บรรเทาปวดแบบไม่ใช้ยา ทำได้ จริงหรือ? ทำได้ อย่างไร?

 

13 ก.ย. 54 ช่วงเช้า อาสาสมัครอยู่บูธ GoToKnow in KKU show&share

 

KKU show&share 2011 &GoToKnow

 ไป GoToKnow in Show & Share ได้คำถามที่ (ไม่) ต้องการคำตอบ หรือไม่

 

แรกรับ ทำตัวให้ว่าง ลาหยุดพักผ่อนปราศจากงานประจำแล้ว เรียบร้อย 

  แต่ด้วยเหตุบางประการ ทำให้เกิดงานซ้อนขึ้น  เอ้า......ไม่ว่ากัน  เพื่อชาติ...... แบ่งภาคได้

         เมื่อคนเรามีการเปลี่ยนแปลงสถานที่ เปลี่ยนบทบาท หรือพบเจอเหตุการณ์ที่มองว่าเป็นสิ่งแปลก คุกคามความมั่นคง ปลอดภัยในชีวิต ย่อมมีความวิตกกังวลเกิดขึ้น  จะมากหรือน้อย คงแล้วแต่การรับรู้ และการให้ความหมายของแต่ละบุคคล

       ความวิตกกังวล มักมาคู่กับความปวด อาจปวดจากการผ่าตัด ปวดจากโรค ล้วนเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานทั้งนั้น

      ปวดมาก วิตกกังวลมาก  วิตกกังวลมาก ปวดมาก  เป็นวงจรเชื่อมโยงกันไป

ทำอย่างไรจึงจะตัดวงจรเหล่านี้ได้ โดยไม่ต้องใช้ยาพร่ำเพรื่อ

           มีงานวิจัยหลายงาน ที่พบว่า การฝึกผ่อนคลาย เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถตัดวงจรนี้ได้  โดยอาศัยกลไกของร่างกาย เมื่อคนเราเกิดการผ่อนคลาย ร่างกายจะหลั่งสารแห่งความสุข (Endorphine) ที่จะช่วยลดความรู้สึกวิตกกังวล ลดความปวด

 

วันนั้นช่วงบ่ายมีโอกาสไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการฝึกการผ่อนคลาย กับพี่น้องชาวพยาบาล "ศรีนครินทร์"

  โดยมีพี่ขาว คุณศิริพร มงคลถาวรชัย  รองฯฝ่ายคลินิคฯ  เป็นคนเอื้อให้เกิดขึ้น

หลังจากเล่าเชิงทฤษฏีแล้ว ก็ให้สมาชิกฝึกปฏิบัติ

เทคนิคการผ่อนคลายมีหลายวิธี สำหรับวันนี้นำเอาการฝึกผ่อนคลายแบบ Benson, s respiratory one method ซึ่ง รศ.ดร. สุจิตรา เหลืองอมรเลิศ  และรศ. ปิญากรณ์ ชุตังกร ได้แปลเป็นภาษาไทยและบันทึกไว้ ซึ่งได้ผ่านการทดลองใช้มาแล้วกับผู้ป่วยหลายๆ กลุ่ม เช่น ผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ป่วยผ่าตัดหัวใจ เป็นต้น

ชุดที่ 2 คือ เทปการฝึกผ่อนคลายด้วยตนเองของกรมสุขภาพจิต

มาให้ทดลองฝึกกัน เพื่อเป็นน้ำจิ้ม  ก่อนที่จะนำไปเสนอแนะให้ผู้อื่น ตัวเองควรทำความรู้จักก่อน

       ความจริงแล้ว การฝึกที่ถูกต้องนั้นต้องอยู่ในท่าที่สุขสบาย อาจนอน หรือนั่งเอนหลัง แต่ด้วยข้อจำกัด จึงทำได้เพียงนั่งในท่านี้

       หลับตา ปิดไฟ เพื่อลดสิ่งรบกวน

       ทำใจให้ว่าง พร้อมรับการฝึก ไม่ต่อต้านว่าทำไม่ได้  หรือไม่ต้องบอกตัวเองว่าต้องทำได้ ปล่อยใจตามสบาย 

        หูฟังเสียงเชิญชวน ชี้แนะ ปฏิบัติตามคำบอกเล่า รวบรวมสมาธิ อาจสร้างจินตนาการตามคำบอกเล่านั้น

การฝึกจะใช้เวลาประมาณ 10-20 นาที

จะฝึกได้ช้า เร็ว ขึ้นอยู่กับพื้นฐานของแต่ละบุคคล ถ้าคนที่มีสมาธิดีหรือเคยฝึกสมาธิมาก่อน  จะฝึกได้เร็ว

เหล่านี้ คือตัวอย่างคำบอกเล่าของผู้ป่วยที่เคยฝึก

            ก่อน                                                                          หลัง

ครั้งที่  1 นอนไม่หลับ หงุดหงิด( ถามคำถามซ้ำๆ)  ตื่นเต้น อยากรู้อยากเห็น อยากฟัง ให้ความสนใจ “ถ้าทำแล้วจะเกิดอะไรขึ้น จะได้ผลอย่างที่พยาบาลพูดหรือไม่”

ทำสมาธิไม่ได้ เวลาสั้นเกินไป จิตใจวอกแวก คิดถึงสิ่งอื่นก่อน ฟังไปเรื่อยๆ ยังวอกแวก จึงทำสมาธิก่อน 5 นาที

ครั้งที่  2  หลังจากฟังเทปด้วยตนเองแล้ว 10 ครั้ง

ไม่วอกแวก ทำได้เอง

-ไม่วอกแวก ไม่ต้องฟังเทปก็ฝึกได้ ใช้เวลามากกว่าเทป  จินตนาการได้เองเหมือนเดินอยู่บนทะเล เห็นแสง ใบไม้ เห็นพระอาทิตย์ ชอบมาก   จินตนาการเห็นภูเขา ดอกไม้ ภูหลวงที่เคยไปแล้วประทับใจ

-ไม่หลับแต่หายใจเข้าออก จิตไม่วอกแวก ผ่อนคลาย

-ใช้เวลา 15 นาทีตามความพอใจจึงหยุด ลืมตาแล้วรู้สึกเหมือนนานมาก รู้สึกว่าสว่างวาบ

-คิดว่าดี  จิตใจปลอดโปร่ง คลายความเครียด คลายความวิตกกังวล

-ทำตอนเช้าดีที่สุด ประมาณ 05 น. กลางวันมีแสง ร้อน เปิดพัดลมก็เย็นเกินไป กลางคืนก็ดี ช่วง 18-19 น. หลังจากกินข้าวเสร็จ ช่วงอื่นอยากทำก็ทำ

กระสับกระส่าย รำคาญสายต่างๆ ที่ออกมา หน้านิ่วคิ้วขมวด พลิกตัวไปมา ปวดแผล

พักได้ ไอขับเสมหะได้มากขึ้น  หลับได้มากขึ้น

กังวลว่าจะใช้ไม่ได้ผล

ความรู้สึกกังวลที่ว่าฟังเทปแล้วไม่ได้ผลหายๆไป กลายเป็นรู้สึกผ่อนคลายแทน  การผ่อนคลายกล้ามเนื้อจะช่วยให้คลายความวิตกกังวลลงได้

การฝึกผ่อนคลายนับเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่ง สำหรับพยาบาลในการให้บริการเพื่อบรรเทาความวิตกกังวล และความปวด 

 

สิ่งสำคัญคือ

เมื่อปวดมาก ควรได้รับยาแก้ปวด

การฝึกผ่อนคลายควรเริ่มฝึกเมื่อผู้ป่วยไม่มีความปวด หรือมีความปวดน้อยๆ  การนำไปใช้จึงจะได้ผล

 การผ่อนคลายไม่สามารถใช้แทนยาแก้ปวดได้  แต่สามารถลดความรู้สึกทุกข์ทรมาน  ทำให้คนเราสามารถจัดการกับความปวดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ลองดูนะคะ