รัฐบาลไทยโดยการเมืองไทยก็ติดกับดัก คิดกันได้แบบตื้นๆ เหมือนเดิมๆ ว่า ความรู้ความเก่งจะเกิดขึ้นได้ด้วยการแจกอุปกรณ์การเรียนรู้ เช่น คอมพิวเตอร์ ให้นร.ทุกคน...ต้องทันสมัยแบบสิงคโปร์เขาสิ (แบบที่พวกเราเสียเงินเดินทางไปดูงานกันมา ...แบบนี้มันเสียค่าโง่หลายต่อมากจริงๆ )
คนโง่จะทำให้มันฉลาดต้องแจกคอมพิวเตอร์ ส่วนคนจน จะทำให้มันรวย ก็ต้องแจกเงินกู้สิ มันคิดกันได้ง่ายๆ แค่นี้เอง
ส่วนประเทศไทยในภาพรวม อยากรวย ง่ายนิดเดียว เปิดประเทศ ให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน (ข่มขืน) ได้เสรี ส่วนเรานอนนับเงิน ซำบาย (ประมาณว่าโสเภณี)
นี่มันคงเป็นผลพวงแห่งความคิดหยิบโหย่ง ใฝ่หาแต่ความสบายที่ปลายยอดของคนไทย กระมัง เลยทำให้มองอะไรแบบฉายฉวย ตื้นเขิน และ ง่ายๆ ถึงเพียงนี้
ปัญหาเรื่องการเรียนรู้นั้นรากของมันอยู่ที่ “การรักการแสวงหาความรู้” ไม่ใช่อยู่ที่วิธีการหาความรู้ เช่น การแจกคอมพิวเตอร์ (ซึ่งเป็นเพียงวิธีการหาความรู้หนึ่งในหลากหลายวิธีเท่านั้นเอง)
วันนี้เราน่าจะมาถกกันว่าทำอย่างไรจะทำให้เด็กไทยมีนิสัย “รักการเรียนรู้” ไม่ใช่ว่าทำอย่างไรจะให้เขาใช้คอมฯ เป็น เพราะถ้าเขารักการเรียนรู้เสียแล้ว ต่อไปเขาก็เรียนรู้การใช้คอมพ์เป็นด้วยตนเอง และอื่นๆอีกมากมหาศาล ...อ้อลืมไป สงสัย วิธีแรกมันไม่มีงบการซื้อครุภัณฑ์ ก็เลยไม่มีแรงกระตุ้นให้คิดกันออก
ปัญหาความยากจนนั้นมันก็มีรากมาจากการขาดการ “รักการเรียนรู้” (อีกแล้ว ) และ การขยันขันแข็ง แต่นี่เขาคิดกันว่า ให้มันกู้ไป เดี๋ยวก็รวยเอง ..ขอทำนายว่าถ้าไม่มีความรู้ในการทำงาน และไม่ขยัน กู้ไปก็เจ๊งหมด สุดท้ายรัฐบาลก็มา “ประนอมหนี้” (ยกหนี้ให้) เพื่อหวังคะแนนเสียงในสมัยหน้า
เมื่อคนปัจเจกมันไม่รักการเรียนรู้ มันก็ โง่ จน แล้ววนเลือกนักการเมืองเลวโง่เข้าไปเต็มสภา เพื่อมากำหนดนโยบายแจกดะแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าชาติไทยเรามันจะไหลวนลงสู่ก้นท่อ (spiral down the drain) ในที่สุด เพราะความโง่มันดูดกันลงสู่ใจกลางที่ต่ำแบบวนเกลียวนั่นแล
เหมือนสังคมอารยะอื่นๆ ที่สูญสิ้นหายไปไร้ร่องรอย
...คนถางทาง (๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๔)