ความทรมานจากโรคร้ายทั้งหลายแหล่ที่เธอเป็นอยู่มากน้อยเพียงใด
(ตอนสุดท้าย) ดวงใจร้าวรานสังขารร่วงโรย
โสภณ เปียสนิท
.................................
ท้ายที่สุดแล้ว บุญเก่าตามส่งผล เธอพบทางออกโดยบังเอิญ กัลยาณมิตรในแวดวงอาชีพเดียวกัน แนะนำให้รักษาด้วยการแพทย์ทางเลือก แผนไทยที่ มูลนิธิไทยกรุณา เมืองกาญจนบุรี หลวงพ่อนิพนธ์ และแม่ชีเมี้ยน ผู้ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือเพื่อนร่วมโลก ในสภาพหลังพิงฝา เธอตัดสินใจหันหลังเดินห่างจากแพทย์แผนปัจจุบันที่เน้นการช่วยเหลือผ่อนคลายโรคร้ายของเธอเป็นช่วงๆ ในระยะสั้นๆ แต่กลับส่งผลร้ายในระยะยาว หากเธอเดินหน้าต่อไปทางเดิม ปลายหนทางตีบตันมองเห็นอยู่ หลังจากเดินตามเส้นทางสายนี้มานานเกือบสุดปลายทาง
เหตุที่ต้องตัดใจหันหลังกลับแบบหักดิบ เพราะพระอาจารย์นิพนธ์ผู้รู้เหตุผลต้นปลายของโรคที่เธอเป็นอยู่ตลอดสาย ยื่นคำขาดว่า “จะเลือกกินยาแบบเดิมต่อไป หรือ เลือกทางสายใหม่” ในสภาพที่เธอเป็นอยู่ ทางเดิมที่เดินมานาน กับทางใหม่ที่ท้ายทาย เป็นการเลือกที่ไม่ยากจนเกินไปสำหรับคนเฉียบขาดเช่นเธอ จึงตกปากรับคำหลวงพ่อแบบลังเลเล็กน้อย เพราะยังไม่มั่นใจกับระบบใหม่เท่าใดนัก
เหมือนหลวงพ่อจะรู้ว่า “ความทรมานจากโรคร้ายทั้งหลายแหล่ที่เธอเป็นอยู่ ว่ามีมากน้อยเพียงใด การหันกลับมาจัดระบบการดื่มยาสุดขมแบบใหม่ ร่างกายแบบใหม่ ความเคยชินใหม่มีความยากปานใด” ท่านมอบภาระการตักเตือนติดตามให้กับศิษย์คนหนึ่ง ยามท้อแท้แพ้พ่ายใจตก เธอได้พี่เลี้ยงคนนี้คอยตักเตือนจนเอาชนะใจตนได้ในที่สุด หลังจากห้วงเวลาแห่งความทุกข์รุมกัดกินเธอจนหน่ำใจ ค่อยๆ โบกมือลาจากทีละน้อย
อาการของโรคดีขึ้นตามลำดับ ร่างกายค่อยๆ ฟื้นฟูกลับคืน เธอรู้และทนรอวันเวลาที่พอจะใช้งานสังขารนี้ได้บ้าง เพราะสำนึกรู้ว่า ร่างกายของเธอถูกทำลายจนเสื่อมลงด้วยวัยอย่างหนึ่ง ด้วยความเตรียดอย่างหนึ่ง ด้วยยาแผนปัจจุบันอย่างหนึ่ง ตลอดวันเวลาอันยาวนานเพียงใด การฟื้นฟูย่อมต้องใช้เวลายาวนานพอกัน แต่ความหวังว่าจะกลับมาเต็มร้อยเป็นเรื่องไกลเกินฝัน ใช่ เธอต้องการเพียงแค่พอใช้งานได้ และไม่ทุกข์จนเกินทน ก็เท่านั้น
อ่านหนังสือเล่มนี้จบลง 271 หน้า เหมือนว่า ใช้เวลาไม่นานเท่าใด ความคิดวิ่งวนปนกับความรู้เก่าที่เคยผ่านเข้ามาเป็นประสบการณ์ของชีวิต “หนังสือเล่มนี้อาจตั้งชื่อใหม่ว่า อริยสัจจ์ หรือ สัจธรรมของชีวิต” ก็ย่อมได้ ความนึกคิดยังคงผุดพราย ...คำเล็กๆ บางคำมีค่ามากสามารถสั่นสะเทือนจิตใจอย่างลึกซึ้ง เช่น “ความทุกข์เป็นครูที่ดีของเรา” “ความสุขคือมิตรที่พึงระวัง” “โลกนี้มีสองด้านเสมอ” “โลกธรรม คือธรรมคู่โลก มี 4 คู่ หรือ 8 ประการ คือ มีลาภเสื่อมลาภคู่กับเสื่อมลาภ มียศคู่เสื่อมยศ มีสุขคู่ทุกข์ นินทาคู่สรรเสริญ” “สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วดีงามเสมอ” พระเถระบางรูปสอนว่า “โลกนี้ไม่มีสิ่งดี หรือเลว มีเพียงสิ่งใดเป็นประโยชน์กับอะไรเท่านั้น” ช่างคมคายนัก ให้ปัญญาแก่ผู้ได้ยินได้ฟัง
เป็นบุญของเรา ที่มีพุทธธรรมอยู่มากมายให้เราศึกษา มากเท่าที่เราต้องการ คนส่วนมากหลงใหลกับชีวิต ยุ่งกับการเล่นในวัยเยาว์ เรียนอย่างหนักในวัยเด็ก เครียดคร่ำกรำงานในวัยมีครอบครัว ประสบการณ์ของชีวิตย่อมแตกต่างกันไป น้อยรายที่จะพบทางอันประเสริฐคือแสงธรรมของพระพุทธองค์ บัดนี้ ด้วยความทุกข์อันที่สุดบีบบังคับให้เธอหันหน้าเข้าหายาแก้ทุกข์ขนานเอกสายนี้ เวลาที่เหลืออยู่ จึงเป็นการตอบแทนคุณ ของชีวิตและสังคม
เธอลดละตัวตน (สักกายทิฐิ) อธิษฐานขอล้างห้องน้ำห้องส้วมให้มูลนิธิอย่างต่อเนื่องยาวนาน เธอทำหน้าที่กัลยาณมิตรให้คนที่มาใหม่ เธอคอยให้กำลังใจแก่ผู้ทุกข์ยากเหล่านั้น เธอคลายทุกข์ให้บางเบาแก่ผองชนด้วยเสียงดนตรีแม้ว่าบางคราวจะท้องหิว ไร้งาน ไร้เงินตรา แต่อบอุ่นใจที่ได้ทำบุญ บุญเท่านั้นเป็นที่พึ่งของสัตว์โลกอย่างแท้จริง ขออนุโมทนาด้วยคน

อ่านบทกวี "สังขารมีความเสื่อมเป็นธรรมดา" ประกอบ

อ่านบทกวี "สังขารมีความเสื่อมเป็นธรรมดา" ประกอบ
อ่าน "ดวงใจร้าวรานสังขารร่วงโรย1"
อ่าน "ดวงใจร้าวรานสังขารร่วงโรย2"
ขอบคุณค่ะอาจารย์ :)
ขอบพระคุณอาจารย์มากนะครับ
ที่ได้อ่านเนื้อหาของแก่นหนังสือเล่มนี้ครับ
เกิดประโยชน์มากครับ
อาจารย์สบายดีนะครับ
ขอบคุณที่แวะมาเยือน
ถึงเรือนชาน
ผมเขียนเรื่องนี้เพื่อต้องการร่วมบุญกับคุณปรียานุช
ที่ยอมใช้ร่างกายของตนเองประกาศสัจธรรม
ที่พระสอนไว้ ร่างกายนี้เป็นรังของโรค เปื่อยเน่าเป็นปกติ
การจากลาร่างกายนี้ ย่อมเกิดขึ้นในท้ายที่สุด
ทุกคน
ชาวจีนคงฟังรู้ว่าเป็นเพลงอะไร
<iframe width="420" height="345" src="http://www.youtube.com/embed/81O39yPmjok" frameborder="0" allowfullscreen></iframe>
สร้างบ้านหลังย่อย "เรือนพยอม"
ขึ้นมากลางไร่ เป็นบ้านแห่งการปลูกต้นไม้
ถ่ายภาพไว้หลายขั้นตอนหน่อยนะครับ
เพราะไม่อาจถ่ายภาพอีกตอนสร้างเสร็จแล้วครับ
ติดตามอ่านงานเขียนและชื่นชมผลงานกลอนเสมอคะ
อาจารย์อ่านหนังสือแบบ "จมหาย" (immerse) เข้าไปในตัวอักษรเชียวนะคะ
เป็นความรู้สึกที่คนสมาธิสั้น ไม่สามารถรับรู้ได้ :-)
ขอบคุณมากคะ
น่าสนใจมาก ยังไม่ได้อ่านทั้งหมดเลยครับ...
อ่านตอนแรกก็งง เลยย้อนกลับไปอ่านตั้งแต่แรก
ถึงบางอ้อแล้ว ขอบคุณค่ะ *^_^*
สาธุ...ขออย่าให้เธอทุกข์ทรมานเลย
ได้ข้อคิดดีๆกลับไป...
คนเราถ้าไม่เจอทุกข์ก็ไม่คิดถึงธรรมะ
ขอบคุณที่แวะมาเยือน
แสดงว่าชอบงานการเขียนกลอน
กล่าวกันว่าเป็นคนละเอียดอ่อน
ส่วนมากแล้วสมาธิจะสั้นหน่อย
พอได้หนังสือที่ถูกใจสมาธิก็ยาวขึ้นนิดหนึ่ง
นะครับ
ค่อยๆ ทยอยอ่านทีละน้อยนะครับ
ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวหมดเสียก่อน อิอิ
ดีที่ผมรู้ทันเตรียมเชื่อมลิงค์ไว้ให้ก่อนแล้ว
จึงสะดวกต่อการติดตาม
ไม่เห็นทุกข์ไม่เห็นธรรม" จริงดั่งที่ว่ามา เห็นด้วยครับ
คนน้อยคนที่จะคิดถึง ธรรม ยามปกติ
คิดถึงก็เมื่อพบพานความทุกข์
ทุกข์เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ยังน้อยคนที่จะคิดถึง
ต้องทุกข์ทุรนทุราย ยืนทรงกายแทบไม่ไหว ใจรุ่มร้อน จึงคิดถึง ธรรม
ยังดี ที่ คิดถึง ธรรม
ขอบคุณบันทึกดี ๆ ของอาจารย์ค่ะ
อ่านคำวิพากษ์แล้วสะดุดใจกับคำว่า
คิดถึงธรรมยามปกติ
คิดถึงธรรมยามทุกข์
คิดถึงธรรมยามใกล้ตาย
ของแต่ละคน บางคนคิดไม่ได้แม้มีคนบอกทาง เรื่องมีว่า ชายคนหนึ่งไม่เคยทำบุญเลย ยามใกล้ตายมีคนบอกว่า "อะระหังนะๆๆ" ความไม่คุ้นเคยทำให้แกไม่เข้าใจ ถามกลับมาว่า "ฮ้า อะไรหายนะ" เอวัง