“อย่าทำลายฝัน อย่าปิดกั้นใจ ที่ใฝ่เรียนรู้...ของคน”

นึกถามตัวเองว่า ทำไมถึงชอบวิจัยนักหนา? ก็เลยลองตอบดู..ได้ว่า..อาจเป็นเพราะ

๑.    เป็นไปตามธรรมชาติของคนที่มีแรงขับ ๔ Drive ตามที่ อ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ ท่านกล่าวไว้ ที่มี Drive to Learn ด้วย.......เราสนุกเมื่อได้คิดอะไรออก ทำอะไรสำเร็จ อะไรที่ยากนิดๆ แบบยากกำลังดีนะคะ ไม่ชอบทำอะไรแบบเดิมๆ สิ่งที่เคยทำได้แล้วจะไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ อันนี้เป็นเรื่องที่ดีและไม่ดีนะคะ เนื่องจากงานที่ทำประจำมันมีมาให้เราทำแบบเดิมๆ จึงต้องพยายามยินดีกับมันก่อน และพยายามหาทางสนุก เช่น หาทางทำให้ดีขึ้นได้อย่างไร จึงจะไม่เซ็งค่ะ

๒.    โดยส่วนตัวแล้ว..สนใจ พฤติกรรมการเรียนรู้ โดยเฉพาะของเด็ก สงสัยว่า..ทำไมเขาจึงมีพลังการเรียนรู้มากนัก เช่น ขณะฟังเพลงก็พยายามที่จะร้องตาม ผิดถูกฟังไม่รู้เรื่องเลย ก็ร้องไปอย่างนั้น จนสักพักเดียวก็ร้องได้แล้ว คือเด็กจะไม่ใช่แค่ฟัง แต่เขาพยายามนำสิ่งที่ฟังออกมาให้เห็นได้ในทันที มันคงเป็นการทำงานของสมองที่ครบวงจรการเรียนรู้ คือ ฝึกประสาทสัมผัสและเคลื่อนไหวร่วมกันไปเลย (Sensory  กับ Motor System) เราชอบดูเด็กเรียนรู้เป็นที่สุด เพลิน ขำดี และมันน่าจะนำมาใช้กับผู้ใหญ่ได้บ้าง แม้จะไม่เหมือนกัน ไม่เท่ากัน ก็ตาม

๓.     ที่ผ่านมา เรามีประสบการณ์ดีๆกับการวิจัย ตอนเรียน ป.โท เราสนุกกับการทำ การค้นคว้า จนถึงกระบวนการสอบ  มันฝึกการมีเหตุมีผล และที่สำคัญเราได้พบท่านอาจารย์ต้นแบบทั้งนั้น

๔.     ตอนทำงานได้มีโอกาส ช่วยคิดหาทางแก้ปัญหาในงานด้วยวิธีการวิจัย ยิ่งเห็นคุณค่า เช่น คิดรูปแบบการพัฒนาการพยาบาลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ได้เห็นข้อมูลจริง ปัญหาจริงที่มันเกิด และได้เห็นการนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับการบริการได้จริง

๕.     และตอนทำงานอีกเช่นกัน เราทำงานไปก็สงสัยไปเรื่อยๆ แต่คงต้องอาศัยความสงสัยระดับที่มากๆ จนอยู่เฉยไม่ได้ ถามตนเองมากๆ จนต้องหาคำตอบค่ะ เช่น งานวิจัยล่าสุดที่ทำ คือเกิดจากได้พบน้องพยาบาลท่านหนึ่งที่ดีแสนดีน่ารัก จึงสงสัยค่ะว่าเขาโตมาอย่างไร อะไรที่ทำให้เขาเป็นคนแบบนี้ได้ และเราจะสร้างคนแบบนี้ได้ไหม ได้อย่างไร เป็นงานวิจัยเกี่ยวกับจิตพฤติกรรมศาสตร์ พอดีตรงกับผู้บริหารที่อยากสร้าง Humanized ในองค์กร เราคิดว่าโอกาสมันมา พอดีด้วย เพราะการจะตอบปัญหาแบบนั้นมันต้องอาศัยงานวิจัยที่มีหลายขั้นตอน เมื่อผู้บริหารเห็นด้วยเราก็สามารถหาผู้ช่วยได้ งานวิจัยนี้เสร็จแล้ว ผลลัพธ์ดี ได้ไปนำเสนอ เผยแพร่เพื่อแลกเปลี่ยน และรับการประเมินผลงานจากอาจารย์หลายๆท่าน ยิ่งทำให้เราพบโลกกว้างขึ้น อาจารย์ผู้ประเมินท่านก็รักลูกศิษย์ รักที่จะสอน คำพูดคำสอนของท่านชัดเจนเฉียบคม ประสบการณ์เหล่านี้มันยิ่งทำให้เรารักงานวิจัย รักการเรียนรู้ ที่มันเป็นวิทยาศาสตร์ ปน กับความเป็น ธรรมชาติ

๖.      หลังจากการนำเสนอผลงาน ทีมเราได้รับรางวัล กลับมาถึงโรงพยาบาลทีมเราก็ได้รางวัลจากผู้บริหาร มันก็เป็นส่วนหนึ่งที่ดีใจ แต่ไม่เท่ากับที่เห็นพี่ๆ ดีใจไปกับเราด้วย เราซึ้งในการอยู่ร่วมยินดีกันค่ะ

๗.     และประเด็นที่เรามีทีม มีเพื่อนๆร่วมงาน มีผู้บริหารที่ มีใจรักพัฒนา คอยสนับสนุน ไม่เคยที่จะปล่อยให้โดดเดี่ยวเลย ถึงแม้ ในกลุ่มน้องๆ จะยังมีความรู้สึก กลัวงานวิจัย ร่วมกับ เหนื่อยกับงานประจำบ้าง แต่ในส่วนลึกแล้ว เขาก็รักพัฒนา รักในทีมกันเอง เราจึง มีความหวังค่ะ

 

สุดท้าย..ในวันนี้เรา ในฐานะ เลขานุการ คณะกรรมการวิจัยของโรงพยาบาล เราจึงมีกำลังในการร่วมสร้างทีม พัฒนาทีม

เรามีความศรัทธาใน “การพัฒนาคุณภาพ และประโยชน์ของ R2R 

และมีแนวคิดที่ว่า “อย่าทำลายฝัน อย่าปิดกั้นใจ ที่ใฝ่เรียนรู้...ของคน”

 

จากประเด็นส่วนตัวที่ทำให้รักงานวิจัยนั้น เราลองๆ เขียนสรุปเป็น(ร่างข้อเสนอ)  “ยุทธศาสตร์พัฒนา R2R ของ รพ. พระนครศรีอยุธยา ปี ๕๕” เพื่อเตรียมเสนอคณะกรรมการฯได้ดังนี้คือ

๑.      สร้างทัศนคติ ให้องค์กรมีความเชื่อในพลังและประโยชน์ของการเรียนรู้ที่มีอยู่ในตัวคน

๒.    ส่งเสริมให้แรงขับของการอยากจะเรียนรู้ที่มีตามธรรมชาติของคน ได้แสดงศักยภาพ ได้ถูกใช้ประโยชน์ โดยกิจกรรมที่จัดนั้นต้องสร้างให้เกิดความอยากที่จะเรียนรู้ที่มีปริมาณมากพอ

๓.     เปิดโอกาส  โดยมีเวที มีช่องทาง และ ดูแลจัดบรรยากาศของเวทีนั้น ให้เป็นประสบการณ์ที่สร้างสรรค์

๔.     แสดงคุณค่าของงานวิจัยให้เป็นที่ประจักษ์ เช่น แสดงให้เห็นประโยชน์ต่องาน  ต่อตนเอง

๕.     สร้างบุคคลต้นแบบ (ที่สร้างศรัทธาได้ สร้างแรงบันดาลใจได้)

๖.      จัดระบบสนับสนุน ซึ่งหมายถึง คนเงินของ สิ่งแวดล้อม เวลา และกระบวนการที่สนับสนุนส่งเสริมจริงๆ

 

สำหรับข้อมูล Drive to learn (โดย อ.นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์) ศึกษาได้ใน   

http://www.youtube.com/watch?v=MW6aGNcoz-E&feature=related         

ขอบคุณผู้อ่านค่ะ

๒๕ สค. ๕๔