กุสินารา ก็คือ กาญจนบุรี

บันทึกนี้ ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ซึ่งชี้ทางสว่างแก่สรรพสัตว์ทั้งหลายให้พ้นจากกองทุกข์ 

บันทึกหน้านี้ไม่มีในสมุดเล่มไหน ยังไม่เคยได้รับการตีพิมพ์ แต่ได้รับการพิสูจน์จากผู้ที่มี ญาณประจักษ์แก่ตน อันปุถุชนทั่วไปไม่สามารถรู้ได้ ข้าพเจ้าจะนำความรู้ที่ได้มาบรรยาย ณ ที่นี้

หากท่านผู้อ่านเคยศึกษาประวัติศาสตร์ทางพระพุทธศาสนาแล้วจะพบว่า พระพุทธเจ้าทรงแสดงถึงสถานที่ที่จะระลึกถึงพระองค์(สังเวชณียสถาน)ไว้ก่อนปรินิพพาน ซึ่งมีด้วยกันสี่แห่ง คือ สถานที่ประสูตร , ตรัสรู้ , แสดงพระธรรมจักร และสถานที่ปรินิพพาน 

ในปัจจุบันหลักฐานทางประวัติศาสตร์อันเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าที่ใดเป็นสถานที่ที่สำคัญทางพระพุทธศาสนานั้นได้แก่ "เสาอโศก"  เนื่องจากการสังคายนาพระไตรปิฎกสมัยพระเจ้าอโศก ได้ทำการส่งผู้รู้ออกเดินทางแสวงหา และพิสูจน์บริเวณที่เป็นสถานที่ตามพระไตรปิฎกเกือบทั้งหมด แล้วปักเสาอโศก ลงไปเป็นหลักฐานถึงสถานที่นั้นได้ตั้งอยู่บริเวณที่ปักเสานั้น    

สังเวชณียสถาน อันได้แก่ สถานที่ประสูตร , ตรัสรู้ และแสดงพระธรรมจักร ก็ได้รับการยืนยันจากพระเจ้าอโศก และมีการปักเสาอโศกแสดงอาณาบริเวณเป็นที่เรียบร้อย ยกเว้นแต่สถานที่ปรินิพพาน เท่านั้น  เพราะพระเจ้าอโศก หาไม่พบ ?

พระองค์หากุสินาราไม่พบ เพราะเหตุใด ?   อันนี้มีคำตอบ แต่เป็นคำตอบมาจากสิ่งที่เหนือปุถุชนจะพบได้ ข้าพเจ้าจะใช้ผู้ตอบนี้ชื่อว่า "ผู้รู้" ก็แล้วกัน และคนตั้งคำถาม (ที่ไม่ใช่ข้าพเจ้า) จะเรียกว่า "คำถาม"

ผู้รู้  กล่าวว่า ที่พระเจ้าอโศกหาไม่พบเพราะสมัยก่อนการเดินทางค่อนข้างลำบาก และมีโรคห่า(สมัยนี้เรียกว่าอหิวาตกโรค) ระบาดประปราย ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการค้นหา  ผู้ที่ทราบว่าสังเวชณียสถานอยู่ที่ไหนก็ตายหมดแล้ว เช่น มัลลกษัตริย์ เป็นโรคห่าตายกันหมดเมือง ผู้คนแถบนั้นก็กลัวพากันย้ายถิ่นฐานออกไปเสียหมด

คำถาม  แล้วกุสินาราอยู่ที่อินเดีย ใกล้แค่นั้นทำไมหาไม่พบ ?

ผู้รู้ กล่าวว่า เพราะสถานที่นั้น ไม่ใช่กุสินารา กุสินาราก็คือ กาญจนบุรี อยู่ที่ประเทศไทย 

คำถาม แล้วสถานที่ปรินิพพานล่ะอยู่ตรงไหน ?

ผู้รู้  กล่าวว่า อยู่ที่พระแท่นดงรัง ที่นี่เป็นป่าต้นรัง พระพุทธเจ้าปรินิพพานที่ใต้ต้นรังคู่นี้  (ขณะที่ผู้รู้กล่าวจบ ก็ได้ชี้นิ้วไปยังแท่นหินแท่นหนึ่ง)  

เมื่อ "ผู้รู้" กล่าวจบ ก็ชี้ไปยังพื้นดินข้างๆแท่น แล้วกล่าวว่า นี่ ตรงนี้แหละที่พระพุทธเจ้าลงพระโลหิต (อาเจียนเป็นเลือด) ก่อนปรินิพพาน  

บริเวณที่ "ผู้รู้" ชี้ครั้งสุดท้ายนั้น เป็นพื้นดินที่มีก้อนหินก้อนหนึ่งใหญ่เท่าหัวเข่า "ผู้รู้" เรียกว่าก้อนหินนั้นว่า ก้อนพระโลหิต (ชาวบ้านนำหินนี้ไปบดกับใบไม้แล้วอัศจรรย์ว่าใบไม้อะไรๆ ก็กลายเป็นยาทั้งนั้น จึงเรียกว่าหินบดยา)

จากการที่ "ผู้รู้" ได้บอกนั้น  ถ้าศึกษากันจริงๆ แล้ว สถานที่ที่อ้างว่าเป็นสถานที่ปรินิพพานในอินเดียนั้น  ไม่มีเสาอโศกปักอยู่เลย กับคำถามที่ว่า ทำไมใกล้แค่นั้นหาไม่พบ ? คำตอบก็คือ ที่นั่นไม่ใช่กุสินารานะสิ  ถ้าจะให้ตั้งข้อสังเกต ก็มีอยู่เรื่องหนึ่งคือ อาหารปรินิพพานของนายจุนทะ คือ "สูกรมัทวะ"   สูกระ ก็คือ หมู   ส่วนมัทวะ ก็คือ อ่อน  แปลรวมกันว่า  หมูเนื้ออ่อน   ที่อินเดียไม่มีหมูแล้วจะไปหามาจากไหนนอกจากเมืองไทย บางพวกไปแปลว่าเป็นเห็ดไปซะอีก 

แล้วทำไมเขายึดถือกันว่า กุสินารา อยู่ตรงนั้นในอินเดีย  เฉลยว่า เพราะมีการขุดค้นพบสถูปแห่งหนึ่ง ภายในบรรจุพระพุทธรูปปางปรินิพพานไว้ จึงยึดถือกันเอาเองว่าสถานที่นั้นเป็นสถานที่ปรินิพพานของพระพุทธเจ้า 

เมื่อข้าพเจ้ารับทราบเรื่องราว (โดยการพิสูจน์จากผู้มีญาณทัศนะ) ก็อยากจะเปิดโลกทัศน์ให้ท่านทั้งหลายได้ทราบโดยทั่วถึงกัน ถือเป็นธรรมทานที่ข้าพเจ้ามีทั้งหมดมอบให้ท่านผู้อ่านเลยทีเดียว  

***ข้อมูลเพิ่มเติม (เมื่อ 9 ก.ย. 2554  23.06 น. )***

ก่อนอื่นต้องขออภัยที่ทำให้สงสัยเกี่ยวกับที่มาที่ไปของคนที่ลึกลับในบันทึก โดยขอเพิ่มเติมบันทึกเพื่อแสดงตัวตนของผู้ที่ปิดได้ ระหว่าง "ผู้รู้" และ "คำถาม"  เพื่อให้ท่านผู้อ่านไม่เคลือบแคลงสงสัยว่าผู้ลึกลับนั้นเป็นใคร

ผู้รู้  คือ  เทพธิดา 3 องค์ จากชั้นจาตุมหาราชิกกะ เหตุการณ์เกิดเมื่อสมัยก่อนเทพธิดานี้นำน้ำทิพย์จากสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกกะ มาใส่ไว้ในบ่อโกสินารายณ์ จ.ราชบุรี ทำให้ชาวบ้านที่ดื่มน้ำหายไข้ หายโรคกันอยู่พักหนึ่ง เป็นข่าวฮือ ฮา ทางหน้าหนังสือพิมพ์ว่า บ่อนี้ศักดิ์สิทธิ์ โดยไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด (เป็นประวัติศาสตร์จริง เรื่องจริงที่สามารถสืบค้นย้อนหลังได้) 

ต่อมา "คำถาม" ที่ข้าพเจ้าเปรียบเทียบนั้น คือ พระอาจารย์เจ้าอาวาสวัดทุ่งสาธิต พระโขนง (เป็นชื่อวัดตามการเรียกของชาวบ้านสมัยนั้น) ชื่อ พระอาจารย์ศรีนวล ขณะนั้นเมื่อ 50 ปีที่แล้ว ท่านก็อายุประมาณ 30 ปี ท่านได้มีความสงสัยว่าบ่อน้ำนั้นศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไร จึงเข้าสมาธิไปดู พบว่า เทพธิดาทั้งสาม เป็นผู้กระทำ  ต่อมาจึงได้มีการไต่ถามกันว่า เป็นใคร มาจากไหน  ตกลงว่า เทพธิดาคือ  นางกำนัลในสมัยพระเจ้ามัลลกษัตริย์  ที่นางได้ขึ้นสวรรค์เพราะได้รับคำสั่งจากพระเจ้ามัลลกษัตริย์ให้นำพระกระยาหารไปถวายพระพุทธเจ้า ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะรับ สูกรมัทวะ  จึงได้พูดคุยเกี่ยวกับการปรินิพพานของพระพุทธเจ้าและบอกกับพระอาจารย์ถึงตำแหน่งที่ตั้งที่แท้จริงของ กุสินารา ตามที่ข้าพเจ้ากล่าวมาข้างต้น

สิ่งที่ข้าพเจ้าเล่ามาทั้งหมดนี้ ล้วนแล้วเป็นความจริงทั้งสิ้น ไม่ได้มีความอันแต่งขึ้นเพื่อบิดเบือน ด้วยกลัวอกุศลกรรมอันหนัก (กล่าวบิดเบือนพระศาสนา) จะตามทันข้าพเจ้า จึงอยากให้ท่านทั้งหลายวางใจในบันทึกนี้ และท่านอาจจะหาทางพิสูจน์ด้วยตัวท่านเองได้ในอนาคต