กระจกความรัก ในช่วงชีวิตที่ผ่านมาของผู้เขียน ผ่านร้อน ผ่านหนาว ผ่านประสบการณ์ มีทั้งความสุขกับความทุกข์ปะปนคลุกเคล้ากันไป แต่ห่วงหนึ่งที่ ถ้าใครได้ตกอยู่สถานะตรงนั้นแล้วมักจะมองไม่เห็นตัวเองในมิติที่อยู่รอบตัว ตัวอย่างเช่นเพื่อนของผู้เขียนเอง เขาจะมองไม่เห็นตัวเองว่าในขณะนั้นได้ทำอะไรลงไป และมักจะลืมไปว่าตัวเองทำอะไรอยู่ ลืมตระหนักแม้กระทั่งผิดชอบชั่วดี ถึงแม้ว่าช่วงชีวิตที่ผ่านมาเขาจะเคยเป็นคนดีมากแค่ไหนก็ตาม ด้วยเหตุเพียงคำ คำเดียวส่งผลให้ความดีที่เคยทำมา "กลายเป็นศูนย์ หรือ จนกระทั่งติดลบ" คำคำนั้นช่างมีอำนาจเหนือจิตใจแห่งความดีงามนั้นมากมาย คำคำนั้นก็คือ "ความรัก" หรือ ด้วยเหตุผลนี้ทำให้เกิดประโยคที่ตามมาก็คือ “ความรักทำให้คนตาบอด” แต่ในความเป็นจริงผู้เขียนคิดว่า ความลุ่มหลงต่างหากที่ทำให้เขาลืมมองตัวเองในอีกด้าน และด้านอีกด้านนั้นซึ่งเขาไม่สามารถเห็นตัวเองได้ ต้องอาศัยคนรอบข้างที่จะคอยเป็นกระจกให้เขา ผู้เขียนได้มีโอกาสทำหน้าที่เป็นกระจกให้เขา ทำให้เขาหยุดคิดและทบทวนบทบาทหน้าที่ที่ผ่านมา ซึ่งผู้เขียนเข้าใจว่า ร้อยทั้งร้อย การที่เราเข้าไปตักเตือนเขาต้องมีเหตุที่ทำให้คู่รักของเขาไม่พอใจอย่างแน่นอน แต่ก็ต้องทำ เพื่อที่สิ่งเลวร้ายจะได้ไม่เกิดไปมากกว่านี้ วันต่อมา เขากลับมาและบอกกับตัวผู้เขียนว่า “ขอบใจ ขอบคุณที่ทำให้เขาเห็นอีกด้านของตัวเอง และเขาได้หยุดคิดทบทวนกับการกระทำที่ผ่านมา เขาได้รู้ว่าเขาเปลี่ยนไปจากที่ผ่านมา” และเขาได้ให้คำสัญญากับตัวผู้เขียนว่า “เขาจะปรับปรุงตัวใหม่และรู้จักรักให้เป็น เพื่อที่ความผิดพลาดจะได้ไม่เกิดซ้ำ” ผู้เขียนอยากฝากเรื่องนี้ไว้ให้กับทุกๆคน ที่กำลังมีความรักอยู่ อยากให้ตระหนักให้มากๆ เกี่ยวกับสถานะ หน้าที่ของตนเองว่า ตอนนี้อยู่ในสถานะไหน มีหน้าที่อะไร และที่สำคัญก็คืออย่าลืมคนรอบข้างของคุณซึ่งก็คือ พ่อแม่ คนที่ทำให้คุณมีวันนี้ คิดให้ลึกมองให้ไกล มองในทุกมิติ เพื่อชีวิตและความก้าวหน้าของอนาคต เพราะ ชีวิตคนเราไม่ได้แขวนอยู่บนเส้นด้าย แต่ก็ไม่ควรปฏิเสธ เพราะในอีกแง่ “ความรัก” เป็นสิ่งสวยงาม เพียงแต่รู้จักรักเป็น และถูกเวลา