สำนักข่าวรอยเตอร์ตีพิมพ์เรื่อง 'Most patients don't need extra tests for diagnosis' = "คนไข้เกือบทั้งหมดไม่ได้ต้องการตรวจพิเศษเพื่อการวินิจฉัย" หรือ "การวินิจฉัยโรคเกือบทั้งหมดไม่จำเป็นต้องตรวจพิเศษ", ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟังครับ
.
การศึกษาใหม่จากอิสราเอลพบว่า การซักประวัติและตรวจร่างกายช่วยให้หมอวินิจฉัยโรคได้เป็นส่วนใหญ่ โดยไม่ต้องตรวจพิเศษ เช่น เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (computed tomography / CT) ฯลฯ
.
คนไข้ที่ไปตรวจที่ห้องฉุกเฉิน (ER) ได้รับประโยชน์จากการตรวจพิเศษ เช่น CT, อัลตราซาวนด์ (ultrasounds = การตรวจคลื่นเสียงความถี่สูง) ฯลฯ ประมาณ 1/3 ของทั้งหมด
.
การส่งตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT) มากเกินจำเป็นทำให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลมากขึ้น แถมยังได้รับความเสี่ยงจากรังสีมากขึ้น เช่น เสี่ยงมะเร็งในระยะยาว ฯลฯ
.
อ.ดร.อามิ แชตต์เนอร์ และคณะ จากมหาวิทยาลัยแคปแปลน รีโฮวอต อิสราเอล ทำการศึกษาคนไข้ที่เข้ารับการรักษาในห้องฉุกเฉิน (ER) และคนไข้ใน 442 คนในช่วง 2 เดือน
.
ผลการศึกษาพบว่า
- การวินิจฉัยโรคที่ถูกต้องอาศัยประวัติ ตรวจร่างกายเกือบ 60%
- อาศัยประวัติ ตรวจร่างกาย แลบ (lab. = การตรวจทางห้องปฏิบัติการ) คือ ตรวจเลือด ปัสสาวะพื้นฐาน = มากกว่า 90%
- คนไข้ที่ต้องตรวจพิเศษ ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT) ส่วนหัว โดยเฉพาะคนไข้อุบัติเหตุ หรือสงสัยหลอดเลือดสมองแตก-ตีบตัน มีประมาณ 1/6; คนไข้ที่ต้องตรวจ CT ได้รับประโยชน์จากการวินิจฉัยประมาณ 1/3
สหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีการฟ้องร้องหมอมาก มีการส่งตรวจพิเศษมาก เพื่อป้องกันความผิดพลาด ทำให้ค่าใช้จ่ายสุขภาพสูงขึ้นมาก
.
ค่าใช้จ่ายสุขภาพในสหรัฐฯ จ่ายโดยนายจ้าง ผ่านบริษัทประกันภัย ทำให้นายจ้างในสหรัฐฯ เลือกการเลิกจ้าง หรือย้ายโรงงานออกนอกประเทศ เช่น เม็กซิโก ฯลฯ และส่งผลทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่ค่อยดี
.
สหรัฐฯ มีประชากร 302.2 ล้านคน, ทว่า... ในปี 2007/2550 มีการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT) มากถึง 72 ล้านครั้ง = ตรวจประมาณ 1 ครั้งต่อประชากร 4 คน/ปี [ PRB ]
.
คนไข้และญาติมีส่วนช่วยหมอวินิจฉัยโรคได้ โดยการใส่ใจสุขภาพ จดบันทึกว่า ป่วยเป็นโรคอะไร ใช้ยาอะไร
.
ตัวอย่างเช่น ถ้าเป็นโรคเรื้อรัง (ความดันเลือดสูง เบาหวาน ฯลฯ) มักจะมีสมุดประจำตัว ขอให้นำติดตัวไปทุกครั้ง ใช้ยาอะไร, ขอให้นำใส่ถุงไปโรงพยาบาลด้วย ฯลฯ จะทำให้การวินิจฉัยโรคแม่นยำขึ้นมาก
.
คนสูงอายุที่ไปโรงพยาบาลไม่ควรบ่นเพ้อไปเรื่อย ควรตั้งสติไว้ ตอบให้ตรงคำถาม เนื่องจากโรงพยาบาลรัฐทุกวันนี้รองรับคนไข้จำนวนมาก และมีเวลาจำกัด (หมอมีเวลาตรวจเฉลี่ย 2-4 นาที/ราย)
.
ตำรวจมีส่วนช่วยหมอวินิจฉัยโรคได้ โดยการสุ่มตรวจแอลกอฮอล์ในลมหายใจให้บ่อย และพิจารณาออกกฏหมายบังคับตรวจแอลกอฮอล์ในคนไข้อุบัติเหตุทุกราย เพื่อรายงานให้ตำรวจดำเนินคดีกับคนที่เมาแล้วขับ
.
การตรวจแอลกอฮอล์มีส่วนช่วยลดอุบัติเหตุได้อย่างมากมาย
.
คนไข้ที่เมาส่วนใหญ่ให้ประวัติวนไปวนมา สับสน และโกหกบ่อยกว่าคนที่ไม่เมา ทำให้ความแม่นยำในการวินิจฉัยโรคต่ำลงไปมาก ทำให้คนไข้ท่านอื่นๆ ที่รอตรวจเสียเวลาไปโดยไม่จำเป็น
.
คนไทยมีส่วนช่วยพัฒนาระบบบริการสุขภาพได้ โดยการสนับสนุนให้มีการผลิตบุคลากรขาดแคลนเพิ่ม โดยเฉพาะหมอฟัน-พยาบาล ควรเพิ่มการผลิต 3 เท่า ฯลฯ
.
ควรส่งเสริมให้ ม.รามฯ, ม.ราชภัฎ, ม.ราชมงคล และสถาบันที่เปิดสอนสายวิทยาศาสตร์ ร่วมผลิตพยาบาลกับโรงพยาบาลทุกแห่ง
.
ถึงตรงนี้... ขอให้ท่านผู้อ่านมีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ
.
- Thank Reuters > SOURCE:bit.ly/psJFk7Archives of Internal Medicine, online August 8, 2011.
- นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ รพ.ห้างฉัตร ลำปาง. 13 สิงหาคม 2554. ยินดีให้ท่านนำบทความทั้งหมดไปใช้ได้ > CC: BY-NC-ND.
- ข้อมูลทั้งหมดเป็นไปเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ ไม่ใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรค; ท่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูงจำเป็นต้องปรึกษาหมอที่ดูแลท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้.
>