....บันทึกนี้ ได้รับแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์ในอดีต จากชวดของแม่ (ยายของพ่อของแม่) ชื่อ แม่ชีอรุณ ซึ่งได้สมาธิที่สามารถมองเห็นสิ่งที่ตามองไม่เห็นได้ สมัยก่อนอาศัยอยู่ชุมชนประตูน้ำ บริเวณก่อนที่จะเป็นแฟลตประตูน้ำ 3 หลัง ชาวบ้านแถบนั้นรู้จักกันเป็นอย่างดี (สมัยปี 2500) และเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการทำบุญของท่านนักอ่านทั้งหลาย....
ถ้าพูดถึงความเชื่อคนในยุคนี้ ส่วนมากจะค่อนข้างยึดติดไปในทางวัตถุกันเสียมาก ก็คือเชื่อ ในสิ่งที่ตนเองเห็นเท่านั้น ถ้าสิ่งที่ไม่เห็น ก็ไม่เชื่อ และไม่เคยฟังเรื่องราวที่มีผู้มีความรู้พิสูจน์ในสิ่งที่ตนไม่เห็น จึงสรุปว่าสิ่งที่ไม่เห็นไม่มีจริง (เป็นมิจฉาทิฏฐิ)
แล้วคนยุคก่อนเห็นอะไรถึงทำความดีกัน ? คำตอบก็คือ เห็นสวรรค์ เห็นเทวดา แล้วเทวดาอยู่ไหน? ไม่เห็นมาบอกเลยว่าตัวตนท่านมีจริงหรือ?
ในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าได้ตรัสพระสูตรไว้ในเรื่องวิมานวัตถุ เรียบร้อยแล้ว หากท่านผู้อ่านต้องการทราบโดยละเอียดให้อ่านในพระสุตตันตปิฎกได้
พระภิกษุรูปหนึ่งซึ่งเป็นอรรถกถาจารย์ท่านกล่าวว่า "ผู้ที่ศึกษาถูกทางจึงจะได้พบ ได้รู้จัก หากศึกษาไม่ถูกทางก็จะไม่ได้พบ ไม่ได้เห็น" แล้วท่านล่ะศึกษาถูกทางแล้วหรือยัง คำว่าถูกทางก็คือ ศึกษาการเข้าสมาธิจนถึงขั้น อัปปนาสมาธิ (ขั้นที่ได้ฌาณ) ก็จะมีความรู้และประจักษ์กับตนเองทีเดียว
ต่อไปจะขอนำเอาคำพูดบางคำที่ได้จากคำบอกเล่าของแม่ในการสนทนาระหว่างแม่ชีที่พิสูจน์มาแล้วและลูกศิษย์ใกล้ชิดขึ้นมาแสดง หากท่านต้องการทราบข้อเท็จจริงท่านต้องลองพิสูจน์ด้วยตนเองนะครับ
แม่ชี (อรุณ) : เทวดา ก็เหมือนคนทั่วไปนี่แหละ แต่ที่อยู่ที่อาศัยดูจะรื่นรมย์กว่าโลกนี้ ทำอะไรก็มีแต่ความสุข ไม่มีความทุกข์กายเลย
ลูกศิษย์ : แล้วทำไมเทวดาไม่เห็นมาหามาบอกบ้างเลยว่ามีจริง
แม่ชี : ก็เพราะโลกนี้สำหรับท่านมันเหม็นนะซี มาไม่ไหวถ้าไม่จำเป็นก็จะไม่มาเลย
ลูกศิษย์ : แล้วเขาแต่งตัวกันอย่างไรล่ะ
แม่ชี : เขาก็แต่งเหมือนเราๆ เนี่ยแหละ เสื้อผ้ามันเปลี่ยนไปตามยุคตามสมัยเอง
ลูกศิษย์ : แล้วเขากินอะไรล่ะยาย แล้วเขาต้องไปจ่ายตลาดด้วยหรือเปล่า
แม่ชี : พวกนี้เขาอิ่มทิพย์ ไม่หิวเหมือนพวกเราหรอก ตลาดของเขามีแต่พวงดอกไม้ ไม่มีของกินหรอก ของกินที่เกิดขึ้นก็เพราะเขาทำบุญเอาไว้ มันเลยไปเกิดขึ้นเอง ถ้ามีคนอุทิศส่วนกุศลไปให้ มันก็ไปบังเกิดหน้าวิมานของเขาเอง
ลูกศิษย์ : พระอินทร์ล่ะยาย มีไหม เจอบ้างไหม เหมือนกับภาพวาดหรือเปล่า
แม่ชี : พระอินทร์มีจริง แต่ไม่เหมือนในรูปหรอก ไม่ใช่ตัวเขียวๆ แต่เป็นเครื่องแต่งกายต่างหากที่สีเขียว มีจักรไว้ปราบพวกอันธพาลด้วย แต่ท่านไม่ใช้ ท่านใจดีมาก มันเลยกลายเป็นปลอกแขนของท่าน เวลามีใครเดือดร้อนให้อธิษฐานของร้องให้ท่านช่วย คำขอร้องมันก็จะไปขึ้นที่กระดานชนวน ที่ท่านนั่ง แล้วท่านก็จะช่วยเหลือ แต่ช่วยได้เฉพาะพวกที่ไม่ใช่เป็นกรรมมาแต่อดีตนะ
ลูกศิษย์ : แล้วสวรรค์มันมีกี่ชั้นล่ะยาย
แม่ชี : มี 6 ชั้น แต่ชั้นที่ 1 (จาตุมหาราชิกกะ) น่ะเป็นยักษ์ ซะเยอะ พวกดุๆ ทั้งนั้น แต่พวกนี้ทำบุญด้วยแต่ดุ พวกเทวดาทั่วๆไป จะอยู่ชั้นที่ 2 (ดาวดึงส์) พวกชั้นที่ 3 (ยามา) ชอบนั่งสมาธิตามป่า ตามไหล่เขา เอาแต่หลับตาทั้งวัน พวกชั้นที่ 4 (ดุสิต) เป็นพวกได้สำเร็จมรรคผลบ้างแล้ว เป็นพระโสดาบัน กันส่วนใหญ่ ถ้าพวกผู้หญิงก็จะแต่งตัวเป็นผู้ชายหมดเลย เป็นกฎของชั้นนี้ พวกชั้นที่ 5 (นิมมานรดี) นี้เป็นเทวดาทั่วไปแต่บุญมาก มีฤทธิ์มาก ส่วนพวกชั้นที่ 6 (ปรนิมมิตวสวตี) ยายไปไม่ได้ เพราะเทวดาชั้นที่ 5 เขาชี้ไปที่ดาวบนฟ้าว่า นั่นคือวิมานของชั้นที่ 6 มันสูงมากไป ยายเลยไปไม่ได้
ลูกศิษย์ : ทำไมยายไปไม่ได้ล่ะ
แม่ชี : ที่นั่นมันนอกโลกแล้ว ข้างบนมันมีลมสุริยะกั้นอยู่ ถ้าไม่มีฤทธิ์เหมือนเทวดาชั้นที่ 6 ไปไม่ถึงหรอก อีกอย่างหนึ่งพวกเทวดาชั้น 5 เขาบอกว่ายักษ์ทั้งนั้น ดุๆ ทั้งนั้นอยู่กันบนนั้น ฤทธิ์น้อยๆ อาจจะโดนแกล้งเอาได้
ลูกศิษย์ : แล้วพระยามารล่ะมีจริงหรือเปล่า
แม่ชี : มีจริงสิ แต่พระยามารกลับใจแล้วเป็นคนดีแล้ว แต่ยายไม่เจอเพราะขึ้นไปไม่ได้
ลูกศิษย์ : แล้วทำอย่างไรล่ะยาย ถึงจะได้มีวิมานเป็นเทวดาชั้นสูงๆบ้าง
แม่ชี : ต้องทำบุญสิ ช่วยเหลือพ่อแม่ เลี้ยงดูพ่อแม่ตลอดชีวิต ได้บุญมากเหมือนทำบุญกับพระอรหันต์ แล้วยังต้องทำบุญกับพระอีก ต้องทอดกฐิน ตักบารตรพระ ทำสังฆทาน บ่อยๆ ก็จะได้วิมานเอง
อันนี้เป็นตัวอย่างการสนทนาถึงเรื่องเทพ เทวดา นะครับ ต้องขอบอกว่าเป็นเนื้อความที่ไม่ได้แต่งขึ้นเอง และถ้าท่านผู้อ่านจะพิสูจน์นั้น แนะนำให้ทำตามพระเถราจารย์นะครับว่า ต้องศึกษาให้ถูกวิธี จึงสามารถพิสูจน์ได้
หากท่านผู้ใดเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อชีวิต และเมื่อทราบแล้วจะมีความเพียรต่อการทำบุญต่อไปก็ขออนุโมทนาด้วยครับ