องค์ประกอบอื่น ๆ ของคนก็เกิดมาครบจนเกิดมาเป็นทารกน้อยร้องอุแว๊ ๆ

บันทึกนี้ต่อจากตอนที่แล้ว

 

การเกิดแบบชลาพุชะแปลว่าเกิดในมดลูก  คนก็เป็นสัตว์ที่เกิดในมดลูกหรือทำลักษณะมดลูกของแม่ก็เกิดคนได้อย่างโคลนนิ่ง

 

        นักชีววิทยาว่าองค์ประกอบชีวิตมี 2  คือ อสุจิของฝ่ายพ่อและไข่ของฝ่ายแม่มาประกอบกันก็เกิดเป็นชีวิตคน  แต่ทางพุทธว่ามี 3 ปัจจัยหลักคือมีปฏิสนธิวิญญาณมาร่วมด้วยจึงเป็นชีวิตคน

 

ช่วงผมเรียน ป. ตรีมีท่านอาจารย์พร  รัตนสุวรรณ มาสอนวิชาธรรมประยุกต์ ท่านมักกล่าวในชั้นเรียนตอนหนึ่งว่า...พระพุทธเจ้าในมหานิพพานสูตร...ดูก่อนอานนท์  หากวิญญาณจักไม่ลงสู่ครรภ์มารดาแล้ว  นามรูปจักเกิดขึ้นในครรภ์มารดาได้หรือ..? พระอานนท์ตอบว่า..มิได้เลย  พระเจ้าข้า.

 

        คำว่าวิญญาณในที่นี้คือปฏิสนธิจิตนั้นเอง  และกระบวนการเจริญเติบโตของคนที่อยู่ในครรภ์พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ในอินทสูตรว่ามี 5 ขั้นคือ

 

1 . กลละ  เป็นน้ำใส  ลักษณะเมือก 

2 . อัพพุทะ  มีลักษณะเป็นเมือกที่ขุ่นข้น

3 . เปสิ  มีลักษณะแดงบางระเรื่อ

4 . ฆนะ  มีลักษณะเป็นก้อนค่อย ๆ แข็งตัวขึ้น

5 . ปัญจสาขา  มีลักษณะเป็นปุ่ม คือ ปุ่มศีรษะ  ปุ่มแขนทั้งสอง  และปุ่มขาทั้งสอง

 

        จากนั้นก็พัฒนาไปสู่การเป็นรูปร่างคนมีผม  ขน  เล็บ  เป็นต้น

 

        ในฎีกาอภิธัมมัตถวิภาวินีว่า...กลละนั้น  มีเค้าโครงทางร่างกาย  ทางสมอง  และทางเพศ มีลักษณะเป็นหยดน้ำกลมใสได้ 7 วันมีขนาดเท่าหยาดน้ำมันงาติดปลายขนแกะแรกเกิด 1 เส้น 

        จากนั้นเป็นอัพพุทะคือจากน้ำใส ๆ กลายเป็นน้ำข้นได้ 7 วัน 

         จากนั้นเป็นเปสิ คือจากน้ำข้นมาเป็นชิ้นเนื้อได้ 7 วัน

        จากนั้นเป็นฆนะ คือจากชิ้นเนื้อมาเป็นก้อนเนื้อได้ 7 วัน

        จากนั้นเป็นปัญจสาขาในสัปดาห์ที่ 5 ( วันที่ 29 นับจากวิญญาณลงมาเกิด )

พอสัปดาห์ที่ 6 เกิดเค้าโครงตา  พอสัปดาห์ที่ 7 เกิดเค้าโครงหู  พอสัปดาห์ที่ 8 เกิดเค้าโครงจมูก  พอสัปดาห์ที่ 9 เกิดเค้าโครงลิ้น  ไปจนถึงสัปดาห์ที่ 42 องค์ประกอบอื่น ๆ ของคนก็เกิดมาครบจนเกิดมาเป็นทารกน้อยร้องอุแว๊ ๆ นั้นแล.