ห้องเรียนกระบวนกรตอนที่ 365

มีคนถามผมว่า AI มันต่างจาก KM อย่างไร เขายังแยกไม่ออก ตอบดังนี้ครับ

1. AI คือกระบวนการค้นหาสิ่งดีๆ ที่ซ่อนเร้นอยู่ในระบบตัวคน องค์กร..โดยเเชื่อว่าทุกคน ทุกระบบมีเรื่องราวดีๆ ที่ซ่อนเร้นอยู่ รอการค้นพบและนำมา "ขยายผล" AI มีขั้นตอนดังนี้ครับคือ..Discovery เริ่มจากการตั้งคำถามว่าอะไรเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในระบบนั้น   เมื่อพบก็ตั้งคำถามต่อว่าสิ่งที่ควรจะเป็น หรือ Dream คืออะไร..เมื่อพบ..ก็เอามา Design หรือวางแผนให้สิ่งที่คิดมีโอกาสเป็นจริงที่สุด...สุดท้าย Destiny มา "ทำ" ให้เกิดจริง..นี่คือ AI มีแนวคิด และขั้นตอนดังที่กล่าวมาครับ  

ส่วน KM มีหลายทฤษฎีและ Model อีกนับ 100 ครับ เช่น The Theory of Organizational Knowledge Creation ของ Takeuchi กับ Nonaka

2. AI เติบโตมาพร้อมๆกับกระแสจิตวิทยาบวก (Positive Psychology) ส่วน KM เติบโตมาจากทฤษฎีความรู้เช่นงานของ Polanyi ว่าความรู้ไม่ได้มาจากเอกสาร ตำราอย่างเดียว (Explicit Knowledge) แต่มาจากประสบการณ์ (Tacit Knwoledge) แล้วก็มีการเจอปรากฏการณ์ในองค์กรเก่งๆ บริษัทระดับโลกว่าเขาก็สร้างความรู้ ใช้ความรู้ บริหารความรู้จากประสบการณ์ หรือความรู้ในหัว (Tacit Knowledge) นั่นแหละ เช่นบริษัทญี่ปุ่น (ดูหนังสือ Knowledge Creating Company)  

นอกจากนี้ยังเจอกระแส "วิตกจริต" ที่ว่า มีผู้เชี่ยวชาญทำงานมานาน ใช้ความรู้จากประสบการณ์ หาคนทำแทนก็ยาก ฝึกก็ยาก ข้ามวันข้ามคืนนี่ไม่ต้องพูดถึง หากท่านเกษียณ หรือเกิดตายขึ้นมา คนใหม่รับช่วงแทนไม่ได้..จะทำไง เพราะถ้าไม่ทำอะไร มันก็คือ "หายนะ" ชัดๆ นี่แหละจึงต้องจัดการดึงความรู้ ท่านเหล่านั้นไว้..เอามาใช้ เอามาต่อยอด 

3. เวลาทำ AI และ KM จะมีขั้นตอนคล้ายๆกันโดย AI เป็นการสัมภาษณ์ หรือถามคำถามที่ดีๆ ..สามารถทำได้กับคนสองสามคน หรือคนกลุ่มใหญ่..พูดง่ายๆ..คือกระบวนการทำ AI ในส่วน Discovery จะคล้ายๆกับกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ใน KM ครับ...แต่ AI จะเน้นการถามคำถามที่เป็นเชิงบวก หรืออะไรที่เป็นจุดเปลี่ยนครับ...ซึ่งถ้าในวง KM ถามอะไรแบบนี้ก็เท่ากับทำ Discovery แบบ AI อยู่ครับ..

4. การถามคำถามแบบ AI และ KM จะสามารถดึง Tacit Knowledge ออกมาได้..แต่ AI จะถามแบบเฉพาะเจาะจงมากๆ..ไม่ได้เน้นการเข้าหาความรู้ตรงๆ..แต่ถามจนเจอ "จุดเปลี่ยน" ของเหตุการณ์ที่จะกลายมาเป็นความรู้ Tacit Knowdge ในเวลาต่อมาครับ..

5. เท่าที่ผมประเมินทฤษฎี KM กับ AI ที่แทบจะเหมือนกันคือ The Theory of Organizatioal Knowledge Creation ครับ

    Discocvery ของ AI คล้ายกับ Socialization

    Dream คล้ายกับ Externalization

    Design คล้ายกับ Combination

    Destiny คล้ายกับ Internalization ครับ

6. ในส่วนของกลุ่ม AI Thailand ของพวกเรา (www.aithailand.org) เราใช้ AI แต่เนื่องจากเราเป็นชุมชนนักปฏิบัติ (CoP) ที่มีคนค่อนข้างมีคนเยอะ และตามพื้นฐานเดิมที่ผมสนใจ KM มาก่อน ผมได้ใช้ KM เป็นเหมือนหลักการบริหารชุมชนไปเลยครับ โดยเฉพาะ The Theory of Organizational Knowledge Creation ซึ่งดีมากๆ และเป็นอะไรที่ไม่ว่าคุณจะอยู่ในวงการไหน ..  KM ช่วยให้ทุกอย่างง่าย ทุ่นแรง ประหยัดต้นทุน (สุดขีด-แถมฟรี ขอให้มีเวลาเถอะ)

7. AI และ KM เป็นศาสตร์ที่ ถ้ายังทำไม่พอจะดูเหมือนกันครับ พอทำไปมากๆ..จะเริ่มเห็นความต่าง จุดอ่อน จุดแข็ง..และจะตอบได้เองว่า.."ไม่มีศาสตร์ไหน อยู่ด้วยตัวมันเองได้"..ผมเองเชื่อของผมว่า..ถ้าทำ KM แต่ต้้งโจทย์ไม่คมแบบ AI บางครั้งก็ไม่ได้อะไรครับ..แต่ทำ AI โดยไร้ KM ก็จะเสียเวลา ต้องทำอะไรซ้ำ..ต่อยอดไปได้ยากครับ..ไม่ไกลแน่นอน...

8. ผมในฐานะคนทำ AI เป็นหลัก..ผมมองว่า KM เหมือนเครื่องบินครับ..เครื่องบินใหม่ๆดีๆ..ที่ไม่ใช่จะขับยังไงก็ได้ครับ..จำเป็นต้องมีกัปตันที่เก่ง มองเส้นทาง มองปัญหาได้ตรง ได้คม..ซึ่งผมมองว่าตัวกัปตันคือ AI นั่นเอง  (อันนี้เป็นประสบการณ์ส่วนตัวครับ เพราะทำ AI กับ KM มานานเท่าๆกันคือราวๆ 5 ปี)....แต่ที่สุดแล้วไม่ว่าฝ่ายใดจะ "เทพ" ปานใด ก็ต้องไปด้วยกันอยู่ดีครับ 

9. ถ้าท่านสนใจ AI สามารถดาวน์โหลดหนังสือภาษาไทยของพวกเราได้ที่นี่ Click นี่เป็นหลักฐานยืนยันครับ เพราะผมอาศัย Gotoknow เล่าประสบการณ์การทำ AI เขียนไปเรื่อยๆตามอารณ์ศิลปินครับ เขียนมากๆเข้าก็เอามาถอดบทเรียน จัดระบบกลายเป็นหนังสือให้อ่านกันได้เฉยเลย..นี่ไงครับ KM นั่นเอง..

......

คุณล่ะ คิดอย่างไร