จะอย่างไรก็ตาม นี้คือภาพรวมของพุทธศาสนาเชิงรุกในชุมชนชายแดนไทย ในจังหวัดเล็ก ๆ ที่ได้ทำงานเพื่อขับเคลื่อนองค์กรทางพุทธศาสนาให้ก้าวหน้าไปในอนาคตต่อไป แม้พะเยาจะมีพระสงฆ์ที่ทำงานด้านพุทธศาสนาเชิงรุกอีกจำนวนมาก ไม่ใช่แค่ ๒๕ รูปที่นำมาเสนอเท่านั้น หากแต่ยังต้องใช้เวลาอีกพอสมควร ผู้เขียนจะนำมาเสนอในโอกาสต่อ ๆ ไป
5.รุกด้วยสถาบันการศึกษาระดับสูง
พุทธศาสนาเชิงรุกแนวนี้ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา ได้จัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา มีการแลกเปลี่ยนนิสิต นักศึกษา แนวทางนี้ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยได้ดำเนินการดังนี้
1.รูปแบบที่เป็นหลักสูตรการศึกษา มหาวิทยาลัยมีหลักสูตรให้มีความหลากหลายโดยมีการประยุกต์ศาสตร์ต่าง ๆ เข้ามาบูรณาการกับพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะคัมภีร์พระไตรปิฎก เท่าที่สำรวจมี 14 วิชา ประกอบด้วย วิชานิเวศวิทยาในพระไตรปิฎก วิชาสาธารณสุขในพระไตรปิฎก วิชานิเทศศาสตร์ในพระไตรปิฎก พระพุทธศาสนากับการสังคมสงเคราะห์ ศึกษาศาสตร์ในพระไตรปิฎก จิตวิทยาในพระไตรปิฎก อักษรจารึกในพระไตรปิฎก สังคมวิทยาในพระไตรปิฎก เศรษฐศาสตร์ในพระไตรปิฎก เศรษฐศาสตร์ในพระไตรปิฎก พุทธประวัติในพระไตรปิฎก การอ่านพระไตรปิฎกภาคภาษาอังกฤษ ทฤษฎีสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาในพระไตรปิฎก หลักการสังคมสงเคราะห์ในพระไตรปิฎก และรัฐศาสตร์ในพระไตรปิฎก เป็นต้น
2.รูปแบบการบริการวิชาการแก่สังคม มหาวิทยาลัยมีโครงการบริการทางวิชาการอยู่หลายโครงการ เช่น
ก) โครงการสืบสานวัฒนธรรมไทย (ภูกามยาว) เน้นการจัดกิจกรรมส่งเสริม อนุรักษ์ เผยแพร่งานด้านวัฒนธรรมให้กับสังคมในทุกระดับของจังหวัดพะเยา เช่น การจัดกิจกรรมกิ๋นอ้อผญ๋า การจัดกิจกรรมเสริมความรู้เพื่อบูรณาการกับวัฒนธรรมท้องถิ่น การจัดกิจกรรมอบรมมัคคุเทศน้อย การจัดกิจกรรมตานก๋วยสลาก เป็นต้น
ข) โครงการครูพระสอนศีลธรรมในโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศ เป็นการนำพุทธศาสนาเข้าสู่สถาบันการศึกษาเพื่อให้เด็กได้เรียนรู้และผูกพันธ์กับพระพุทธศาสนา มหาวิทยาลัยมีครูพระที่รับผิดชอบทั้งหมดทั่วประเทศ 18,000 อัตรา วิทยาเขตพะเยารับผิดชอบ 1,000 อัตรา
ค) โครงการธรรมสัญจร เป็นโครงการสัญจรไปให้ธรรมะ ข้อคิดให้กับบุคคลทั่วไปตามสถานที่ต่าง ๆ ง) โครงการเผยแผ่พุทธศาสนาทางสถานีวิทยุ ปัจจุบันมหาวิทยาลัยได้จัดรายการชื่อว่ามหาจุฬาปริทัศน์ เป็นประจำทุกวันเสาร์ ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดพะเยา ที่ความถี่ 107.5 MH
3.รูปแบบชมรมนิสิต ปัจจุบันมหาวิทยาลัย มีชมรมนิสิต 4 ชมรม ประกอบไปด้วย ก) ชมรมพุทธศาสตร์สัมพันธ์ ชมรมนี้มีบทบาทในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเข้าสู่สถานศึกษาและสถานประกอบการโดยการเข้าไปให้ธรรมะ การเข้าค่ายพุทธบุตร การอบรมสัมมนา ฯลฯ ข) ชมรมรัฐศาสตร์อาสาพัฒนา ชมรมนี้มีบทบาทในการเข้าไปรับอาสาสร้างสาธารณประโยชน์ให้กับชุมชนต่าง ๆ เช่น การเข้าไปจัดกิจกรรมเข้ารุกขมูลเพื่อสร้างเมรุ สร้างศาลา สร้างอาคารหอฉัน ฯลฯ ค) ชมรมครุอาสาช่วยน้อง ชมรมนี้มีบทบาทในการเข้าไปจัดกิจกรรมมอบอุปกรณ์การศึกษาให้กับโรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร ตามป่าเขา ง) ชมรมสังฆปราณี ชมรมนี้มีบทบาทในการเข้าไปร่วมกับองค์กรที่เกี่ยวกับผู้ป่วยโรคเอดส์เพื่อสร้างความเข้าใจ และให้ความรู้ข้อคิดต่าง ๆ สำหรับการดำเนินชีวิต
4.ศูนย์แลกเปลี่ยนนิสิตลุ่มน้ำโขง เป็นการลงนามความร่วมมือระหว่างรัฐต่อรัฐ โดยจังหวัดพะเยาและมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา ได้ทำข้อตกลง (MOU) กับทางเมืองสิบสองปันนา มลฑลยูนาน ประเทศจีน คือโครงการศูนย์แลกเปลี่ยนพระนิสิต นักศึกษาในประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงขึ้น โดยการประชุมสภาวิทยาเขตพะเยา ครั้งที่ 3/ 2552 วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน 2552 นอกจากนี้ยังมีโครงการไปทำกับเมืองหลวงพระบาง ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และเมืองไต ประเทศเมียนม่าร์ อีกด้วย
พุทธศาสนาเชิงรุกด้านด้วยสถาบันการศึกษา
|
รูปแบบ
|
ผลงาน
|
ลักษณะเด่น
|
หลักสูตรการศึกษา
|
ศาสตร์ประยุกต์ เช่น รัฐศาสตร์ในพระไตรปิฎก, เศรษฐศาสตร์แนวพุทธ ฯลฯ
|
การเรียนการสอน
|
การบริการวิชาการแก่สังคม
|
-โครงการครูพระสอนศีลธรรม
-โครงการธรรมสัญจร
-โครงการเผยแผ่พุทธศาสนาทางสถานีวิทยุ
|
โครงการ
|
ชมรมนิสิต
|
-ชมรมพุทธศาสตร์สัมพันธ์
-ชมรมรัฐศาสตร์อาสาพัฒนา
-ชมรมครุอาสาช่วยน้อง
-ชมรมสังฆปราณี
|
ชมรมนิสิต
|
ศูนย์แลกเปลี่ยนนิสิตลุ่มน้ำโขง
|
-ทำ MOU ร่วมกับสิบสองปันนา มลฑลยูนาน ประเทศจีน และกำลังติดต่อกับแขวงหลวงพระบาง ประเทศลาว
|
จีน-พม่า-ลาว
|
พุทธศาสนาเชิงรุกด้านการสาธารณสงเคราะห์
พุทธศาสนาเชิงรุกด้านการสาธารณสงเคราะห์นี้ มี 5 แนวทาง ประกอบด้วย 1)รุกด้วยการอนุรักษ์ป่าไม้ธรรมชาติ 2)รุกด้วยการพัฒนาสังคม 3)รุกด้วยการผลิตสมุนไพร 4)รุกด้วยการตั้งกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ 5)รุกด้วยการประสานโยม ทั้งนี้มีพระที่มีคุณสมบัติจำนวน 9 รูป ดังนี้
1.รุกด้วยการอนุรักษ์ป่า
พุทธศาสนาแนวนี้มีพระโสภณพัฒโนดม ได้ให้ความหมายพุทธศาสนาเชิงรุกไว้ว่า “...คือการนำประชาชนออกไปร่วมกิจกรรมทางสังคมโดยมีหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเป็นแกนหลัก และอาศัยพิธีกรรมเป็นการสื่อเพื่อชักชวนประชาชนให้เห็นความสำคัญร่วมกัน...”
เท่าที่ผ่านมาได้ทำงานร่วมกับประชาชนมากมาย เช่น ประชาชนเผชิญกับปัญหาภัยแล้งอันเนื่องมาจากการตัดไม้ทำลายป่า เพราะรัฐให้เอกชนสัมปทานป่าไม้ จึงเกิดแนวคิดการบวชป่า ปลูกป่าและสืบชาตาแม่น้ำ ทั้งนี้ต้องอาศัยพิธีกรรมทางพุทธศาสนาเข้ามาเป็นเครื่องมือจึงทำให้กิจกรรมที่ทำเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้กับความเชื่ออันมีอยู่เดิมกับสภาพดินฟ้าอากาศ ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือว่าเป็นนวัตถกรรมใหม่ที่เกิดขึ้นทางสังคม และเป็นที่ยอมรับกันต่อมา
2.รุกด้วยการพัฒนาสังคม
พุทธศาสนาแนวนี้มีพระมงคลวัฒน์ ได้ให้ความหมายพุทธศาสนาเชิงรุก ไว้ว่า “...คือการเผยแผ่ที่ไม่ตั้งรับอย่างเดียว แต่ต้องมองอนาคตให้ออกข้างนอกวัดด้วย ผู้เผยแผ่ต้องสามารถบอกตัวเองให้ได้ เข้าใจประชาชนว่าต้องการอะไร แล้ววางแผนในการเผยแผ่โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจน...”
พระมงคลวัฒน์เป็นผู้ที่โดดเด่นมาก ผลงานที่ผ่านมา คือการสละที่ดินสร้างโรงเรียนดอกคำใต้วิทยาคมซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมประจำอำเภอดอกคำใต้เป็นโรงเรียนสำหรับเด็กทั่วไปโดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐและพ่อค้าประชาชนในท้องถิ่น สร้างโรงเรียนสุวรรณคณานุสรณ์เป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรมสำหรับพระภิกษุสามเณร สร้างโรงเรียนแสงส่องหล้าเป็นโรงเรียนอนุบาลอยู่ในกลุ่มโรงเรียนการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนา สร้างอาคารโรงพยาบาลดอกคำใต้เพื่อเป็นที่พักผ่อนของผู้ที่มารอรับการรักษา สร้างอาคารสถานีตำรวจภูธรอำเภอดอกคำใต้ สละที่ดินสร้างวัดป่าฝาง (เฉลิมพระเกียรติ)
เท่าที่ผ่านมาได้สร้างสรรค์งานด้านการพัฒนาสังคมในทุกแง่ทุกมุม เช่น ด้านการศึกษา ด้านเสนาสนะ ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านประเพณีวัฒนธรรม เป็นต้น ตลอดจนถึงการสร้างที่พักอาศัยให้กับสถานที่สำคัญ ๆ เช่น อาคารเรียน อาคารสำนักงานตำรวจ อาคารที่พักญาติของผู้ป่วย ศาลาที่พักริมทาง อาคารที่พักอาคันตุกะ เป็นต้น
ส่วน พระครูสุนทรวุฒิคุณ ได้ให้ความหมายพุทธศาสนาเชิงรุกคือ “...การเผยแผ่พุทธศาสนาด้วยการเน้นการพัฒนาเครือข่ายการเผยแผ่อย่างยั่งยืนให้สามารถลงลึกถึงระดับชุมชน และเน้นเรื่ององค์ความรู้การเผยแผ่และการจัดทำแผนพัฒนาการเผยแผ่อย่างยั่งยืน...”
เป็นผู้มีผลงานที่โดดเด่น มีผลงานที่ผ่านมาคือการร่วมสร้างศูนย์พัฒนาอาชีพ สร้างหอประชุมชุมชน สร้างอาคารสถานีอนามัย สร้างอาคารสถานีตำรวจ สร้างบ้านให้ผู้ยากไร้ ปีละ 10 หลัง นอกจากนั้นยังทำงานช่วยเหลือผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV อีกด้วย
รูปแบบเน้นการพัฒนาวัตถุแบบบูรณาการ เป็นการสร้างสิ่งปลูกสร้างก่อนเพื่อให้สังคมและประชาชนได้รับรู้ว่า พระสงฆ์มีความเสียสละมิได้มุ่งประโยชน์เพื่อจะเอาหรือเป็นเพียงผู้รับอย่างเดียว แต่ขณะเดียวกันก็เป็นผู้ให้ด้วย เป็นการสอนธรรมะในรูปแบบของวัตถุเพื่อมุ่งพัฒนาจิตในภายหลัง
พระครูสุวรรณธรรมนิวิฐ ได้ให้ความหมายพุทธศาสนาเชิงรุกไว้ว่า “...คือการบริหารจัดการ ควรจัดตั้งศูนย์การเผยแผ่พุทธศาสนาในการทำหน้าที่อบรมพระสงฆ์ รวมถึงพัฒนาวัดให้เป็นศูนย์กลางของชุมชน พร้อมทั้งปรับปรุงการประชาสัมพันธ์งานของคณะสงฆ์ให้เป็นที่รับรู้ของประชาชน...”
เป็นผู้มีผลงาน เช่น การพัฒนาวัดเป็นแหล่งการเรียนรู้ สร้างชุมชนให้เป็นชุมชนที่มีส่วนร่วมในการพัฒนา
ด้านพระครูสุวรรโณภาส ได้ให้ความหมายพุทธศาสนาเชิงรุกไว้ว่า “...คือการเข้าถึงประชาชนโดยการนำเทคโนโลยีเข้ามารับใช้ธรรมะ เพื่อสื่อให้กับประชาชาชนในทุกระดับ สามารถคลอบคลุมพื้นที่ต่าง ๆ เท่าที่สื่อจะเข้าถึงได้ เช่น วิทยุ หนังสือพิมพ์ อินเตอร์เน็ต ซีดี ธรรมะในรูปการ์ตูน เป็นต้น...”
เป็นผู้มีผลงาน เช่น การเป็นศูนย์กลางเรียนรู้ในทุกด้านของชุมชน เช่น ศูนย์การเรียนรู้ ICT ศูนย์ฟื้นฟูคนพิการ เป็นต้น จุดเด่นของท่านก็คือการบูรณาการวัดให้เข้ากับชุมชนทั้งหลักธรรมคำสอน การสร้างอาชีพ วิถีชีวิตชุมชน
จากการสัมภาษณ์สิ่งที่ทำให้ประสบความสำเร็จคือการเข้าถึงประชาชยอย่างแท้จริง และสิ่งที่ท่านทำนี้ก็จะส่งต่อไปในลักษณะปากต่อปาก นอกจากนี้แล้วยังมีเครือข่ายทั้งที่เป็นภาครัฐและภาคเอกชน
สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือวัดต้องพร้อมก่อนเสมอ เช่น วัดต้องสร้างฐานตนเองก่อน เช่น อาคาร สถานที่ บุคลากร ฯลฯ เมื่อมีการเข้ามาใช้บริการแล้ว จากการประเมินการตอบรับจากหลาย ๆ โครงการ หลายฝ่ายมาแล้วไม่ผิดหวัง ทุกวันนี้เฉลี่ยแล้วต้องทำงานในหนึ่งเดือนไม่ต่ำกว่า ๓ ค่าย (โครงการ)
3.รุกด้วยการผลิตยาสมุนไพร
พุทธศาสนาแนวนี้มีพระครูวรเวชโกวิท ได้ให้ความหมายพุทธศาสนาเชิงรุก ไว้ว่า“...คือการเอื้อประโยชน์ให้กับสังคม ลงมือกระทำในสิ่งที่ถนัดพร้อมกับสามารถตอบสนองความต้องการของสังคมได้ เพระประชาชนมีความทุกข์เขาจึงมาหา ถ้าสามารถตอบสนองให้เขาได้ นั้นแหละคือพุทธศาสนาเชิงรุกที่ทรงพลังอำนาจที่สุด...”
เท่าที่ผ่านมาได้เกื้อกูลสังคมด้วยความรักความเมตตา โดยใช้ความสามารถส่วนตัวคือการปรุงยาสมุนไพร ประกอบยาเพื่อรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้กับประชาชน โดยการรักษาด้วยแพทย์แผนโบราณ ได้ผลิตยาสมุนไพรทั้งชนิดผงและชนิดต้ม
4.รุกด้วยการตั้งกลุ่มสัจจะออมทรัพย์
พุทธศาสนาแนวนี้มีพระราชวิริยาภรณ์ ได้ให้ความหมายพุทธศาสนาเชิงรุกไว้ว่า “...การเผยแผ่โดยการประยุกต์หลักธรรมโดยการจับการศึกษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาสงเคราะห์ โดยใช้หลักการทำงาน 3 A ได้แก่ Adopt Adapt Analysis รายละเอียดดังนี้ คำว่า Adopt หมายความว่า การรับเอาทฤษฎีอื่นแล้วนำมาใช้เพื่อการเรียนรู้ และการนำความรู้ผ่านวิทยาการใหม่ ๆ ส่วนคำว่า Adapt หมายความว่า สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างลงตัว และคำว่า Analysis หมายความว่าต้องวิเคราะห์การทำงานทุกครั้งเพื่อรู้จุดเด่น จุดด้อย จุดที่เป็นอุปสรรค์ และโอกาส ให้ได้แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไขตามสถานการณ์ที่เหมาะสม...”
ด้วยการจัดตั้งกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ เป็นการเผยแผ่พุทธศาสนาโดยการเอาเรื่องเศรษฐกิจเป็นตัวนำ เพื่อเป็นเงื่อนไขให้เข้าถึงธรรมะ โดยมีการรวมกลุ่มกันด้วยการออมทรัพย์เพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกันในชุมชน ซึ่งเงินถือว่าเป็นปัจจัยที่สนับสนุนผลประโยชน์ให้กับประชาชน โดยอาศัยสัจจะ หรือธรรมะของประชาชนเองเป็นตัวชี้วัดว่ากลุ่มจะอยู่ได้ หรือเจริญก้าวหน้าได้ก็เพราะความสามัคคีธรรมโดยมีสัจจะเป็นพื้นฐานและวัดระดับของคน
5.รุกด้วยประสานญาติโยม
พุทธศาสนาเชิงรุกแนวนี้ มีพระภิกษุสงฆ์พะเยาได้ประสานงานกับญาติโยม เพื่อให้ช่วยภารกิจของคณะสงฆ์ มีรายละเอียด ดังนี้
พุทธศาสนาแนวนี้มีพระศรีสุทธิเวที ได้ให้ความหมายพุทธศาสนาเชิงรุก ไว้ว่า“...คือการนำเสนอกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาเพื่อแสวงหาความร่วมมือจากประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนผู้ที่มีฐานะทางการเงินที่พอจะสนับสนุนกิจการงานคณะสงฆ์ในภาพรวมได้...”
เท่าที่ผ่านมาได้ชักชวนคหบดีได้ร่วมกิจกรรมจำนวนมาก สิ่งที่ญาติโยมให้การสนับสนุนโดยมากเป็นเงินและวัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้าง มีหลักในการใช้งานญาติโยมอยู่ 3 กลุ่ม คือ 1) งานด้านคณะสงฆ์ จะได้รับการสนับสนุนจากคนที่มีฐานะอำนาจทางการเงินและตำแหน่งหน้าที่ มีคุณไพรัตน์ ตันบรรจง เป็นแกนนำ 2) งานด้านการศึกษาของภิกษุสามเณร จะได้รับการสนับสนุนจากคนมีฐานะทางการเงิน มีคุณลาวัลย์ ใบหยกเป็นแกนนำ 3) งานด้านกิจกรรมทั่วไป จะได้รับการสนับสนุนจากคุณแม่สุตา แซ่เจี่ยและคุณแม่บัวแก้ว วาระเลิศเป็นแกนนำ
ส่วนพระครูสุกิตยากร ได้ให้ความหมายพุทธศาสนาเชิงรุกไว้ว่า “...การปรับปรุงองค์กรพุทธศาสนาให้เข้ากับประชาชน พระนั่งเฉยโดยรอโยมเดินเข้ามาหาต่อไปอีกไม่ได้แล้ว พระต้องลุกขึ้นมาทำกิจกรรมเพื่อดึงคนเข้ามาหาโดยกระตุ้นให้คนทำความดี...”
มีหลักในการใช้งานญาติโยมอยู่ 3 กลุ่ม คือ 1) โยมที่สนับสนุนด้านทุนทรัพย์ เนื่องจากบริเวณที่ตั้งของวัดอยู่ในชุมชนเมืองโยมมีกำลังในการสนับสนุนด้านนี้มาก 2) โยมที่เป็นกลุ่มงาน โดยมากจะมีเวลาและคลุกคลีอยู่กับวัดอยู่แล้วพร้อมที่จะเข้ามาทำงานให้วัดโดยไม่หวังผลตอบแทน 3) โยมที่เป็นแรงงาน เข้ามาร่วมงานเพราะต้องการหางานทำ แม้วัดจะสงเคราะห์เล็กน้อย ก็พร้อมที่จะทำงานให้เพื่อผลตอบแทนบ้าง
จะอย่างไรก็ตาม นี้คือภาพรวมของพุทธศาสนาเชิงรุกในชุมชนชายแดนไทย ในจังหวัดเล็ก ๆ ที่ได้ทำงานเพื่อขับเคลื่อนองค์กรทางพุทธศาสนาให้ก้าวหน้าไปในอนาคตต่อไป แม้พะเยาจะมีพระสงฆ์ที่ทำงานด้านพุทธศาสนาเชิงรุกอีกจำนวนมาก ไม่ใช่แค่ ๒๕ รูปที่นำมาเสนอเท่านั้น หากแต่ยังต้องใช้เวลาอีกพอสมควร ผู้เขียนจะนำมาเสนอในโอกาสต่อ ๆ ไป
*** ชื่นชมกับกิจกรรมหลายรูปแบบของพระพุทธศาสนาเชิงรุก...อันเป็นประโยชน์ต่อชุมชนและสังคมโดยรวมอย่างมากมายนะคะ ***
*** ช่วยกรุณาลบด้านบนด้วยนะคะ อาจเป็นปัญหาที่ขัดข้องทางเทคนิค ***
เจริญพรขอบคุณโยม K.Pually
พุทธศาสนา ยังมีแนวทางอีกหลากหลาย แต่พะเยาจังหวัดเล็ก ๆ
จึงมีขีดความสามารถน้อยตามไปด้วย ในข้อเสีย ก็ยังมีข้อดีอยู่บ้าง...
อย่างไรก็ตามข้อดีคือสามารถเชื่อมโยงและลงพื้นที่ทำงานได้ในกรอบเวลาที่กำหนด