เรียนรู้ดูแม่เป็นครู

เราเล่าเรื่องแม่มาหลายบันทึกแล้วค่ะ ไม่ว่าจะเป็น ได้สักครึ่ง...หนึ่งของแม่คงดี(1)เม้าท์เรื่องแม่: นิตติ้ง สุขยามว่างเสน่ห์ปลายจวัก (ทำไมต้องเป็นจวักด้วย) และอีกหลายๆ ถ้อยร้อยเรียงที่แอบแทรกเม้าท์แม่ไว้ในหลายบันทึก.

วันนี้ก็ยังมีเรื่องราวของแม่ที่อยากจะระบายถ่ายทอดเอาไว้ เพราะแม่อยู่ในหัวใจของเราตลอดมา มีเรื่องแม่เล่าให้เราฟังทั้งที่สนุกและไม่สนุก ทั้งที่ไม่เข้าใจ ไม่ค่อยจะเข้าใจ และพอจะเข้าใจเมื่อเวลาผ่านไป อันนี้ไม่นับรวมเรื่องราวที่เข้าใจทันทีนะคะ ซึ่งที่เข้าใจๆก็เพราะว่าคงเป็นวัฒนธรรมความรักโดยธรรมชาติของแม่ๆ ไม่แตกต่างจากแม่ของใครๆ แม่ที่รักลูกย่อมเลี้ยงดูฟูฟักลูก หวังให้เติบโตเป็นคนดีมีความแข็งแรงและมั่นคงในชีวิตมีคุณธรรมมีความคิดดีมีคุณประโยชน์และมีความสุข



เรื่องแม่ของเราที่จะเล่าในบันทึกนี้ เป็นเรื่องการเรียนรู้ดูแม่เป็นครู และเลือก 5 เรื่องมาเล่าตามลำดับช่วงเวลาของชีวิตเป็น 5ให้:) นะคะ

1ให้:) รู้จักการโอน เผื่อแผ่แบ่งปัน

จำเรื่องการโอนข้าวของเครื่องใช้ในระหว่างพี่น้องได้ไหมคะอันนี้เรื่องธรรมดาๆ ที่แม่สอนให้ปฏิบัติมาตั้งแต่เด็กๆ ซึ่งเราสี่คนพี่น้องก็ทำเป็นเรื่องปกติ จากพี่โอนให้น้อง พอเราโตๆมา น้องๆตัวสูงตัวใหญ่ ขยายออกทางข้างแต่พี่กลับตัวเล็กลง น้องก็ได้โอนสิ่งของเครื่องใช้ที่ยังคงสภาพดีเหมือนซื้อใหม่กลับคืนให้พี่ๆ เรื่องโอนข้าวของก็โยงถึงเรื่องการบริจาคได้เมื่อเราคิดสะสาง ล้างตู้เสื้อผ้าล้างห้องหับที่อยู่อาศัยเราก็ไม่คิดทิ้งขว้างข้าวของเหล่านั้นหรือจำหน่ายขายเอาเงินกลับมาต่อยอดอะไร ส่วนมากเราก็แจกจ่ายให้กับผู้คนเพื่อนฝูงรอบข้างที่เขาไม่ได้คิดรังเกียจอะไร กลายเป็นความภาคภูมิใจเล็กๆเมื่อเห็นหลายๆคนรับของเราไปแล้วได้ใช้ได้ประโยชน์ค่ะ มันเป็นปลื้มออกมานอกหน้าเหมือนมีสารเอ็นโดฟินส์สูบฉีดเลยนะคะ

2ให้:) ไม่อยากให้ลูกเป็นหนี้ใครที่ไม่ใช่แม่

แม่มีเงินพอที่จะให้ลูกหลานได้เฉยๆ แต่แม่ไม่ให้หรอกค่ะ กลัวเราไม่รู้จักค่าของเงิน วิธีการของแม่คือให้ยืมก่อนค่ะ แต่ไหนแต่ไรมาแม่เราจะชอบแอบๆเป็นเจ้าหนี้ค่ะ คือจะไม่ให้รู้ไม่ให้อยู่ในสายตาของพ่อ จะจริงหรือไม่จริงไม่รู้แต่เราเชื่อว่าพ่อเอาหูไปนาเอาตาไปไร่มากกว่านะคะ การเป็นเจ้าหนี้ของแม่นี้จะทำให้เฉพาะเพื่อนสนิทๆ และลูกๆ รวมถึงหลานๆ เท่านั้นค่ะ ทีนี้การเป็นเจ้าหนี้ของแม่คือแม่จะยอมชักเนื้อตัวเองตลอด ไม่ว่าอัตราค่าเงินบาทแข็งขึ้นลดลงยังไง แม่ไม่เคยคิดเก็บดอกเบี้ยใดๆเลยค่ะพวกเราลูกๆ เลยชอบเป็นลูกหนี้ของแม่ แต่ข้อแม้การเป็นหนึ้แม่ก็ต้องมีเหตุผลเพียงพอที่จะขอกู้ยืมนะคะ แม่จะไม่ให้ยืมเงินไปซื้ออะไรๆ ที่มันอีรุ่ยฉุยแฉกค่ะ ถ้าเป็นคอมพิวเตอร์เอาไปต่อยอดทุนการศึกษาต่อเนื่องด้วยตนเอง กู้เพื่อผ่อนซื้อยานพาหนะ: รถยนต์รถ/เวสป้ามอเตอร์ไซค์ได้ เพราะเป็นปัจจัยที่ห้าในการดำรงชีวิต แต่จะเอาไปซื้อเครื่องแต่งกาย ซื้อทัวร์ท่องเที่ยว อันนี้เหตุผลเบาไปแม่ไม่ให้ยืมค่ะ การกู้เงินแม่มาใช้นี่แม่ยอมให้ผ่อนระยะเวลาสบายๆตามใจแต่ละคนเลือกกันเอง แต่ส่วนมากแล้วพวกลูกหนี้ของแม่จะไม่ยอมให้เสียเครดิตหรอกนะคะ เรามักจะยืมแล้วรีบผ่อนใช้เพื่อจะได้ยืมใหม่ ยืมไปละลายความอยากได้ในอนาคต เหตุผลที่แม่ยอมให้เรายืมเงินแม่ เพราะไม่อยากให้ลูกๆเป็นหนี้ใครๆนอกบ้าน เพราะแม่และพ่อมีประสบการณ์เจ็บปวดในยุคสงครามและการเปลี่ยนแปลงการปกครองซึ่งมีผลกระทบต่อครอบครัวที่เคยเล่าให้พวกเราฟัง ถึงวันนี้พวกเราซึมซับรับแนวคิดการบริหารจัดการด้านเงินทองจากแม่และพ่อมาใช้ แต่แน่นอนค่ะว่าเงินทองเป็นของบาดใจได้ฟรีไม่ได้ต้องทำงานแลกมาเอง เอามาใช้กับเลือดเนื้อเชื้อไข แต่ก็ต้องใจแข็งพอ เลยแอบสงสัยนิดหน่อยว่าแม่เราใจแข็งกับเราจริงหรือเปล่า ซึ่ง ณ วันนี้เราก็เข้าใจแม่แล้วค่ะว่าร้อยเปอร์เซ็นต์เห็นแม่เศร้าเล่าปรับทุกข์เมื่อลูกๆประสบความเดือดร้อนเรื่องเงินทอง แต่แม่มีหลักการของแม่นี่นา...

3ให้:) ตอบแทนบุญคุณ

เมื่อลูกๆ ถึงวันออกเรือนเป็นฝั่งฝา การจัดงานประเพณีแต่งงานก็ถือเป็นหน้าเป็นตาของพ่อแม่และวงศ์ตระกูล แต่คุณรู้ไหม การบริหารจัดการงานแต่งไม่ใช่เรื่องเล็กทำกันง่ายๆ แต่งแล้ว หักค่าใช้จ่ายเสร็จก็ปิดบัญชีเลย ซึ่งเราไม่รู้นะว่าหลักการนี้แม่เอามาจากไหนจากใคร เพราะว่าหลังจากงานเลี้ยงแต่งงานเสร็จสิ้น พวกเราทุกคนยังต้องมานั่งทำบัญชีรายชื่อแขกเหรื่อที่มาร่วมงานเลี้ยงแสดงความยินดี ทำรายละเอียดถึงขั้นการคิดมูลค่าของขวัญของกำนัล ทีแรกเราก็ไม่ค่อยจะเข้าใจหรอกค่ะ แต่แม่ให้เหตุผลต่อมาว่า ที่ต้องให้ทำเพราะว่าเราต้องตอบแทนบุญคุณกลับคืนไปค่ะและไม่ใช่แค่การคืนตามต้นทุนมูลค่าเดิมนะคะ แม่บอกว่าเราควรคืนให้สองเท่าอย่างน้อย ถามว่าคืนอย่างไรแม่บอกว่าคืนไปยังทายาทของผู้นั้นค่ะ. และในการบริหารจัดการนี้ไม่ว่าจะโดยงานรื่นรมย์หรืองานบุญขาวเทาดำ. แม่ประยุกต์ใช้เหมือนกันหมดเลย นี่คือหลักการของแม่ค่ะ

4ให้:) ถ้อยคำชโลมใจ

การเข้าสู่ร่มธรรมะเป็นโอกาสที่ดีที่อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิตเราควรได้ผ่านพบประสบการณ์. ปัจจุบันนี้โอกาสงามเปิดกว้างมาก เราเองก็มีบุญวาสนาได้ไปถึงตรงนั้น หลายคนที่ได้ไปเข้าปฏิบัติธรรม กลับมาเราก็เห็นว่าปกติธรรมดาๆ เหมือนการไปเข้าค่ายไปประชุมสัมมนาฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ แต่พอถึงจังหวะโอกาสของเราบ้าง ความเชื่อเดิมเราก็คิดเหมือนกัน แต่ระหว่างปฏิบัติธรรมที่เราขอไปด้วยความศรัทธาตั้งใจนั้น เราได้อะไรมาเยอะ อย่างเราจะคิดถึงแม่ พ่อและผู้มีพระคุณ เมื่อครบกำหนดเราจะระลึกคิดถึงแม่เป็นคนแรก และทันทีที่เราโทรศัพท์หาแม่เพื่อบอกว่า ไปปฏิบัติธรรมกลับมาแล้ว สิ่งที่เราจำได้จนบัดนี้คือคำพูดแม่ เป็นคำแม่สอนค่ะ แม่บอกว่าเมื่อหนูได้ไปเข้าปฏิบัติธรรมกลับมาแล้วหนูควรจะบอกใครๆว่า "ไปปฏิบัติมานำบุญมาฝาก" แล้วเมื่อเราพูดใหม่ให้แม่ แม่ตอบเราด้วยว่า"สาธุอนุโมทนาด้วยนะลูก" และแม่สอนอีกด้วยว่าเมื่อมีใครเอ่ยเช่นนี้กับเรา ให้เราน้อมรับขอบคุณด้วยการกล่าวสาธุค่ะ เรื่องเล็กๆแบบนี้เราไม่เคยรู้มาก่อนเลยนะคะ คงเพราะอยู่ในโลกในทางโลกย์มานานจนลืมไปว่ามีธรรมเนียมปฏิบัติเช่นนี้ด้วย เมื่อรู้แล้วจะได้นำไปสอนบอกต่อกับลูกหลานของเราเองต่อไป แต่คงมิกล้าบอกสอนใครๆ เพราะเกรงจะเป็นมะพร้าวห้าวๆ ไปขายสวนค่ะ

5ให้:) เตรียมตัวพร้อม

มีอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นการสอนจากการปฏิบัติของแม่คือเรื่องการเตรียมความพร้อมก่อนจะละสังขารจากโลกนี้เตรียมพร้อมในเรื่องที่เหลือทางโลกซึ่งได้แก่ ทรัพย์สินเงินทอง การจัดงาน และพินัยกรรม คนเราควรใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท ซึ่งการเตรียมการเหล่านี้ เชื่อว่าใครๆก็เตรียมกันไปตามปกติอยู่แล้ว แต่หลักการของแม่แตกต่างแหวกแนวกว่านั้นค่ะ ซึ่งเรารับฟังแล้วเราก็ไม่ค่อยจะเข้าใจนักว่าทำไมต้องทำแบบนั้นแบบนี้ แต่ก็ต้องแล้วแต่แม่ แต่บางเรื่องที่แม่คิดของแม่ที่เราคงห้ามอะไรไม่ได้ก็เรื่องเงินๆ ทองๆ อีกแล้ว รวมเลยไปถึงของขวัญของใช้ต่างๆ มากมายที่พวกเราลูกๆ ซื้อหาไปหวังให้แม่ได้ใช้อำนวยตัวเองให้สะดวก แม่มาแนวนี้เลยค่ะแม่ทำรายการบัญชีทั้งหมดทุกอย่างเลย เพื่อจะได้ส่งคืนให้กับเราลูกหลาน แม่บอกว่าชีวิตแม่มาถึงวันนี้วัยนี้แล้วจะยังต้องการอะไรอีกหรือ เมื่อจะไปก็เอาไปไม่ได้ อยากให้ลูกๆรักสามัคคี ปรองดองกัน สมบัติทั้งหลายพ่อก็แบ่งให้ไปแล้วตรงนั้นแม่ไม่ห่วงแต่แม่ก็อยากส่งคืนสิ่งที่ลูกหามาให้และแม่ยังไม่จำเป็นต้องใช้ ...แม่คิดได้อย่างไร แต่แม่ก็ไม่ได้อยู่อย่างเดือดร้อน. แม่ชอบจะกระเบียดกระเสียรจนพวกเราไม่รู้จะโน้มน้าวให้ไม่ทำได้ยังไง หลักการอันนี้พวกเราจะนำมาใช้ได้ไหม? คงจะต้องรอดูกันต่อไปแล้วค่ะ แต่มองอีกมุมก็ให้แนวคิดว่าเราไม่ควรจะประมาทกับการใช้ชีวิต ไม่ควรทิ้งภาระเล็กๆ น้อยๆไว้ให้คนข้างหลังเมื่อถึงเวลาจะต้องไปไม่ว่าจะไปแบบเป็นหรือไม่เป็น ก็ประยุกต์ต่อยอดความคิดกันไป

เราเชื่อว่าเรื่องของแม่เรายังมีอีกเยอะมาก ยิ่งถ้าเราจะมีเวลาไปเยี่ยมเยือนท่านบ่อยๆ นั่งฟังท่านเล่าเรื่องกาลครั้งหนึ่ง เราอาจจะรู้สึกได้ว่าเรากำลังได้ย้อนความทรงจำร่วมไปกับท่าน แล้วอาจจะมองเห็นแนวคิดแนวทางการดำรงชีวิตของท่าน ของเราเองในปัจจุบัน และในวันข้างหน้า เราจะมีทิศทางเดินไปแนวไหน เราจะเป็นหลักเราจะเป็นต้นแบบในการใช้ชีวิตที่ดีสำหรับลูกหลานของเราได้ไหม?