เมื่อรักษาหายแล้วจึงรับค่ารักษาแบบสมัครใจเป็นจำนวนมาตรฐานเช่น หกบาท จะให้มากกว่านั้นก็ไม่ได้เพราะเชื่อว่าจะทำให้วิชาอาคมเสื่อมถอยไปได้ นับเป็นอุบายในการสร้างจริยธรรมทางการแพทย์ได้อย่างดียิ่ง

ตัวสีแดงนี้ตัดตอนมาจากบทความ ผจก. ออนไลน์ ดังลิงค์นี้) 

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9540000048184

 

....การแพทย์แผนไทยเคยรุ่งโรจน์ทั้งในราชสำนัก ในสำนักสงฆ์ และในสำนักเชลยศักดิ์ (หมอเอกชน) ยามใดที่ชาติจะล่มจม ทุกสำนักจะออกมาช่วยเหลือกันและกันอย่างพร้อมเพรียง สามัคคีกันตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา มาจนถึงการสร้างศิลาจารึกตำรายาในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น จนกระทั่งเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้การแพทย์แผนไทยมีการรักษาควบคู่กับการแพทย์แบบฝรั่งในโรงพยาบาล และกำหนดให้มีการเรียนการสอนการแพทย์แผนไทยในโรงเรียนแพทย์ นับเป็นการพัฒนาการแพทย์แผนไทยไปสู่การบูรณาการอย่างสมบูรณ์
       
           แต่มาจนเมื่อหลังแผ่นดินพระพุทธเจ้าหลวง การแพทย์แผนไทยถูกทำลายอย่างย่อยยับสูญหายไปจากโลก ชาวตะวันตกได้พยายามผลักดันทุกวิถีทางให้การแพทย์แผนไทยสูญสิ้น และทำได้สำเร็จ เป็นผลให้ประชาชนชาวไทยต้องคิดแต่เรื่องการแพทย์แบบฝรั่ง ใช้ยาฝรั่ง หลงใหลในอิทธิพลการรักษาแบบฝรั่งมาจนกระทั่งทุกวันนี้

 

 

เมื่อการแพทย์แผนตะวันตกเข้าสู่ประเทศไทยพร้อมกับระบบเทคโนโลยีตะวันตก ก็ได้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตเมื่อยามป่วยไข้ของชาวไทยเป็นอันมาก เพราะจากการที่เคยรักษากันตามพื้นบ้านโดยหมอมักมาดูแลอาการให้ถึงบ้าน ก็กลายเป็นว่าต้องเดินทางไปโรงพยาบาลเพื่อเข้าคิวรักษา ระบบการรักษาถึงบ้านแบบไทยโบราณนั้นนับว่ามีผลดีด้านจิตใจมากเพราะได้อยู่ในบ้านของตนเอง ห้อมล้อมด้วยญาติมิตร ทำให้เกิดความอบอุ่นใจ ทำให้เกิดกำลังใจได้มาก และกำลังใจนั้นได้รับการยอมรับแม้โดยเทคโนโลยีสมัยใหม่ของตะวันตกแล้วว่ามีผลต่อการหายจากโรคได้มากทีเดียว

ผิดกับการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลตามระบบการรักษาแนวตะวันตกที่แยกญาติออกจากคนไข้ คนไข้ได้รับการดูแลจาก”นางพยาบาล” ที่ไม่ใช่ญาติสนิท ซึ่งส่งผลกระทบต่อจิตใจของผู้ป่วยไม่มากก็น้อย สำหรับตัวหมอเองนั้นก็มีทัศนคติที่แตกต่างกันมากระหว่างหมอแผนโบราณของไทยกับหมอแผนปัจจุบันแนวตะวันตก เพราะในอดีตหมอรักษาคนไข้ในลักษณะเอาบุญมากกว่าเอาค่าตอบแทน เมื่อรักษาหายแล้วจึงรับค่ารักษาแบบสมัครใจเป็นจำนวนมาตรฐานเช่น หกบาท จะให้มากกว่านั้นก็ไม่ได้เพราะเชื่อว่าจะทำให้วิชาอาคมเสื่อมถอยไปได้ นับเป็นอุบายในการสร้างจริยธรรมทางการแพทย์ได้อย่างดียิ่ง แต่ในสมัยปัจจุบันนี้โรงพยาบาลจะรักษาใครมากแค่ไหนก็ต้องขอชั่งน้ำหนักกระเป๋าสตางค์ของผู้ป่วยเสียก่อน ผู้ที่กระเป๋าเบาอาจได้รับการปฏิเสธการรักษา ส่วนผู้ที่กระเป๋าหนักก็อาจกลายเป็นกระเป๋าเบาไปได้ภายในเวลาเพียง 2-3 สัปดาห์ที่อยู่โรงพยาบาล

 

สรรพคุณยาสมุนไพรไทยนั้นเป็นที่เลื่องลือว่าฉมังนัก เป็นการรักษาแบบเชื่อมโยงกายกับใจเข้าด้วยกัน ตัวผู้เขียนเองเมื่อสมัยวัยเด็กอายุประมาณ 10 ขวบได้เคยป่วยเป็นโรคท้องร่วงอย่างรุนแรง (เรียกกันว่าเป็นบิด) ต้องนอนซมลุกไม่ขึ้นอยู่หลายวัน เผอิญคุณตาเป็นหมอโบราณ  เมื่อท่านทราบข่าว (คุณแม่ต้องเดินทางไปบอกเพราะไม่มีโทรศัพท์) ท่านก็เดินทางมารักษา (เดินด้วยเท้าเป็นระยะทางประมาณ 3 กม.) การรักษากระทำด้วยการเอารากพืชแห้งที่เรียกว่ารากย่านางแดงฝนกับกระดูกงูเหลือม (แม้ป่วยนอนซมอยู่ยังขยับปากถามคุณตาว่าฝนยาอะไรให้ทาน) โดยใช้น้ำเป็นตัวประสาน น้ำที่ออกมาแดงมาก รสเย็นฝาด กินยาสักครึ่งวันอาการหายเป็นปลิดทิ้ง รอดชีวิตมาเขียนเอกสารนี้ได้จนทุกวันนี้

จะเห็นได้ว่ายาโบราณไทยบางขนานมีสมุนไพรเป็นสิบอย่าง ถามดูได้ความว่าสุมนไพรที่ออกฤทธิ์รักษาโรคมีเพียงตัวเดียวเท่านั้น ที่เหลือเป็นสมุนไพรที่ระงับผลร้ายข้างเคียงของตัวยานั้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาอันล้ำลึกมากของหมอยาโบราณของไทยเรา

ผู้เขียนเคยได้ยินเรื่องเล่าจากผู้เล่าที่น่าเชื่อถือได้หลายราย รวมทั้งได้เห็นด้วยตาตนเองอีกหนึ่งราย ที่ผู้ป่วยเป็นโรคมมะเร็งขั้นสุดท้าย จนแพทย์สมัยใหม่แนวตะวันตกวินิจฉัยเด็ดขาดว่าไม่ควรมีชีวิตอยู่ได้เกิน 1 เดือนเป็นอย่างมาก และหมดทางรักษาแล้ว ญาติจึงได้นำมารักษาที่บ้านด้วยยาสมุนไพรไทย ปรากฏว่าหายขาด (สองราย) อีกรายหนึ่งอยู่ต่อมาได้อีก 5 ปีจึงเสียชีวิตด้วยโรคแทรกซ้อนอื่น (รายนี้เป็นแม่ของเพื่อนผู้เขียนเอง)

 

...คนถางทาง (๙ กย. ๕๔)