ผู้บริหารสถาบัน Smithsonian อันยิ่งใหญ่ของเมริกาถึงกับเดินทางมาหาผมเพื่อขอดูตะไล ...ซึ่งท่านยอมรับว่าเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนกับจรวดใดในโลกที่ได้ศึกษาไว้โดย Aerospace museum ของสถาบัน

คนไทยขาดความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเองมากและนาน นับประมาณแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์ (ที่ฝรั่ง ญี่ปุ่นทะลักเข้ามามาก)  ทำให้ขณะนี้ไม่กล้าทำอะไรเอง ต้องทำตามทฤษฎีฝรั่ง ญี่ปุ่น ไปหมด วันนี้เขมร พม่า เข้ามามาก ไทยเราก็เป็นเบี้ยล่างเขาอีกตามเคย

 

 แม้แต่ในเรื่องของการบริหารรัฐกิจซึ่งเราเกิดอยู่กับมันแท้ๆ แต่ก็ยังทำตามทฤษฎีฝรั่งงกๆ  ส่วนคนไทยเราด้วยกันเองพูดจนปากเปื่อยอย่างไรก็ไม่เชื่อกัน  ส่งผลให้ต้องเดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศเปลืองเงินทองกันไม่รู้จักจบสิ้นเสียที 

 

อย่าว่าแต่ด้านสังคม ศาสนา อาหาร ดนตรี กลอน ที่เราแสนเก่ง แม้แต่ด้านเทคโนโลยีก็มีหลากหลายสิ่งที่บรรพบุรุษของไทยได้คิดค้นไว้อย่างก้าวล้ำนำโลกจริงๆ คนไทยควรศึกษาให้ดีจะเกิดความภูมิใจและความมั่นใจในตนเองจนพอที่จะยืนอยู่บนสังคมโลกนี้ได้อย่างมีศักดิ์ศรี ลดละเลิกการเดินทางไปเสียค่าโง่ให้ต่างชาติได้ปีละมหาศาล

 

ขอยกสักสองสามตัวอย่างคือเทคโนโลยี บั้งไฟ ตะไล (จรวด)  ระหัดวิดน้ำพลังน้ำ เฟืองเกียร์ (วิศวะ) และเครื่องบิน

 

บั้งไฟนั้นผมเชื่อว่าเป็นจรวดเครื่องแรกของโลก (ที่ทั่วโลกมักยกให้เป็นเครดิตของคนจีน ตามการบันทึกของมาร์โคโปโล ทั่งที่จรวดที่มาร์โคฯเห็นนั้นเป็นเพียงจรวดเด็กเล่นที่จุดวี๊ดๆในช่วงปีใหม่) แต่หารู้ไม่ว่าคนไทยอาจเล่นกันมานานนับพันปีก่อนหน้านี้ จนเป็นวัฒนธรรมชนเผ่าไทที่กระจายตัวกันอยู่ตลอดลุ่มน้ำโขง แดง สาละวิน และ พรหมบุตร  ...หากไตรับมาจากจีนคงมีอยู่เฉพาะบางกลุ่มชาวไตที่อยู่ใกล้จีนเท่านั้น ...แล้วถามว่าไตใกล้จีนมีด้วยหรือ ส่วนจีนใกล้ไตนั้นมีมาก เพราะจีนเขาเก่งด้านการค้าและการทูตมานาน (อันนี้ต้องยอมรับ แม้ในปัจจุบันนี้ก็ตาม)  เขาส่งทูตการค้ามาสืบราชการลับเรามานานมาก ตั้งแต่สองพันปีก่อน ก่อนที่เราจะมีอักษรใช้ (ก่อนประวัติศาสตร์) แต่ไม่น่าเชื่อว่าเราเองกลับมีเทคโนโลยี่หล่อโลหะสำริดก่อนจีนเสียอีก

 

คนไตโบราณเล่นบั้งไฟเพื่อขอพรจาก ”พระมหาแถน” เพื่อทำนาให้ได้ผล ..หากใครได้เห็นตะไลทะยานสู่ฟากฟ้าแล้วจะทึ่งมากที่เทคโนโลยีโบราณนี้ที่ทำจรวดวิ่งได้เร็วปานจรวดนำวิถีสู่ดวงจันทร์ของลูกหลานมาร์โคโปโลที่พวกเรากำลังเห่อ ... มันพุ่งจากดินสู่กลีบเมฆได้ในพริบตา การขับเคลื่อนจรวดก็นับว่ายากมหันต์แล้ว ยังการทรงตัว(stability)อีกเล่า ..บางครั้งเกิดการระเบิดเสียก่อนขึ้น ก็มีนักข่าววิจารณ์เชิงลบสนั่น โดยหารู้ไม่ว่าจรวดนาซ่าที่สร้างมาอย่างแพงโดยปริญญาเอกวิศวกรรมจรวดหัวหงอกที่พวกเขาบูชาจำนวนเป็นกระบุง ก็ระเบิดก่อนปล่อยมานักต่อนักแล้ว เพราะมันทำยากมาก  ...แต่ของเราทำได้แบบชาวบ้านมานานนับพันปี ไม่เคยเรียนแคลคิวลัส เพราะมีพลังทางวัฒนธรรมเป็นตัวขับเคลื่อน แทนที่จะทึ่ง กลับดูถูก

 

จรวดที่น่าทึ่งที่สุดในโลก คือ “ตะไล”  ที่ตอนนี้นิยมใช้ส่งวิญญาณผู้ตายสู่สวรรค์และนับวันจะสูญหาย ผมเคยจัดงานประกวดตะไลที่ม. บ้านนอกของผม  เผอิญขณะนั้นพวกนักเรียน space institute  ทั่วโลกได้มาจัดวิชาหนีฤดูหนาวเรียนกันที่นี่พอดี ผมเลยไซโคให้พวกเขามาดูชมเพื่ออวดศักดิ์ศรีของคนไทย ปรากฎว่าไม่ผิดหวัง พวกนั้นซู๊ดปากกันด้วยความสนุก มาขอถ่ายรูปกับหมอตะไลของเราก็หลายคน และยังนำไปโฆษณาต่อ จนผู้บริหารสถาบัน Smithsonian อันยิ่งใหญ่ของเมริกาถึงกับเดินทางมาหาผมเพื่อขอดูตะไล ...ซึ่งท่านยอมรับว่าเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนกับจรวดใดในโลกที่ได้ศึกษาไว้โดย Aerospace museum ของสถาบัน จึงขอให้ผมช่วยจัดหาให้จะได้เอาไปจัดแสดงไว้ที่นั่นด้วย

 

ผมมาสะท้อนคิดว่าพวกฝรั่งระดับสูงปานนั้นเขายังชื่นชม แต่คนไทยเราเสียเองนอกจากไม่เห็นคุณค่าแล้วยังดูถูกอีกต่างหาก  ในฐานะวิศวกรที่เคยทำงานด้านจรวดมาก่อน ผมทึ่งในอัจฉริยะของวิศวกรไทยโบราณนิรนามผู้ออกแบบตะไลมาก หากเอาไปอธิบายให้ rocket scientist ของ NASA  ฟังพวกเขาอาจหาว่ามนุษย์ต่างดาวมากออกแบบไว้ให้ก็เป็นได้ เหมือนกับที่พวกเขาเคยกล่าวหาว่า มนุษย์ต่างดาวออกแบบบูมเมอแรงให้กับชนพื้นเมืองของออสเตรเลียมาแล้ว เพราะดูถูกภูมิปัญญาว่าคงไม่ฉลาดได้ถึงเพียงนั้น (เพราะหากถึงเพียงนั้นก็นับว่าฉลาดกว่าพวกเขาชาวตะวันตกเสียอีกหลายเท่าด้วยซ้ำไป)

 

คนไทยเราเวลาเห็นใครฉลาดมากๆ จะให้สมญาว่า หัวหมอ หรือ หัวเสธฯ   ...ส่วนฝรั่งนั้นเวลาเห็นใครที่ฉลาดมากๆ เขาจะอุทานแบบให้เกียรติว่า “ฉลาดยังกะนักสร้างจรวดแน่ะ” (smart like a rocket scientist) ..แต่ไทยเรา ฉลาดปานนั้น จนสร้าง บั้งไฟ ตะไล ได้ กลับถูกพวกเมืองกรุงดูถูก (เช่นโลกเขาไปดวงจันทร์กันแล้วเรายังงมโข่งเล่นบั้งไฟกันอยู่เลย)

 

            ส่วนระหัดวิดน้ำพลังน้ำก็เช่นกัน นับเป็นเทคโนโลยีมหัศจรรย์ที่พบเห็นในประเทศอียิปต์โบราณและในประเทศไทย พบมากแถบสีคิ้ว ลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา แว่วว่าแถวทางเหนือก็พบ เรียกว่า “หลุก”  ผมให้นักศึกษาแอบไปถ่ายรูปเกือบถูกชาวบ้านยิงเอาเพราะเขาคิดว่าเป็นพวกเจ้าหน้าที่กรมชลประทาน ที่จะให้พวกเขาเลิกใช้ระหัด โดยอ้างว่ากีดขวางการไหลของน้ำ แสดงว่าวิศวกรไทยโบราณนิรนามเข้าใจแรงอันเนื่องจากกลศาสตร์ของไหลเป็นอย่างดีมาก จึงสามารถออกแบบเพื่อใช้พลังจากการไหลของน้ำเป็นต้นกำลังในการขับกังหันเพื่อตักน้ำเข้าสู่ไร่นา

 

กังหันลมในเมืองไทยเรานั้น หมอบรัดเลย์ ได้บันทึกไว้แต่สมัย ร5 (ส่วนของเราไม่มีบันทึกเลย) สมัยพศ. 2510 ผมอายุได้ 12 ปี ได้นั่งรถไฟมากรุงเทพ จากชายแดนเขมร ได้เห็นกังหันลมริมนานับหมื่นตัว แถวปราจีน ต่อแปดริ้ว วันนี้ผมมาวิเคราะห์ด้วยหลักการวิศว แทบบ้าที่พบว่าคนไทยเราน่าจะเป็นชาติแรกในโลก ที่คิดค้นปีกเครื่องบิน ได้ก่อนสองพี่น้องตระกูลไรท์แห่ง usa ตั้งเกือบร้อยปี

 

เราไปนิยมเนเธอร์แลนด์เป็นหนักหนาว่าเป็นดินแดนกังหันลม ทั้งที่กังหันลมพวกเขามันเป็นแบบใช้แรง drag พื้นๆ ในการหมุน ส่วนของเราใช้แรง lift อันสูงส่งในการหมุนมาแต่สมัยร 5 แต่ไม่มีใครเห็นว่าเก่ง เพราะการสร้างแรงยก (lift) ของปีกใบกังหันลมไทยโบราณนั้นเป็นหลักการเดียวกันกับการสร้าง lift บนปีกเครื่องบิน!!

 

จนวันนี้ผมได้ไปเสาะหากังหันลมดั้งเดิมตัวสุดท้ายมาติดตัวไว้ให้ดูชมกันที่นี่ ...ดอกกระเจียวฮอลแลนด์ก็เห่อกันเหลือหลาย ส่วนดอกกระเจียวไทยนอกจากสวยกว่าแล้ว ยังจิ้มน้ำพริก ปลาร้า กินได้อย่างหอมอร่อยและอาจมีคุณค่าอีกด้วย (ประการหลังนี้คงต้องรอให้นักวิจัยฝรั่งมาบอก..กว่าเราจะเชื่อและนิยม)  แต่อย่างมากก็คงเป็นได้เพียงแค่ดอกไม้ริมทางบ้านนอก ที่ไม่บังอาจเข้าไปยืนริมรั้วรัฐสภาได้ดอก

 

            น่าสังเกตว่าบรรพชนไทยมีความฉลาดล้ำลึกปานนั้น แต่ทำไมประเทศไทยไม่เจริญเท่าที่ควร ผมฟันธงเลยว่า สาเหตุสำคัญประการหนึ่งเพราะเราไม่ภาคภูมิใจในอดีตของความเป็นเราอย่างเพียงพอ ถึงระดับที่จะเกิดเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมเราได้แรงพอ พิพิธภัณฑ์น้อยๆที่ผมได้สร้างขึ้นนี้อาจพอช่วยได้บ้างกระมัง 

 

พิพิธภัณฑ์นี้ตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี อ.เมือง จ.นครราชสีมา ผมได้ทำการวิเคราะห์การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆและระบุให้เห็นถึงประเด็นทางเทคโนโลยีที่คนไทยโบราณได้คิดค้นไว้ด้วย

 

๘ ปีผ่านไป...วันนี้ มค. ๕๔  พอภูมิใจได้ว่าเราได้สร้างพิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีไทยโบราณที่ใหญ่ที่สุด และมีอุปกรณ์จัดแสดงหลากหลายที่สุด หาดูได้ยากที่สุดในประเทศไทยสะสมไว้ประมาณห้าพันชิ้น

 

...คนถางทาง (๙ กย. .๕๔)

 

เรื่องเฟืองเกียร์ลืมเล่าไปได้ ยาวแล้ว เอาไว้วันหลังแล้วกันครับ