยืนเก็บมะม่วงหิมพานต์ใส่กระจาด...  ทำให้iรู้สึกและรับรู้ถึงความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่แห่งนี้  ภาพนี้จึงเล่าเรื่องราวความเป็นมาของพื้นที่แห่งนี้ได้เป็นอย่างดี

 

 

ลองมองดูนะครับว่า…รู้สึกเช่นไร?

 

              บรรยากาศและทิวทัศน์ ริมแม่น้ำกระบุรีนี้ คุ้มค่ากับเวลาที่สูญเสียไป…. การเก็บภาพความทรงจำเอาไว้ในกล้องถ่ายรูป  หากวันไหนหรือครั้งคราใดก็ตามที่หวลระลึกถึง  มันก็จะปรากฏให้เห็นเสมอในภาพถ่ายและความทรงจำ  

 

 

 

             ภูเขาในภาพนี้ คือพื้นที่ป่าไม้ของประเทศพม่า ที่นั่งมองเห็นได้ถนัดตาว่า ป่าถูกโค่นเช่นกัน มีพืชเศรษฐกิจเข้าปลูกแทนที่ ทั้งยางพารา และปาล์มน้ำมัน

              บริเวณริมฝั่งน้ำ ยังมีพืชธรรมชาติที่ขึ้นอยู่หนาแน่นทีเดียว  ถามน้องที่เปิดร้านกาแฟสด บริเวณนี้ว่า ต้นไม้ที่ขึ้นริมฝั่งแม่น้ำกระบุรีนี้ คือต้นอะไร คำตอบคือ “ต้นจาก” พืชเศรษฐกิจของพม่าที่ข้ามฝั่งมาขายฝั่งไทยอย่างเป็นล่ำเป็นสัน

 

 

                 บรรยากาศที่นี่เป็นใจนัก ธรรมชาติที่รังสรรค์  สายลมที่พัดผ่าน สัมผัสรู้ถึงความอ่อนโยนของธรรมชาติ ที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบันขณะ  เสียงนกร้อง ระลอกคลื่นของสายน้ำที่พลิ้วไหวไปยามเมื่อต้องกับสายลมที่พัดผ่านผิวน้ำนั้น

 

 

 

ยืนมองธรรมชาตินี้อยู่เป็นนานสองนาน มีอยู่ช่วงเวลาหนึ่งที่ได้พูดคุยกับชาวบ้านแถวนี้ ด้วยความรู้สึกที่บ่งบอกถึงความเป็นคนในพื้นที่ที่ไม่มีอะไรต้องคอยบิดบังซ่อนเร้นต่อแขกผู้มายืน บ่งบอกถึงความเป็นคนที่มีใจคอกว้างขวางได้ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว

 

พี่เค้าเล่าให้ฟังว่า.. ครอบครัวของตัวเอง ตั้งแต่บรรพบุรุษมาแล้ว ตั้งรกรากอยู่ ณ ทิวเขาที่เห็นอยู่เบื้อหน้านั้น พี่เค้าบอกว่า…สมัยนั้นเป็นที่อยู่อาศัยของคนไทย ซึ่งปัจจุบัน บริเวณนั้นก็ยังมีคนไทยอาศัยอยู่ แต่เหตุที่คนไทยบางส่วนอาศัยอยู่ได้ อาจเป็นเพราะไม่มีความเจริญ แสงสีเสียงไม่เคยมองเห็นหรือรู้จัก ลูกหลานที่รุ่นหลัง ๆ จึงย้ายกันมาอยู่ฝั่งอำเภอกระบุรีเสียเป็นส่วนใหญ่

             ด้วยความที่เป็นที่ของบรรพบุรุษดังเดิม จึงยังคงมีคนไทยอาศัยอยู่ คนไทยกลุ่มนี้ แม้นกระทั่งตัวของพี่เค้าเอง จะมีบัตรประชาชน 2 ใบ ใบหนึ่งเป็นของรัฐบาลทหารพม่าที่ออกให้  อีกใบหนึ่งเป็นของรัฐบาลไทย  ความหมายก็คือ เป็นคนสองสัญชาตินั่นเอง สามารถอยู่ที่ฝั่งพม่า หรือมาอาศัยอยู่ฝั่งไทยก็ได้ 

 

              พี่เค้าเล่าให้ฟังต่อว่า …พื้นที่บริเวณฝั่งพม่านั้น ยังคงมีหมู่บ้านที่เป็นคนไทยอาศัยอยู่  และยังบอกอีกว่า คนพม่าที่อาศัยอยู่บริเวณนี้ เค้าก็จะไม่รุกราน หรือทำร้ายคนไทยที่อยู่ที่นั้นเลย   ต่างคนต่างอยู่ เป็นความผูกพันที่เปรียบได้ดังคำว่า ..น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า จริง ๆ (คิดได้เดี๋ยวนั้น)  แม้นกระทั่งปัจุจบันนี้ร่องรอยของความเจริญก็ยังคงเข้ามาไม่ถึง ทุกหมู่บ้านไม่มีไฟฟ้าหรือน้ำประปา ถนนเป็นทางเดินของดินเดิม ๆ ข้าวของเครื่องใช้ ก็จะเป็นสินค้าที่มาจากฝั่งอำเภอกระบุรีแทบทั้งสิ้น

 

จึงถามต่อไปว่า …การเดินทางข้ามฝั่งไปมาระหว่างไทยกับพม่าผ่านแม่น้ำกระบุรีสายนี้ละเป็นอย่างไร?

 

พี่เค้าบอกว่า….ติดต่อข้ามไปมาหาสู่กันง่ายมาก เพียงแค่อาศัยเรือหางยาววิ่งข้ามฝั่งไป ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีก็ถึงฝั่งพม่าแล้ว  และพี่เค้ายังชวนต่อว่า…อยากไปมั้ย ถ้าอยากไปก็สามารถข้ามไปกับพี่เค้าได้ 

ตัวเองก็ได้แต่นั่งยิ้ม รู้สึกมิตรไมตรีที่พี่เค้าหยิบยื่นให้  และตอบไปว่า…หากมีโอกาสและอยากข้ามฝั่งไปเที่ยว ...จะแวะมาหาพี่เค้าอีก พร้อมกับmemory เบอร์โทรของพี่เค้าไว้

 

 

หมู่บ้านทับหลี และคอคอดกระ… จึงเป็นความทรงที่อยากบันทึกเก็บไว้  ต่อไปภายภาคหน้า หากมีโอกาสเราคงได้มาเยือนที่แห่งนี้อีก ลาก่อนทับหลีและคอที่สวยที่สุดในประเทศไทย..