วันที่ ๑๔ ก.ค. ๕๔ สภามหาวิทยาลัยมหิดลไปเยี่ยมชื่นชมศูนย์สัตว์ทดลองแห่งชาติ ซึ่งเดิมผมเข้าใจว่าทำหน้าที่ผลิตสัตว์ทดลองสำหรับนักวิจัย ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด หากศูนย์ฯ ยังทำหน้าที่เช่นนั้นก็จะเจ๊งแล้วเจ๊งอีก เพราะตลาดสัตว์ทดลองสำหรับวิจัยของประเทศไทยเล็กมาก และไม่แน่นอน หากจะทำหน้าที่นี้ ก็จะต้องทำงานแบบขาดทุน และต้องมีงบประมาณแผ่นดินเข้ามา เจือจุนมากมาย แต่หลังจากการก่อตั้งในปี ๒๕๑๗ ตามข้อตกลงกับสภาวิจัยแห่งชาติ, จุฬาฯ และ มก. โดย WHO และ UNDP ให้ความช่วยเหลือทางวิชาการแล้ว ในไม่ช้า ก็เหลือ “แห่งชาติ” แต่ชื่อ ไม่มีงบประมาณแผ่นดินสนับสนุนอย่างที่ควรจะเป็น
จริงๆ แล้ว เวลานี้ศูนย์สัตว์ทดลองแห่งชาติผลิตสัตว์ทดลองป้อนอุตสาหกรรมผลิตสารชีวภาพ โดยลูกค้ารายใหญ่ที่สุดคือองค์การเภสัชกรรม ในทำนองที่ศูนย์ผลิตสัตว์ทดลองสำหรับให้องค์การเภสัชกรรมเอาไปทำ quality control ผลิตภัณฑ์ เท่ากับศูนย์ทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรม เภสัชภัณฑ์ของไทย และหมายความว่ามหาวิทยาลัยมหิดลได้เข้าไปมีส่วนในการพัฒนายกระดับอุตสาหกรรมเภสัชภัณฑ์ของประเทศ โดยที่ศูนย์ฯ ได้พัฒนามาตรฐานคุณภาพจนเป็นที่ยอมรับไม่เฉพาะภายในประเทศเท่านั้น ต่างประเทศก็ยอมรับ และมีลูกค้าสั่งซื้อสัตว์ทดลองด้วย คือกัมพูชา บังคลาเทศ เวียดนาม โดยเขาเปิดดูจากเว็บไซต์ และเห็นว่าคุณภาพดี ราคาถูก คือราคาเพียงหนึ่งในสี่ของที่สั่งซื้อจากสหรัฐอเมริกา เช่นของเราตัวละ ๒๕๐ บาท ของอเมริกาตัวละ ๑,๐๐๐ บาท
สัตว์ทดลองที่ผลิตได้แก่ หนูเล็ก (mouse) หนูใหญ่ (rat) และหนูตะเภา (Guinea pig) สายพันธุ์ต่างๆ รวม ๑๕ สายพันธุ์ และอยู่ระหว่างการพัฒนาอีก ๔ สายพันธุ์ ซึ่งเมื่อสำเร็จก็จะจดทะเบียนเป็นสายพันธุ์มหิดล เมื่อก่อนเคยผลิตห่าน แกะ ลิง และ hamster ด้วย แต่ได้ยกเลิกไป เพราะไม่คุ้มทุน รายละเอียดดูได้จาก ppt ที่ ผอ. กาญจนา เข่งคุ้ม ใช้นำเสนอ ที่นี่
ศูนย์สัตว์ทดลองแห่งชาติยังทำหน้าที่ให้บริการด้านการสั่งซื้อสัตว์ทดลองที่เราไม่ได้ผลิตมาจากต่างประเทศ เช่นสั่งซื้อหนูชื่ออะไรผมฟังไม่ถนัดจากต่างประเทศให้แก่โรงพยาบาลเลิดสิน เอามาทำ stem cells และยังร่วมมือกับนักวิจัยเกี่ยวกับสัตว์ทดลองอีกหลายอย่าง เช่นการทำให้หนูมีความดันโลหิตสูง เป็นเบาหวาน รวมทั้งมีการวิจัยพัฒนาอาหาร, กรงเลี้ยง, mini clean room เป็นต้น ซึ่งสามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่นได้
ผมมองว่าคุณค่าสูงสุดที่ทีมงานของศูนย์สัตว์ทดลองแห่งชาติได้ร่วมกันเปลี่ยนแปลงหรือสร้างขึ้นในเวลาเพียง ๒ – ๓ ปี คือ วัฒนธรรมคุณภาพ และการมีวิสัยทัศน์ร่วม (shared vision) ของทีมงานที่จะปรับปรุงกระบวนการทำงานให้ได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิต AAALAC ในปี ๒๕๕๕ และ ICLAS ในปี ๒๕๕๗ โดยที่มีแผนบรรลุการรับรองมาตรฐานเป็นขั้นตอนอย่างน่าชื่นชมมาก
คณะผู้ไปเยี่ยมชื่นชมยุให้คิดใหญ่ คิดแบบอุตสาหกรรม หาที่ปรึกษามาทำ feasibility study และ business plan ที่จะทำธุรกิจใหญ่กว่านี้ โดยที่เป้าหมายสุดท้ายคือความเจริญก้าวหน้าของอุตสาหกรรมยาและชีววัตถุของประเทศไทย เพื่อให้มหาวิทยาลัยมหิดลทำหน้าที่รับใช้สังคมไทยด้านสัตว์ทดลอง และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เพราะมหาวิทยาลัยไม่ได้มีเป้าหมายที่กำไร แต่มีเป้าหมายที่วิชาการ
เราไม่สามารถเข้าไปชมสถานที่เลี้ยงสัตว์ได้ เพราะต้องอาบน้ำเปลี่ยนชุดเสื้อผ้า ตามข้อกำหนดมาตรฐานคุณภาพของการผลิตสัตว์ทดลอง จึงไม่มีรูปมาโชว์
ผมแนะให้เชิญชวนหน่วยงานต่างๆ ในมหาวิทยาลัยมหิดลร่วมลงทุน โดยประกันอัตราตอกตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร ๒% โดยนำเสนอแผนผ่านสภามหาวิทยาลัย
จะเห็นว่า เมื่อเราออกมาจากระบบราชการที่รัดรึง เราสามารถใช้จินตนาการและความรู้ที่มี ทำประโยชน์ให้แก่บ้านเมืองได้มากกว่าวิธีคิดแคบๆ ว่ามหาวิทยาลัยเพียงแค่ทำหน้าที่ผลิตบัณฑิต บริการวิชาการ วิจัย และทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยต้องเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
ขอบันทึกไว้ว่า ในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๔๙ – ๒๕๕๒ ศูนย์สัตว์ทดลองแห่งชาติได้รับการสนับสนุนเงินค่าปรับปรุงสถานที่ให้ได้มาตรฐานถึง ๑๑๕ ล้านบาทจาก TCELS จึงสามารถพัฒนามาตรฐานการผลิตได้ถึงขนาดนี้ นับเป็นวิสัยทัศน์ของคณะกรรมการนโยบายของ TCELS (ที่มี ศ. นพ. ดร. พรชัย มาตังคสมบัติเป็นประธาน) ที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง
วิจารณ์ พานิช
๒๑ ก.ค. ๕๔


ภายในห้องประชุม