ภูมิปัญญาข้าว
ลักษณะบ้านอมลอง ต.แม่สาบ อ.สะเมิง เป็นบ้านที่อยู่บนพื้นที่สูงมีภูเขาโอบล้อมเป็นการอยู่ร่วมกันระหว่างไทลื้อ ปะกากะยอ และไทยวน ส่วนบ้านยั้งเมิน ต.ยั้งเมิน อ.สะเมิง เป็นบ้านที่อยู่บนพื้นที่สูงมีภูเขาโอบล้อม เป็นการอยู่ร่วมกันระหว่างไทใหญ่ และไทยวน ทั้งสองเป็นหมู่บ้านเกษตรกรที่พัฒนาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และยังคงสืบทอดวัฒนธรรมภูมิปัญญาชุมชนจากรุ่นสู่รุ่น โดยเฉพาะภูมิปัญญาข้าวพืชหลักของชุมชน ทั้งเกี่ยวกับพิธีกรรม ความเชื่อ การเพาะปลูก การดูแลรักษา การเก็บเกี่ยว และการคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้
ก. ภูมิปัญญาด้านการเลือกสรรและใช้ปัจจัยการผลิต
ลักษณะพื้นที่ของชุมชนที่อยู่ท่ามกลางภูเขาสูง ทำให้มีพื้นที่ลุ่มสำหรับการทำนาไม่มากนัก และลักษณะที่นาเป็นลักษณะไร่ขนาดเล็กแบ่งระดับตามลักษณะสูงต่ำของที่ดิน จากการศึกษาการถือครองที่ดินเพื่อการทำนาของทั้งสองหมู่บ้านพบว่า คนที่ถือครองที่นามากที่สุด คือ 11 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 2. 83 รองลงมาคือ 7 -10 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 9.43 จำนวน 4 – 6 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 35 จำนวน 1 -3 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 45 สภาพที่ดินส่วนใหญ่กระจายอยู่ตามบริเวณที่ราบระหว่างไหล่เขา ไม่ได้รวมเป็นผืนใหญ่เช่นที่ดินของเกษตรกรในพื้นที่ราบทั่วไป ท่ามกลางข้อจำกัดของพื้นที่ ชาวนาจำต้องดูแลรักษาความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ทำกินของตนเองด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น หลักการเก็บเกี่ยวข้าว ชาวนาจะไม่เผาตอฟาง หากแต่จะเก็บไว้คลุมหน้าดินสำหรับการปลูกหอมกระเทียม และจะปลูกพืชหมุนเวียนจำพวกถั่วลิสง หรือถั่วเหลือง โดยการปลูกถั่วเหลืองจะใช้วิธีการเหยียบล้มตอฟาง ใช้ไม้กระทุงดินบริเวณตอฟางเพื่อหยอดเมล็ดถั่วเหลือง ตอฟางจึงหมักหมมในดินกลายเป็นปุ๋ยบำรุงดิน พร้อมทั้งมีพืชจำพวกถั่วคอยตรึงธาตุไนโตรเจนให้แก่ดิน และครั้นถึงฤดูกาลไถนาเพื่อปลูกข้าว ชาวบ้านจะใช้วิธีการปล่อยน้ำเข้านา ทิ้งให้ดินอ่อนตัวและต้นวัชพืชตาย จากนั้นจึงไถกลบทำให้เกิดปุ๋ยโดยธรรมชาติ
ชาวนาจะมีการเลือกใช้พันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับดิน โดยพันธุ์ข้าวที่ปลูกในปัจจุบันคือ พันธุ์ข้าวเบา เช่น ข้าวเหนียว ข้าวขาว ข้าวเหมยนอง แต่จากการรวบรวมพบว่า ในชุมชนมีข้าวจำนวน 20 สายพันธุ์ ชาวนาเคยปลูกข้าวทั้งนี้ชาวนาจะมีการคัดเลือกพันธุ์ข้าว จากเลือกต้นข้าวที่สมบูรณ์ รวงข้าวเต็ม เมล็ดสวย น้ำหนักดี และมีรสชาติดี โดยจะคัดเลือกจากไร่นาของตนเอง หรือจากของเพื่อนชาวนาในพื้นที่ ซึ่งชาวนาสามารถรู้ได้ว่า ที่นาใครมีพันธุ์ข้าวดี จากการแลกเปลี่ยนแรงงานระหว่างกัน หรือที่เรียกว่า เอามื้อเอาวัน สำหรับจะมีการซื้อขายพันธุ์ข้าวในราคาเดียวกับข้าวที่บริโภค กล่าวคือ ขณะที่ชุมชนภายนอกจะมีการซื้อขายเมล็ดพันธุ์ข้าวในราคากิโลกรัมละ 25 บาท แต่ในหมู่บ้านทั้งสองแห่งจะขายในราคาข้าวเพื่อกินราคากิโลกรัมละ 15 บาท โดยเหตุผลว่า เพื่อแบ่งปันระหว่างกัน เพราะชาวนาจะมีการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ทุก 3 ปี
ทั้งนี้พบว่า ชาวนาจะนิยมการเลือกปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมือง ด้วยสาเหตุขนาดความสูงของลำต้นพอดี ไม่เตี้ยเพราะทำให้ไม่สะดวกต่อการเกี่ยวข้าว และไม่เอื้อประโยชน์ในการใช้ประโยชน์จากฟางข้าวเพื่อการคุมดินในการปลูกหอมกระเทียม หรือเป็นอาหารสำหรับวัว ที่สำคัญข้าวต้นสั้นเวลาต้นข้าวล่มจะทำให้ชิดดิน เมล็ดข้าวสกปรก หรือเมื่อเกี่ยวข้าวฟาดตอฟางรอให้แห้ง หากมีปัญหาฝนตกน้ำท่วมขังข้าวจะเปียก รวงข้าวจะจมน้ำ
สำหรับการจัดการระบบน้ำเพื่อการทำนา ชาวนายังคงยึดระบบเหมืองฝาย เพื่อการจัดสรรน้ำระหว่างกัน มีการเลือกแก่เหมืองแก่ฝาย เพื่อทำหน้าที่จัดสรรน้ำ ดูแลระบบเหมืองฝายให้สมบูรณ์ โดยแก่เหมืองแก่ฝายนี้ จะคัดเลือกจากคนที่เป็นคนดี มีความเสียสละ มีความยุติธรรม และได้รับการยอมรับนับถือจากคนในชุมชน ช่วงเวลาที่เปลี่ยนผ่านจากฤดูร้อนเข้าสู่ฤดูฝน แก่เหมืองแก่ฝายจะร่วมกับแกนนำชุมชน ประกาศเชิญชวนให้ชาวนาแต่ละครัวเรือนมาร่วมกันพัฒนาแผ้วถางเหมืองฝายของหมู่บ้าน เพื่อรองรับการไหลของน้ำในฤดูฝน สำหรับเขาสู่ที่นา ครั้นพอช่วงเดือนเก้า(มิถุนายน) ก็จะมีพิธีกรรมเลี้ยงผีเหมืองฝาย เพื่อการได้พบปะพูดคุยเกี่ยวกับลักษณะการใช้น้ำและร่วมกันซ่อมแซมบริเวณเหมืองฝายที่ชำรุด
ในส่วนของเครื่องมือเพื่อการผลิตข้าวของคนในชุมชนพบว่า มีการใช้เทคโนโลยีดั้งเดิมผสมผสานกับเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างเหมาะสม เช่น การทำนาแต่เดิมใช้แรงงานควายก็ปรับเปลี่ยนเป็นรถไถนาเดินตาม การฟาดข้าวออกจากรวง ชาวบ้านจะใช้ครุเป็นเครื่องมือสำหรับการรองไม้ที่พาดสำหรับการฟาดรวงข้าว ครุคือ อุปกรณ์ที่ใช้ไม้ไผ่จัดสานละเอียดเป็นรูปคล้ายตะกร้าที่มีก้นแคบปากกว้าง มีขนาดประมาณ 2 * 2 เมตรและใช้ขี้ควายทาโดยรอบเพื่ออุดรอยรั่ว ชาวนาใช้วิธีการเคลื่อนย้ายครุตั้งเป็นจุดตามตำแหน่งที่นำข้าวมากองรวมไว้ ปัจจุบันพบว่า หลายครัวเรือนเริ่มปรับเปลี่ยนคือ นำเอาแนวคิดการทำตารางสำหรับตีข้าว ซึ่งแต่เดิมใช้วิธีการปรับพื้นที่นาให้ราบใช้ค่อนทุบให้เรียบแน่น จากนั้นใช้ขี้ควายทาพื้นทิ้งไว้ให้แห้ง หรืออาจใช้เสื่อกะลาปูพื้น (เสื่อซึ่งใช้ไม่ไผ่สาดเป็นลวดรายละเอียด) จากนั้นใช้แคร่ไม้ตั้งวางสำหรับฟาดรวงข้าว เมื่อฟาดเสร็จก็กวาดข้าวใส่ครุ หรือกระสอเพื่อนำสู่ยุ้ง โดยเมื่อไม่เลี้ยงควายก็ไม่มีวัสดุสำหรับทำตาราง จึงปรับใช้ผืนผ้าใบปูพื้นนาที่ได้รับการปรับถางให้เตียนและใช้ไม้แคร่วางสำหรับการฟาดรวงข้าว ซึ่งชาวบ้านบอกว่า วิธีการนี้สะดวกต่อการขนอุปกรณ์ และมีแนวโน้มว่า จะได้รับความนิยมสูง ทำให้ครุที่ใช้ฟาดข้างเริ่มลดหมายจากชุมชน หลังจากการฟาดข้าวชาวนาต้องมีการทำความสะอาดข้าวเปลือก ที่เรียกว่า ฟัดข้าวเฟื้อน แต่เดิมชาวบ้านจะใช้อุปกรณ์คือ ก๋า หรือ วี สำหรับพัดข้าวเฟื้อน แต่ปัจจุบันชาวบ้านมีการปรับใช้ใบพัดลมเก่ามาติดตั้งกับอุปกรณ์เครื่องตัดหญ้า สามารถสร้างแรงเปล่าข้าวเฟื้อนได้รวดเร็วและสะดวกกว่า
จึงอาจกล่าวได้ว่า อุปกรณ์การผลิตข้าวของชุมชนมีการปรับเปลี่ยนไปตามบริบททางสังคม เช่น อดีตควายเคยเป็นเพื่อนสำคัญในการทำนา อุปกรณ์แอก ไถ คราด เป็นสิ่งสำคัญเช่นกันแต่เมื่อปรับเปลี่ยนเป็นรถไถเดินตาม อุปกรณ์เหล่านี้จึงถูกทิ้งไว้ใต้ยุ้งข้าวหรือ หากยุ้งข้าวไม่มีใต้ถุนสูงเช่นอดีต อุปกรณ์เหล่านี้อาจกองในมุมใดมุมหนึ่งของใต้ถุนบ้าน เช่นเดียวกับการทำตารางหรือการใช้ครุฟาดข้าวก็เปลี่ยนเป็นผืนผ้าใบ
ข. ภูมิปัญญาด้านการผลิตข้าว
เริ่มจากการเตรียมที่ดินสำหรับการหว่านกล้าข้าว ชาวนาจะทำพิธีแฮกนา โดยการหาฤกษ์วันดี เว้นวันปากสัตว์ เพราะเชื่อว่า หากฤกษ์ไม่ดีตรงกับวันปากสัตว์ จะทำให้เกิดความเดือดร้อนจากสัตว์ เช่น เกิดปัญหาปูกัดกินต้นข้าว ปัญหานก และแมลงต่าง ๆ โดยการพิธีกรรมการแฮกนาเป็นการบูชาเจ้าที่ซึ่งรักษาที่นาบริเวณนั้น เพื่อขออนุญาตใช้ที่ดินและขอความคุ้มครองใช้ช่วยดูแลผลผลิตให้อุดมสมบูรณ์ไม่ให้สัตว์มารบกวน ทั้งนี้ชาวบ้านเชื่อว่า หากปฏิบัติตามข้าวจะงอกงามดีไม่มีแมลงหรือสัตว์รบกวน นัยยะเช่นนี้อาจหมายถึงภูมิปัญญาของชุมชนที่เรียนรู้ถึงวัฎจักรชีวิตของสัตว์ ช่วงเวลาใดที่มีผลต่อการเจริญพันธุ์ ส่วนการหาฤกษ์สำหรับการปลูกหรือดำนานั้นไม่มี
นอกจากนี้ ชาวบ้านยังนิยมปลูกข้าวก่ำหรือข้าวเหนียวแดงซึ่งเป็นข้าวพื้นบ้านของทางล้านนา มีลักษณะเด่นคือ มีสีม่วงดำทั้งลำต้นและเมล็ด โดยจะถือว่า การแฮกนาต้องปลูกข้าวก่ำที่หัวไร่ (ตรงช่องปลายน้ำเข้านา) เพราะเชื่อว่าจะช่วยป้องกันโรค และแมลง ที่จะมารบกวนต้นข้าวในนาได้ เพราะถือว่า ข้าวก่ำเป็นพญาข้าว ช่วยไล่ให้ข้าวเจริญงอกงามดี และเมื่อศึกษาถึงภูมิปัญญาเกี่ยวกับใช้ประโยชน์จากข้างพบว่า ข้าวก่ำมีการใช้ประโยชน์ในแง่ของการองค์ประกอบของยาสมุนไพรชุมชนสำหรับการบำรุงเลือด และใช้ทำเป็นขนมพื้นเมืองเช่น ข้าวแต๋น(นางเล็ด) ถั่วแปป ข้าวมัน (ข้าวเหนียวมูน)
สำหรับการดูแลรักษาข้าวในนา เมื่อข้าวมีอายุประมาณ 2 เดือน จะมาการกำจัดวัชพืช เรียกว่า ถอนหญ้านา ซึ่งวัชพืชในนามีหลายชนิด บางชนิดนำมาเป็นอาหารได้ เช่น ผักแว่น ซึ่งเป็นพืชน้ำ ลำต้นเลื้อยไปตามดินมีรสชาติจืด มีคุณสมบุติเป็นยาแก้ร้อนใน บำรุงตา นิยมนำมาจิ้มน้ำพริก แกงจืด และผักจุมปา (ผักปอด) ซึ่งเป็นพืชน้ำลำต้นอวบน้ำ มีรสขมเล็กน้อย มีคุณสมบัติทางยาในการบำรุงธาตุ แก้ไข รักษาเลือด ชาวนานิยมนำมาลวกจิ้มน้ำพริกและนำมาผัด ปัจจุบันยังพบว่า มีการปลูกผักแว่นขายเพื่อเป็นอาหารตลอดปีและเป็นรายได้
เมื่อข้าวใกล้ออกรวง ชาวบ้านจะคอยระวังข้าวดีดซึ่งเป็นข้าววัชพืชที่มีลักษณะเหมือนต้นข้าวจนแยกไม่ออก ข้าววัชพืชหรือข้าวดีด เกิดจากการผสมข้ามระหว่างข้าวป่าที่พบทั่วไปในธรรมชาติ กับข้าวปลูก เกิดเป็นลูกผสมที่มีการกระจายตัวของลูกหลาน ออกเป็นหลายลักษณะ ซึ่งเป็นลักษณะที่ชาวนาไม่ต้องการ คือ เปลือกเมล็ดสีดำหรือลายน้ำตาลแดง เมล็ดข้าวสารมีสีแดง ปลายเมล็ดมีหางและเมื่อสุกแก่เมล็ดจะร่วงก่อนเก็บเกี่ยวข้าว ข้าวดีดเป็นข้าววัชพืชที่เจริญเติบโตได้รวดเร็ว และสูงข่มข้าวปลูกในระยะแตกกอ ข้าวดีดจะทำให้คุณภาพข้าวลดลง เพราะเมล็ดขาวสารแดงที่ปนอยู่ ชาวนาถูกโรงสีตัดราคาเกวียนละ 200 - 800 บาท ตามเปอร์เซ็นต์ของข้าวแดงที่ปน หากมีข้าววัชพืชปนเป็นจำนวนมาก โรงสีจะไม่รับซื้อ ชาวนาต้องนำไปขายเป็นข้าวเลี้ยงเป็ด และไก่ ในราคาถูกถังละ 30 - 50 บาท
นอกจากนี้ หากเกิดปัญหาหนอนแมลงมากัดกินต้นข้าว ชาวนาจะใช้วิธีการส่งสะตวงเชิญสัตว์ที่มารบกวนข้าว โดยจะใช้ต้นกล้วยมาทำเป็นภาชนะรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสเรียกว่า สะตวง จากนั้นใช้ดินเหนียวปั้นสมมติรูปเป็นสัตว์ชนิดต่าง ๆและใส่อาหาร ขนม น้ำ ลงในสะตวง พร้อมทั้งใช้ไม้ไผ่ทำชั้นเล็ก ๆ สูงระดับอก ปักลงกลางนา สำหรับวางสะตวงและให้พ่อหนานในหมู่บ้านกล่าวคำบูชาเทวดา เชิญมารับของเซ่นไหว้และขอให้นำสัตว์ที่มากินต้นข้าวออกไปจากนา จากนั้นไม่เกินสองวันพวกหนอนก็จะหายไป ทั้งนี้ชาวบ้านเชื่อว่า ต้องไม่ใช้สารเคมีทำร้ายพวกสัตว์ต่าง ๆ หากทำร้ายสัตว์แล้วการเซ่นไหว้จะไม่ได้ผล สำหรับพิธีกรรมนี้ยึดถือปฏิบัตินับจากอดีตตราบปัจจุบัน นัยยะของการทำสะตวงเชิญสัตว์นี้ อาจแสดงถึงภูมิปัญญาของชุมชนในการสังเกตวงจรชีวิตของสัตว์ตามธรรมชาติ ซึ่งมีช่วงเวลาและมีสัตว์ที่เป็นตัวห้ำตัวเบือน ซึ่งควบคุมกันโดยธรรมชาติ หากมีการใช้สารเคมีก็จะเป็นการไปทำลายวัฎจักรการควบคุมโดยธรรมชาติ พร้อมกันนี้ แสดงถึงสำนึกของการอยู่ร่วมกับสรรพสิ่งในฐานะที่มนุษย์เป็นศูนย์กลางที่เชื่อมโยงหลายสิ่งเข้าด้วยกันอย่างเกื้อกูล การเคารพจิตวิญญาณธรรมชาติ การบุชาเซ่นสรวงมิได้หมายถึงการยอมจำนน หากแต่เป็นการต่อรองเพื่อการอยู่ร่วมอย่างสมานฉันท์ มิใช่นัยยะของการอหังการ์ต่อสิ่งแวดล้อมเช่นวิถีสังคมบริโภคนิยม
เช่นเดียวกับลักษณะพื้นที่เพื่อการทำนาของชาวนามีจำนวนไม่มากและกระจายตามบริเวณต่าง ๆ ทำให้ชาวบ้านสามารถแลกเปลี่ยนแรงงานระหว่างกัน ตั้งแต่การหว่านกล้า การปลูกและการกำจัดวัชพืช โดยหมุนเวียนช่วยเหลือระหว่างกัน ทำให้ไม่ต้องรีบเร่งให้เก็บเกี่ยวเสร็จพร้อมกัน เพราะกังวลว่า ที่นาตนอยู่ด้านใน ทำให้ไม่สามารถขนข้าวผ่านที่นาซึ่งยังไม่ได้เก็บเกี่ยว และวิธีการแลกเปลี่ยนแรงงานระหว่างกัน สะท้อนถึงความสามัคคี การเสมอภาค เกื้อกูลไม่เอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกัน ดังนั้นการวันมื้อเอาวัน จึงเป็นวัฒนธรรมชุมชน ที่เป็นเกลียวถักร้อยชุมชนให้มีความผูกผันระหว่างกัน เป็นฐานสำคัญสำหรับความร่วมพลังในด้านต่าง ๆ ซึ่งเป็นการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน
เมื่อสอบถามถึงหน่วยนับจำนวนที่นา พบว่า แต่เดิมคนในชุมชนจะถามว่า มีนามาก น้อยเพียงใด จะถามว่า ทำนากี่ต๋าง เพราะต๋างเป็นภาชนะสำหรับการตวงเมล็ดข้าว มีขนาดใหญ่กว่าถัง จึงจัดเป็นหน่วยนับ โดยการหว่านข้าวกล้า ชาวนาจะคำนวณว่า พันธุ์ข้าวจำนวน 1 – 1.5 ต๋าง จะสามารถปลูกข้าวได้ 3 – 4 ไร่ ดังนั้นหากใครทำนาหลายต๋างก็หมายถึงมีนามากนั้นเอง ซึ่งวิธีการนี้เกิดจากการการทำนาแบบนาดำ ในขณะที่นาหว่านใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวมากกว่านาดำประมาณเกือบสองเท่า ด้วยเหตุนี้ชาวบ้านจึงไม่นิยมทำนาหว่าน
อนึ่งการเกี่ยวข้าว พบว่า ชาวบ้านยังใช้เคียวสำหรับเกี่ยวข้าว เกี่ยวเสร็จก็นำข้าวผึ่งบนตอให้แห้งประมาณ 3 – 4 วัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณของแสงแดด โดยชาวบ้านจำทดสอบว่า ข้าวแห้งพอดีโดยการแกะดูสีของเมล็ด และสังเกตจากน้ำหนักของต้นข้าวที่แห้งเบาขึ้น จากนั้นชาวบ้านจำนำต้นข้าวไปกองรวมเป็นจุด ๆ เรียกว่า การเมาะข้าว เพื่อรอการฟาดหรือตีข้าว สำหรับการฟาดหรือตีข้าวนั้น แต่เดิมชาวบ้านนิยมใช้ครุเป็นภาชนะรองการฟาดและใช้สาดกะลาปูข้างล่างเพื่อรองรับเมล็ดข้าวที่กระเด็น ปัจจุบันนี้นิยมใช้ผ้าใบหรือผ้าเต๊นฑ์ปูรองแทนสาดกะลาและใช้แคร่ว่างเพื่อฟาดข้าว ข้าวที่ฟาดเสร็จก็รอการพัดเอาเศษเจือปนออก แต่เดิมนิยมใช้ก๋าสำหรับพัดวี ปัจจุบันชาวบ้านสร้างนวัตกรรมเอง โดยใช้เครื่องหญ้ามาติดตั้งใบพัดลม จากเครื่องเก่าที่ชำรุดแล้ว ซึ่งพบว่า มีแรงเป่าสูง สามารถลดแรงงานคนได้จำนวนมาก อีกสองสิ่งที่หายไปชุมชนคือ ควาย ซึ่งถูกแทนที่ด้วยรถไถนาเดินตาม และกระปุงหรือเปี๊ยด ที่แทนที่ด้วยกระสอบพลาสติก แต่เดิมกระปุงถือเป็นสิ่งมีค่า โดยกระปุงหนึ่งคู่แลกกับข้าวเปลือกหนึ่งหาบ
ค. ภูมิปัญญาด้านการสร้างระบบและรูปแบบความเชื่อประเพณีและพิธีกรรมเกี่ยวกับข้าว
จากการศึกษาพบว่า ชาวนาบ้านอมลอง และยั้งเมิน มีระบบรูปแบบความเชื่อ ประเพณีและพิธีกรรมมาจากเหตุปัจจัยหลายประการ ที่สะท้อนให้เห็นถึงพลังของวัฒนธรรมข้าว ซึ่งสามารถจำแนกได้ดังนี้
ประเพณีพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา ชาวนาทั้งสองตำบลมีความยึดมั่นในพระพุทธศาสนามาช้านาน ข้าวเป็นปัจจัยสำคัญที่ชุมชนในสื่อแสดงถึงความศรัทธาในพระพุทธศาสนา และธรรมเนียมที่ถือปฏิบัติ เช่น การใส่บาตรข้าวหิ้งพระ หรือ ใส่ข้าวปู่จา ทุกเช้าหลังจากนึ่งข้าวสุก ก่อนเก็บข้าวใส่กระติ้บข้าวเพื่อไว้กิน ชาวบ้านจะนิยมนำข้าวสุก แบ่งใส่จานเล็ก ๆ ไปวางที่หิ้งพระพุทธรูปของบ้าน เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ทั้งนี้ชาวนาในล้านนาเชื่อว่า ผู้ที่สมควรบริโภคข้าวที่สุกเป็นคนแรก คือ พระพุทธเจ้า ซึ่งสะท้อนความศัรทธาสูงสุดต่อศาสนา
วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสี่เหนือหรือสี่เป็ง(เดือนมกราคม)ของทุกปี เมื่อเสร็จสิ้นฤดูเก็บเกี่ยวแล้ว ชาวนาจะนำข้าวเปลือก ข้าวสารที่ได้จากการปลูกมาถวายพระในวัด เรียกว่า “การทำบุญตานข้าวใหม่” เพราะชาวบ้านเชื่อกันว่า“กินก่อนตาน(กินก่อนทำบุญไม่ดี)” ต้องถวายพระก่อนทั้งยังเป็นการระลึกถึงบุญคุณของอำนาจศักดิ์สิทธิ์ จึงอุทิศกุศลไปถึงเทวดา ผีขุนน้ำ และปู่ย่าตายาย พ่อแม่ที่เป็นเจ้าของไร่นามาแต่เดิม โดยการนำเอาข้าวเปลือก ข้าวสาร ข้าวสุก ข้าวหลาม พร้อมอาหารคาวหวาน มาถวายพระ สำหรับข้าวเปลือกนั้น วัดสามารถนำไปขายเป็นปัจจัยบำรุงวัด พร้อมกันนั้นจะนำข้าวไปขัดสีแล้วไปมอบให้พ่อแม่รับประทาน ประเพณีตานข้าวใหม่มีลักษณะคล้ายคลึงกับประเพณีข้าวล้นบาตรของภาคกลางหรือบุญข้างประดับดินของภาคอีสาน
ความเชื่อประเพณีและพิธีกรรมเกี่ยวกับบุคลาธิษฐาน ซึ่งเป็นความเชื่อเกี่ยวกับเจ้าที่ รุกขเทวดา ผี เรื่องธรรมชาติ หรือสิ่งเหนือธรรมชาติที่ชุมชนสร้างขึ้น เพื่อให้เกิดการปฏิบัติบูชาในลักษณะต่าง ๆ อันแสดงถึงความกตัญญูรู้คุณ เช่น ความเชื่อเรื่องแม่โพสพ ชาวบ้านเชื่อว่า แม่โพสพเป็นเทพธิดาแห่งข้าว คอยบันดาลความอุดมสมบูรณ์ให้ข้าวเจริญงอกงาม ดังนั้นต้องปฏิบัติต่อข้าวด้วยความเคารพ จึงนำมาสู่พิธีกรรมเกี่ยวกับข้าวเช่น การเชิญข้าวสู่ยุ้ง โดยชาวนาจะหาฤกษ์จากตำราว่าด้วยผีกินข้าว เพื่อหาฤกษ์ดีว่า วันไหนดี เพราะ หากได้ฤกษ์ไม่ดีตกวันผีกินข้าวมักจะมีปัญหาข้าวหมดเร็วและข้าวไม่พอกิน
หลังจากนำข้าวเปลือกใส่ยุ้ง ชาวบ้านมีการกำหนดวันนำข้าวเปลือกออกจากยุ้งเพื่อไปขัดสี เรียกว่า วันจกข้าว หลังจากนำข้าวใส่ยุ้งฉาง ก่อนการตักข้าวเปลือกใหม่มาใช้ ชาวบ้านจะใช้ทัพพีตักข้าวใส่กระปุงหรือถัง ก่อนจะใช้ภาชนะอื่นตักข้าว และวันจกข้าวครั้งแรกต้องดูกฤษ์ระหว่างไม่ให้เป็นวันปากสัตว์ เพราะหากเป็นวันปากสัตว์ จะทำให้ข้าวหมดไปอย่างรวดเร็ว โดยชาวบ้านจะยึดปฏิบัติตามต๋ารางวันจกข้าว ซึ่งทำด้วยไม้ไผ่ผ่าซีกหรือไม้จริง กว้างประมาณ 3-5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 20-30 เซนติเมตร ด้านหนึ่งทำเครื่องหมายเป็นตาราง 2 แถวจากด้านบนลงล่าง แถวละ 15 ช่องตามจำนวนวันขึ้นแรม โดยแถวหนึ่งเป็นข้างขึ้น อีกแถวหนึ่งเป็นข้างแรม สำหรับดูวันที่จะตักข้าวเปลือกไปตำ ไปสี มักจะผูกแขวนไว้ที่ประตูห้องเก็บข้าวเปลือก
ดังจะมีตารางวันวันผีช่วยกิน เรียกว่า “ตารางวันผีตามอยช่วยกินข้าว” เป็นตารางบอกว่าวันไหนผีช่วยกินกี่ตัว วันไหนผีไม่กินสักตัว ถ้าตรงกับวันผีช่วยกินห้ามไม่ให้ตักข้าวออกจากยุ้ง เพราะผีจะช่วยกินข้าวให้หมดเร็ว
นอกจากนี้ยังพบว่า ชาวนามีความเชื่อและพิธีกรรมลงผีหม้อนึ่งหรือผีปู่ดำย่าดำ ซึ่งเป็นผีประจำ อุปกรณ์ในการนึ่งข้าวเหนียว ได้แก่ หม้อนึ่งและไหข้าวในครัวเรือนของแต่ละครอบครัว ซึ่งเป็นผีที่คอยดูแลทรัพย์สินในบ้านและคุ้มครองคนในครอบครัวให้อยู่เย็นเป็นสุข อีกทั้งยังสามารถทำนายเรื่องราวที่ต้องการทราบ ดังนั้นยามที่คนในบ้านจะเดินทางออกนอกบ้านไปต่างถิ่น ไปสอบแข่งขัน มักจะบอกกล่าวแก่ ผีปู่ดำย่าดำ โดยจัดวางหม้อนึ่งกับไหข้าวซ้อนกันตั้งบนเตาเหมือนกำลังนึ่งข้าวอยู่ แล้วจัดหาธูปเทียนดอกไม้ พร้อมเครื่องสังเวยได้แก่ "หมากคำพลูใบ" คือหมาก ๑ คำ พลู ๑ ใบ และ ข้าวเหนียวสุกหนึ่งปั้นกับกล้วยสุกหนึ่งใบ ไปวางไว้บนที่อันควร แล้วกล่าวขอความคุ้มครองให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ
ผีปู่ดำย่าดำยังทำหน้าที่คุ้มครองเด็กอ่อน เมื่อต้องพาเด็กอ่อนออกจากบ้าน แม่หรือย่ายายจะพาเด็กไปหน้าเตาไฟ และกล่าวขอความคุ้มครองจากปู่ดำย่าดำ แล้วอธิษฐานเอาดินเขม่าหม้อนึ่งป้ายที่หน้าผากเด็ก หรือในเวลากลางคืนหากเด็กอ่อนร้องไห้นานผิดปกติ เชื่อกันว่ามีผีมาหยอกเด็ก จึงต้องขอความคุ้มครองจากผี่ปู่ดำยาดำ
สำหรับการลงผีหม้อนึ่ง เป็นการเชิญ ผีปู่ดำ ย่าดำ หรือผีย่าหม้อนึ่ง เข้าสถิตในหุ่นจำลอง เพื่อไถ่ถามในสิ่งที่อยากรู้ ในการประกอบพิธีนั้น เจ้าพิธีจะเป็นหญิงอาวุโสในบ้าน เริ่มต้นด้วยการตั้งหม้อและไหสำหรับนึ่งข้าวบนเตาไฟ ทำทีเหมือนจะนึ่งข้าว เอาข้าวเหนียวเล็กๆสองก้อน วางคู่กันที่ปากหม้อนึ่งหนึ่งคู่ ที่ปากไหข้าวอีกหนึ่งคู่ เตรียมกระด้งที่มีข้าวสารเกลี่ยไว้ดีแล้ว ผูกหุ่นจำลองด้วยเสื้อสวมกับหม้อนึ่งอีกใบหนึ่งให้มีแขน โดยสอดไม้กับแขนเสื้อ เหมือนคนกางแขน ส่วนด้านบนคอเสื้อให้ขยุ้มเป็นปมสมมุติเป็นศีรษะ แล้ววางหุ่นดังกล่าวไว้ในกระด้ง จากนั้นเตรียมเครื่องสักการะอันประกอบด้วยกรวยดอกไม้หกกรวย กรวยหมากพลูอีกหกกรวย เงินค่ากำนลสิบสามบาท และข้าวสารใส่ในกระด้งรวมกับหุ่นจำลองเมื่อจะถามนั้น เจ้าพิธีจะกล่าวคำอัญเชิญให้ผีประจำหม้อนึ่งไหข้าวมาสถิตในหุ่น พิธีจะดำเนินต่อไปโดยผู้ถามจะจับประคองหุ่นคนละข้าง เมื่อป้อนคำถามและตอบนำไป ผีหม้อนึ่งจะโยกเยกชี้ไปที่กรวยดอกไม้ หรือใช้แขนขีดเป็นสัญลักษณ์บนข้าวสารในกระด้ง เพื่อให้ผู้ร่วมพิธีระบุว่า ใช่ หรือ ไม่ใช่ หากใช่ ผีหม้อนึ่งก็จะแสดงออกการตอบรับโดยการใช้แขนโขกกับพื้นกระด้ง หลังจากที่พอใจในคำพยากรณ์แล้ว เจ้าพิธีจะเชิญผีออกจากหุ่นเป็นเสร็จพิธี
ความเชื่อเรื่องผีหม้อนึ่งหรือผีปูดำย่าดำของชาวนา อาจดูไร้เหตุผล แต่ในส่วนของจิตใจแล้ว พิธีนี้ถือว่าเป็นที่พึ่งทางใจ ทั้งยังเป็นสิ่งที่ช่วยให้เกิดความมั่นใจ สามารถเลือกปฏิบัติในสิ่งที่ควรปฏิบัติต่อไป และสิ่งที่สำคัญคือการยึดโยงความเคารพต่อข้าวนั้นเอง ปัจจุบันในยังคงมีพิธีกรรมลงผีหม้อนึ่งจำนวน 4 แห่ง โดยผู้หญิงอาวุโสของชุมชน สิ่งเหล่านี้ล้วนสะท้อนความรู้สึกผูกพันระหว่างชาวนากับข้าว เพราะข้าวเป็นมากกว่าอาหาร เป็นจิตวิญญานของชาวนา