ตัวแบบนโยบายสาธารณะ(2)


ตัวแบบนโยบายสาธารณะ

1.   ตัวแบบชนชั้นนำ  (Elite Model) 

1.1  คุณลักษณะของชนชั้นนำ

            1)  เป็นคนสวนน้อยของสังคม

            2)  เป็นผู้มีอำนาจในสังคม

            3)  อาจมีอภิสิทธิ์สูงในสังคม

            4)  มีอิทธิพลเหนือบุคคลส่วนใหญ่ในสังคม

            5)  เป็นผู้ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้มีฐานะสูงในสังคม

     1.2   ตัวแบบชนชั้นนำกับระบบการปกครอง

           1)  ระบอบอำนาจนิยมหรือระบอบเผด็จการจะใช้ตัวแบบชนชั้นนำมากกกว่าระบอบอื่น

            2)  ระบอบประชาธิปไตยมีดกรีของการใช้ตัวแบบชนชั้นนำน้อยกว่าระบอบอำนาจนิยม

     1.3  หลักการของตัวแบบชนชั้นนำ

          1)  ให้ความสำคัญกับบทบาทหรืออิทธิพลของชนชั้นนำหรือชนชั้นปกครองที่มีอำนาจในการตัดสินใจนโยบายสาธารณะอย่างเด็ดขาด

          2)  ชนชั้นปกครองจะยึดถือความพึงพอใจ  (Preferences)  หรือค่านิยม  (Values)  ของตนเองเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจนโยบาย

          3)  ถือว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่สนใจกิจกรรมทางการเมืองและไม่ได้รับข้อมูลดีพอเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะ

          4)  ชนชั้นนำมีบทบาทในการกำหนดความคิดเห็นของประชาชนมากกว่าการที่ประชาชนจะกำหนดความคิดเห็นของชนชั้นนำหรือชนชั้นปกครอง

          5)  นโยบายสาธารณะเป็นสิ่งที่สะท้อนความพึงพอใจหรือค่านิยมส่วนตัวของชนชั้นนำหรือผู้ปกครองโดยตรง

          6)  ข้าราชการทำหน้าที่เพียงนำนโยบายที่กำหนด โดยชนชั้นผู้นำไปสู่ประชาชนเท่านั้น

          7)  ทิศทางของการกำหนดนโยบายสาธารณะ จึง เป็นทิศทางแบบแนวดิ่ง (Vertical) จาก ชนชั้นปกครองสู่ประชาชน

     1.4  คุณลักษณะของตัวแบบชนชั้นนำ

            1)  คนในสังคมสามารถแบ่งได้เป็น 2 ส่วน ได้แก่ คนส่วนน้อยที่มีอำนาจ และ คนส่วนมากที่ไม่มีอำนาจ คนส่วนน้อยเท่านั้นที่มีอำนาจในการจัดสรรค่านิยมของสังคม ประชาชนไม่มีส่วนในการตัดสินใจนโยบายสาธารณะ

            2)  ชนชั้นปกครองส่วนน้อยมิได้มีลักษณะเช่นเดียวกับประชาชนส่วนใหญ่ที่ถูกปกครอง ชนชั้นปกครองคือคนจำนวนน้อยที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมสูง

            3)  การเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงฐานะของประชาชนขึ้นไปสู่ชนชั้นนำจะเป็นไปอย่างช้า ๆ และต่อเนื่อง เพื่อรักษาเสถียรภาพทางสังคม

          4)  ชนชั้นนาหรือชนชั้นปกครองจะเป็นผู้กำหนดค่านิยมพื้นฐานของระบบสังคม รวมทั้งการดำรงรักษาระบบความสัมพันธ์ตามแนวดิ่ง ระหว่าง ชนชั้นปกครองและประชาชนของสังคมไว้ด้วย

          5)  นโยบายสาธารณะมิได้สะท้อนความต้องการของประชาชน แต่สะท้อนความต้องการของชนชั้นนำ

          6)  ชนชั้นนำมีอิทธิพลต่อประชาชนมากกว่าประชาชนมีอิทธิพลต่อชนชั้นนำ

          7)  เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่มีความเฉื่อยชา (Passive)ไม่สนใจการเมือง (A pathetic) และไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารที่ดีพอ (Ill-informal)

     1.5  กรณีศึกษา

          1)  นโยบายประชานิยมทั้งหลาย

          2)  ธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน

          3)  นโยบายการเปิดเสรีทางการเงิน

          4)  นโยบายการค้าเสรี

จุดเด่นและจุดด้อย

     จุดเด่น สะท้อนให้เห็นสภาพความเป็นจริงของสังคมในปัจจุบันหลายประการ เช่นประเทศปกครองโดยชนกลุ่มน้อย มิใช่การปกครองโดยคนกลุ่มใหญ่กำหนดมาเพื่อตอบสนองความต้องการของชนชั้นผู้นำเอง

     จุดด้อย ได้แก่ การละเลยความสำคัญของการมีส่วนร่วมในกระบวนการกำหนดนโยบายของข้าราชการและประชาชนข้าราชการมีความเชี่ยวชาญมากกว่า ผู้กำหนดนโยบาย

2.  ตัวแบบดุลยภาพระหว่างกลุ่ม  (Group Equilibrium Model)

     2.1  ภารกิจของระบบการเมืองในการจัดสรรความขัดแย้งระหว่างกลุ่ม

          1)  การกำหนดกฎและกติกาในการต่อสู้ระหว่างกลุ่ม

          2)  จัดการประนีประนอมและสร้างสมดุลเรื่องผลประโยชน์ระหว่างกลุ่ม

          3)  กำหนดข้อประนีประนอมในรูปของนโยบายสาธารณะ

          4)  การบังคับใช้ข้อประนีประนอม

     2.2  แนวความคิดสำคัญของตัวแบบดุลยภาพระหว่างกลุ่ม

          1)  นโยบายสาธารณะคือ ผลของความสมดุลของการ ต่อสู้ระหว่างกลุ่ม

          2)  ความสมดุลเกิดขึ้นจากอิทธิพลระหว่างกลุ่มผลประโยชน์ที่ตกลงประนีประนอมกัน

          3)  การเปลี่ยนแปลงอิทธิพลของกลุ่มผลประโยชน์ จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายสาธารณะ ที่เกี่ยวข้อง

          4)  นโยบายจะถูกเปลี่ยนทิศทางไปสู่กลุ่มผลประโยชน์ที่มีอิทธิพลมากกว่า ส่วนกลุ่มที่มีอิทธิพลน้อยกว่าจะเป็นผู้สูญเสียประโยชน์

          5)  นโยบายสาธารณะแท้จริงก็คือความสมดุลที่เกิดจากข้อตกลงระหว่างกลุ่มที่ต่อสู้กัน ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง

          6)  โดยมีฝ่ายนิติบัญญัติทำหน้าที่เป็นกรรมการใน การต่อสู้ระหว่างกลุ่ม โดยกำหนดเงื่อนไขทั้ง ของผู้แพ้และผู้ชนะไว้ในรูปของกฎหมาย

     2.4  ปัจจัยที่มีผลต่ออิทธิพลของกลุ่ม

          1)  จำนวนสมาชิกของกลุ่ม

          2)  ความมั่นคง

          3)  ความแข็งแกร่งขององค์การ

          4)  ภาวะผู้นำของกลุ่ม

          5)  โอกาสในการเข้าถึงผู้ตัดสินใจ  

         6)  ความสามัคคีภายในกลุ่ม

     2.5  ลักษณะของกลุ่มผลประโยชน์ที่ปรากฏในระบบการเมือง

          1)  เป็นลักษณะของกลุ่มขนาดใหญ่ที่มีอยู่ทั่วไปในสังคมเรียกว่า กลุ่มแฝงเร้น (Latent Group)กลุ่มเหล่านี้จะมีบทบาทเมื่อผลประโยชน์ของสังคมถูกละเมิด

          2)  กลุ่มที่มีสมาชิกบางส่วนคาบเกี่ยวกัน(Overlapping Group Membership) การ ที่สมาชิกบางส่วนของกลุ่มคาบเกี่ยวกัน จะทำให้การเรียกร้องของกลุ่มที่มีต่อกันลดความรุ่นแรงลง

          3)  การตรวจสอบระหว่างกลุ่มที่แข่งขันกัน  จะทำให้ไม่มีกลุ่มใดเอารัดเอาเปรียบกลุ่มอื่นได้โดยง่าย

     2.6  กรณีศึกษา

         1)  พ.ร.บ. อ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ.2527

         2)  พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518

จุดเด่นและจุดด้อย

          จุดเด่น สะท้อนให้เห็นถึงโลกของความเป็นจริงของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่กลุ่มต่างๆในสังคม

          จุดด้อย การถือว่านโยบายสาธารณะเป็นผลมาจากการต่อรองของกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆนั้น เท่ากับมองข้ามความสำคัญของผู้มีอำนาจในการตัดสินนโยบายไป

3.  ตัวแบบเชิงระบบ  (System Model)

     3.1  ฐานคติของกรอบความคิดเชิงระบบ (Assumption)

          (1)  ระบบจะต้องประกอบด้วยองค์ประกอบต่าง ๆ ที่มีหน้าที่ เฉพาะ

          (2)  องค์ประกอบเหล่านี้จะต้องทำงานสอดประสานกันระบบจึงจะดำรงอยู่ได

          (3)  หากองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งทำหน้าที่บกพร่อง หรือได้รับความเสียหาย จะส่งผลกระทบต่อสมรรถนะของระบบทั้งหมด

          (4)  ความรุนแรงของผลกระทบขึ้นอยู่กับความสำคัญขององค์ประกอบที่ได้รับความเสียหายชีวิตการเมือง  (Political Life)  ดำรงอยู่อย่างเป็นระบบ ประกอบด้วย ความสัมพันธ์ระหว่างระบบการเมือง (Political System)และสิ่งแวดล้อม (Environment)ที่อยู่ล้อมรอบ ระบบการเมือง

          3.2  องค์ประกอบของความสัมพันธ์เชิงระบบ

                   1)   สิ่งแวดล้อม  (Environment)  ประกอบด้วย

                        (1)  สิ่งแวดล้อมภายในระบบสังคม

                        (2)  สิ่งแวดล้อมภายนอกระบบสังคม

                   2)  ปัจจัยนำเข้า (Inputs)ประกอบด้วย

                      (1)  ความต้องการ (Demands)

                       (2)  การสนับสนุน (Supports)

                   3)  ระบบการเมือง  (Political System)  ประกอบด้วย

                       1)  สถาบันนิติบัญญัติ

                       2)  สถาบันบริหาร

                       3)  สถาบันตุลาการ

                       4)  ระบบราชการ

                       5)  กลุ่มผลประโยชน์/กลุ่มอิทธิพล

                       6)  พรรคการเมือง

                   4)  ปัจจัยส่งออก Outputs) คือ นโยบายสาธารณะ

                   5)  ผลสะท้อนกลับ (Feedback) คือ ผลจากการนำนโยบายไปปฏิบัติ

      3.3  คุณค่าของตัวแบบเชิงระบบในการ วิเคราะห์การกำหนดนโยบายสาธารณะ

             1)  อะไรคือมิติที่มีนัยสำคัญของสิ่งแวดล้อมที่ก่อให้เกิดความต้องการต่อระบบการเมือง

             2)  อะไรคือคุณสมบัติที่มีนัยสำคัญของระบบการเมืองที่ทำให้สามารถปรับเปลี่ยนความ

ต้องการไปสู่นโยบายสาธารณะ และสามารถรักษาตัวระบบการเมืองไว้ได้ตลอดไป

            3)  ปัจจัยนำเข้าจากสิ่งแวดล้อมมีผลกระทบอย่างไรต่อระบบการเมือง

             4)  คุณลักษณะของระบบการเมือง มีผลกระทบอย่างไรต่อเนื้อหาของนโยบายสาธารณะ

             5)  ปัจจัยนำเข้าจากสิ่งแวดล้อมมีผลกระทบอย่างไรต่อเนื้อหาของนโยบายสาธารณะ

             6)  นโยบายสาธารณะส่งผลกระทบอย่างไร  ต่อสิ่งแวดล้อมและคุณลักษณะของระบบการเมือง  โดยผ่านกระบวนการสะท้อนกลับ

     3.4  กรณีศึกษา

          1)  พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2527

           2)  พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542

จุดเด่นและจุดด้อย

     จุดเด่น มองการกำหนดนโยบายค่อนข้างจะเป็นระบบ กล่าวคือมองว่านโยบายสาธารณะเป็นผลผลิตของระบบการเมืองขึ้นอยู่กับปัจจัยนำเข้าของระบบ

     จุดอ่อน ตัวแบบนี้ยังไม่สามารถตอบคำถามที่สำคัญและจำเป็นหลายคำถาม ได้แก่ สภาพแวดล้อม ระบบการเมือง ปัจจัยนำเข้าคุณลักษณะของระบบการเมือง

 

4.  ตัวแบบสถาบัน  (Institutional Model)

     4.1  ฐานคติสำคัญของตัวแบบสถาบัน

          1)  นโยบายสาธารณะ คือ  ผลผลิตของสถาบันทางการเมือง

          2)  กิจกรรมทางการเมืองล้วนมี ศูนย์กลางอยู่ที่สถาบันทางการเมืองทั้งสิ้น

         3)  สถาบันทางการเมืองที่สำคัญ  ได้แก่

             (1)  สถาบันนิติบัญญัติ

             (2)  สถาบันบริหาร

             (3)  สถาบันตุลาการ

             (4)  สถาบันการปกครองท้องถิ่น

             (5)  สถาบันพรรคการเมือง

     4.2  ความสำคัญของสถาบันราชการในการกำหนดนโยบายสาธารณะ

           (1)  สถาบันราชการเป็นผู้รับรองความชอบธรรม  (Legistimacy) ของนโยบายสาธารณะ

           (2)  นโยบายสาธารณะมีลักษณะของความครอบคลุมทั้งสังคม (Universality)

           (3)  รัฐบาลเท่านั้นเป็นผู้ผูกขาดอำนาจการบังคับใช้ (Coercion) ในสังคม

           (4)  สถาบันราชการมีบทบาทในการกำหนดแบบแผน (Patterns)โครงสร้าง (Structure) และพฤติกรรม (Behaviors)ของปัจเจกบุคคลและกลุ่มบุคคล

     4.3  กรณีศึกษา

           1)  นโยบายที่เป็นผลผลิตของสถาบันนิติบัญญัติ  ได้แก่ พระราชบัญญัติทั้งหมด

           2)  นโยบายที่เป็นผลผลิตของสถาบันบริหารได้แก่  นโยบายการปฏิรูประบบราชการนโยบายการเงินการคลังและนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว

           3)  นโยบายที่เป็นผลผลิตของสถาบันตุลาการได้แก่คำพิพากษาศาลฎีกา เป็นต้น

จุดเด่นและจุดด้อย

          จุดเด่น นิยมนำมาใช้ในการศึกษานโยบายสาธารณะเนื่องจากง่ายและมีความสะดวกในการศึกษาจะมีการวิเคราะห์ถึงความสัมพันธ์และปฏิสัมพันธ์ระหว่างสถาบันต่างๆรวมถึงวิเคราะห์เกี่ยวกับกระบวนการ

          จุดอ่อน เป็นการศึกษาที่เน้นเฉพาะโครงสร้างโดยไม่สนใจถึงภาระหน้าที่หรือพฤติกรรมของสภาบันทางการเมืองเหล่านั้น

 

5.  ตัวแบบกระบวนการ  (Process Model)

     5.1  ฐานคติสำคัญของตัวแบบกระบวนการ

          1)  นโยบายสาธารณะคือ ผลลัพธ์ของกิจกรรมทางการเมือง

          2)  กระบวนการและพฤติกรรมทางการเมืองคือศูนย์กลางของการศึกษานโยบายสาธารณะ

     5.2  กระบวนการนโยบายสาธารณะ ประกอบด้วย

           1)  การจำแนกลักษณะปัญหาสาธารณะ(Problem Identification) โดยวิเคราะห์

              (1)  ปัญหาความยากจน

              (2)  ปัญหาการไร้ที่ดินทำกิน

              (3)  ปัญหาชุมชนแออัด

              (4)  ปัญหาการว่างงาน

              (5)  ปัญหายาเสพติด

          2)  การจัดทำทางเลือกนโยบาย (Policy Alternatives)

                (1)  จุดอ่อน

                (2)  จุดแข็ง

                (3)  ต้นทุน

                (4)  ผลประโยชน์

            3)  การให้ความเห็นชอบนโยบาย (Policy Adoption)

                (1)  พิจารณาผลลัพธ์จากทางเลือกนโยบาย

                (2)  ความสอดคลองกับความต้องการของประชาชน

                (3)  การสนับสนุนทางการเมือง

           4)  การนำนโยบายไปปฏิบัติ(Policy Implementation)

                (1)  การกำหนดหน่วยงานที่รบผิดชอบ

                (2)  การจัดสรรงบประมาณ

                (3)  การประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าใจ

           5)  การประเมินผลนโยบาย(Policy Evaluations)

                 (1)  การศึกษาการดำเนินงานของโครงการ

                 (2)  การประเมินผลสิ่งแวดล้อมของการนำนโยบายไปปฏิบัติ

                 (3)  การประเมินผลทรัพยากร

                 (4)  การประเมินผลกระบวนการนำนโยบายไปปฏิบัติ

                (5)  การประเมินผลผลิตของนโยบาย

                 (6)  การประเมินผลลัพธ์และผลกระทบของนโยบาย

                 (7)  การให้ข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุง หรือเปลี่ยนแปลงนโยบาย

      5.3  กรณีศึกษา  :  นโยบายสาธารณะทุกนโยบายสามารถวิเคราะห์ได้ด้วยตัวแบบกระบวนการ

จุดเด่นและจุดด้อย

          จุดเด่น เน้นขั้นตอนและพฤติกรรมที่สำคัญในการกำหนดนโยบาย

          จุดอ่อน เน้นขั้นตอนและความสัมพันธ์ของแต่ละขั้นตอนมากเกินไปจนละเลยเนื้อหาสาระของตัวนโยบายซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการศึกษานโยบายสาธารณะ

 

6.  ตัวแบบหลักเหตุผล  (Rational Model)

     6.1  ฐานคติสำคัญของตัวแบบหลักเหตุผล

          1)  ต้องมุ่งเน้นผลประโยชน์สูงสุดของสังคม

               (1)  จะไม่มีการใช้นโยบายใดที่ต้นทุนสูงกว่าผลประโยชน์

               (2)  ในระหว่างทางเลือกทั้งหมดที่มีอยู่ ผู้ตัดสินใจนโยบายควรเลือกนโยบายที่

ให้ผลประโยชน์ตอบแทนต่อต้นทุนสูงสุด

           2)  จะต้องเข้าใจคุณค่าที่พึงปรารถนาของสังคมทั้งหมดรวมทั้งการให้น้ำหนักของคุณค่าเหล่านั้น

            3)  จะต้องเข้าใจทางเลือกนโยบายที่เป็นไปได้ทั้งหมด

            4)  จะต้องเข้าใจผลลัพธ์ทั้งหมดของทางเลือกนโยบายแต่ละทางเลือก

            5)  สามารถคำนวณสัดส่วนระหว่างผลประโยชน์และต้นทุนของทางเลือกนโยบายแต่ละทางเลือกได้อย่างชัดเจน

            6)  ผู้ตัดสินใจนโยบายจะต้องพิจารณาเลือกทางเลือกนโยบายที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

     6.2  ปัจจัยในการใช้ตัวแบบหลักเหตุผล

          1)  ต้องมีระบบข้อมูล (Database System)ที่มีประสิทธิภาพ

          2)  ต้องจัดเก็บข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์ให้มีความครอบคลุม ครบถ้วน เที่ยงตรงและทันสมัย

          3)  ต้องมีนักวิเคราะห์ที่มีความเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์

          4)  ต้องมีงบประมาณในการลงทุนที่อาจเป็นต้นทุนจม (Sunk Cost)

     6.3  ปัจจัยที่มีผลต่อการใช้ตัวแบบหลักเหตุผล

           1)  ต้องกำหนดคุณค่า วัตถุประสงค์ และเกณฑ์การตัดสินใจให้ชัดเจน

           2)  ต้องแสวงหาทางเลือกใหม่ ๆ และกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมทางเลือกที่สร้างสรรค์

           3)  ประมาณค่าเบื้องต้นในผลที่คาดหวังของการตัดสินใจและผลของการเลือกต่าง ๆ ว่า ควรใช้กลยุทธ์ เพื่อให้มีความเสี่ยงน้อยหรือกลยุทธ์ เพื่อนวัตกรรม

          4)  ถ้าเลือกกลยุทธ์ที่มีความเสี่ยงน้อย ควรใช้กลยุทธ์การเปรียบเทียบความสำเร็จที่จำกัด ถ้าเลือกกลยุทธ์เพื่อนวัตกรรมต้องพิจารณาผลที่เป็นไปได้ของทางเลือกต่าง ๆ โดยใช้ความรู้และประสบการณ์ทั้งหมดที่มีอยู่

          5)  ใช้ประโยชน์จากความเห็นของนักวิเคราะห์ที่หลากหลาย

         6)  นักวิเคราะห์ต้องตั้งสติให้มั่นคงในความพยายามที่ตัดสินใจว่า ปัญหาที่กำลังพิจารณาอยู่นั้นมีความสำคัญเพียงพอที่จะทำการวิเคราะห์ต่อไปหรือไม่

         7)  วิเคราะห์ความสมเหตุสมผล และความเป็นไปได้แต่ละกรณีให้เป็นรูปธรรมชัดเจน

     6.4  ลักษณะปัญหาและอุปสรรคที่สำคัญ

          1)  ไม่มีผลประโยชน์ทางสังคมใดโดยส่วนรวมที่สามารถตกลงร่วมกันได้อย่างชัดเจน มีแต่เฉพาะผลประโยชน์กลุ่ม หรือของปัจเจกบุคคลเท่านั้นที่สามารถระบุได้

          2)  ความขัดแย้งในเรื่องผลประโยชน์และต้นทุนจำนวนมาก ไม่สามารถจะเปรียบเทียบหรือให้น้ำหนักได้

          3)  ผู้กำหนดนโยบายขาดความมุ่งมั่นที่จะตัดสินใจนโยบาย โดย ยืนอยู่บนผลประโยชน์ของสังคม แต่พยายามจะแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนสูงสุด

         4)  ผู้กำหนดนโยบายมิได้คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดทางสังคมเพียงแต่กระทำเพื่อตอบสนองความพอใจเพื่อให้เกิดความก้าวหน้าขึ้นบางเท่านั้น

         5)  การลงทุนที่มีลักษณะต้นทุนจม จะเป็นข้ออ้างป้องกันมิให้ ผู้กำหนดนโยบายพิจารณาทบทวนทางเลือกนโยบายที่ได้ตัดสินใจไปก่อนแล้ว

        6)  มีอุปสรรคมากมายต่อการรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่จำเป็นต่อการวิเคราะห์โดยใช้เหตุผล

        7)  ขาดความสามารถในการทำนายทางสังคมและทางวิทยาศาสตร์ในการพิจารณาต้นทุนและผลประโยชน์ของทางเลือกอย่างสมบูรณ์

        8)  ความไมแน่ใจเกี่ยวกับผลลัพธ์ของทางเลือกนโยบายต่างๆ ปิดก้นมิให้ผู้กำหนดนโยบายพิจารณาทางเลือกใหม่

     6.5  กรณีศึกษา

           1)  โครงการสนามบินสุวรรณภูมิ

            2)  โครงการท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง

จุดเด่น และจุดด้อย

          จุดเด่น ยึดหลักเหตุผลได้แก่ ถือว่าการมีข้อมูลที่สมบรูณ์มีทรัพยากรที่จำเป็นอย่างเพียงพอ

          จุดอ่อน

1.  โดยทั่วไปไม่มีผลประโยชน์ทางสังคมส่วนรวมที่สามารถตกลงกันได้

2.  ผู้กำหนดนโยบายขาดการกระตุ้นที่จะทำการตัดสินใจที่ยึดมั่นอยู่บนพื้นฐานของเป้าประสงค์ทางสังคม

 

7.   ตัวแบบการเปลี่ยนแปลงจากเดิมบางส่วน  (Incremental Model)

     7.1  ฐานคติสำคัญ

          1)  นโยบายสาธารณะมีลักษณะของการกระทำที่ต่อเนื่องมาจากอดีต

          2)  เป็นการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงจากเดิมเพียงบางส่วน หรือเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

     7.2  คุณลักษณะของตัวแบบการเปลี่ยนแปลงจากเดิมบางส่วน

           1)  เป็นลักษณะอนุรักษ์นิยม ยึดถือนโยบาย โครงการและการใช้จ่ายต่าง ๆ ของรัฐที่มีอยู่เดิมเป็นเกณฑ์

           2)  ให้ความสนใจต่อนโยบายหรือโครงการใหม่ที่เปลี่ยนแปลงจากเดิมเพียงเล็กน้อย

           3)  ยอมรับความชอบธรรมของนโยบายที่ดำเนินมาก่อน เพราะความไม่แน่ใจเกี่ยวกับผลลัพธ์ของนโยบายใหม่

          4)  ถ้ามีการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่อยู่ก่อนแล้วจะเป็นข้ออ้างสำคัญในการปฏิเสธนโยบายใหม่ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง

           5)  การเปลี่ยนแปลงจากเดิมบางส่วน จะทำให้เกิดข้อตกลงระหว่างกลุ่มต่าง ๆ  ในสังคมได้ง่ายเพราะผลกระทบมีน้อย

     7.3  ความเหมาะสมของตัวแบบการเปลี่ยนแปลง จากเดิมบางส่วนขึ้นอยู่กับ

           1)  ผลของนโยบายที่เป็นอยู่จะต้องเป็นที่พอใจของผู้กำหนดนโยบายและประชาชนที่เกี่ยวข้องเป็นส่วนใหญ่ จึงจะทำให้การเปลี่ยนแปลงนโยบายเพียงเล็กน้อย หรือเพียงบางส่วนเพียงพอต่อการยอมรับของประชาชน

           2)  ลักษณะของนโยบายต้องมีระดับของความต่อเนื่องสูง และสอดคล้องกับลักษณะธรรมชาติของนโยบายที่ปรากฏอยู่

           3)  ลักษณะของนโยบายต้องมีระดับของความต่อเนื่องสูงในการจัดการกับปัญหาที่ปรากฏอยู่

     7.4  คุณลักษณะด้อยของตัวแบบการเปลี่ยนแปลงจากเดิมบางส่วน

          1)  การส่งเสริมให้เกิดความเฉื่อยชา(Pro-inertia)

          2)  การต่อต้านนวัตกรรม(Anti-innovation)

     7.5  กรณีศึกษา

           1)  นโยบายเกี่ยวกับการบริหารองค์การต่าง ๆ ของรัฐ

           2)  นโยบายเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี

จุดเด่นและจุดด้อย

          จุดเด่น ได้แก่ ความง่ายและสะดวกในทางปฏิบัติ

          จุดอ่อน ได้แก่ การไม่ช่วยพัฒนาความคิดริเริ่มหรือความคิดสร้างสรรค์ ผลก็คืองานใหม่ๆหรือนโยบายใหม่มักจะถูกขัดขวางจากผู้ตัดสินใจที่มีความเป็นอนุรักษ์นิยมสูง

 

อ้างอิงจาก  :  แหล่งอ้างอิง

http://www.sas.mju.ac.th/office/sas2/boxer/16847.pdf

หมายเลขบันทึก: 458967เขียนเมื่อ 6 กันยายน 2011 17:30 น. ()แก้ไขเมื่อ 23 มิถุนายน 2012 16:13 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกันจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (2)

ขอบคุณค่ะ อาจารย์คะ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี
ClassStart Books
โครงการหนังสือจากคลาสสตาร์ท