
ไอเดียบุญ
จากการที่ผมได้ไปพบปะสนทนากับกัลยาณมิตร คุณเสาวลักษณ์ ทองก๋วยและคณะ ในช่วงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการของ Disabled Peoples' International Asia-Pacific (DPIAP) ที่เดลี ทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจในสภาพและจิตใจของผู้พิการได้ดีในระดับหนึ่ง เข้าใจในความกดดันในการมีชีวิตอยู่ในสังคม เข้าใจถึงความไม่สะดวกต่างๆ ที่สังคมไม่ได้เตรียมการรองรับบุคคลเหล่านี้ สิ่งที่เห็นคือคนพิการพยายามทำเพื่อช่วยเหลือกันเองซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องชื่นชมกัน ในช่วงของการสนทนากันเอง ผมได้พยายามเชื่อมโยงความรู้พื้นฐานทางจิตในแง่ของการปฏิบัติวิปัสสนาเข้ากับผู้พิการ ก็ได้เสนอให้ผู้พิการตั้งชมรมปฏิบัติธรรมขึ้นเพื่อจะได้มีโฮกาสปฏิบัติธรรม ซึ่งมีแต่จะทำให้ “ได้” ผมได้เกริ่นถึงการกำหนดอิริยาบถให้กัลยาณมิตรฟังคร่าวๆ เพื่อนำไปปฏิบัติเอง เช่นการกำหนดท่านอนและสแกนร่างกายตัวเองเพื่อเพิ่มพลังสมาธิและพลังสติ ผมบอกว่า ณ เวลาที่ปฏิบัติธรรม ไม่มีความพิการกับผู้ปฏิบัติ จึงเหมือนออกเส้นสต๊าร์ตเท่ากันกับคนทั่วไป ดังนั้นโอกาสที่ผู้พิการจะได้ใช้การปฏิบัติเพื่อพัฒนาจิตจึงมีอยู่สูงและอาจจะทำได้ดีกว่าคนทั่วไปด้วยซ้ำ
แนะนำกัลยาณมิตรไป พลันความคิดก็เกิดขึ้นว่า เนื่องจากตัวผมเองก็เคยมีโอกาสอุปสมบทเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พุทธคยา เมื่อปี 2550 ได้จาริกไปตามสังเวชนียสถานทั้ง 4 แห่ง เป็นเวลา 10 วัน ทำให้ได้สร้างบุญและมหากุศลที่สำคัญในชีวิต โดยเฉพาะการอุปสมบทถวายในหลวง บวชให้พ่อแม่และบวชให้ตัวเองในฐานะพ่อของลูกๆ ผลก็คือทำให้ศรัทธาในพุทธศาสนานั้นมั่นคงเข้มแข้งมากขึ้น เราคนปรกติยังรู้สึกซาบซึ้งเช่นนี้แล้วคนพิการล่ะ คงปรารถนาที่จะไปสักการะสังเวชนียสถานบ้างเป็นแน่ ผมจึงเกิดไอเดียบุญขึ้นมาว่า อยากจะนำกัลยาณมิตรที่พิการเหล่านี้ไปสักการะสังเวชนียสถานในอินเดียและเนปาลบ้าง น่าจะเป็นเรื่องที่ดี เป็นการให้โอกาสกัลยาณมิตรได้เดินตามรอยพระพทุธองค์เช่นกัน คิดแล้วก็เลยปรารภกับคุณเสาวลักษณ์และคณะ ซึ่งต่างก็ตื่นเต้นและดีใจมากหากจะได้มีโอกาสเช่นนั้นบ้าง ผมเห็นความปีติในดวงตาของกัลยาณมิตรเหล่านี้แล้วก็ต้องคิดต่อว่าเมื่อเกิดไอเดียบุญแบบนี้แล้ว จะทำอย่างไรต่อไป ก็คงต้องใช้แนวโครงการที่เคยทำมาก่อนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คือทำในช่วงตั้งแต่เดือนตุลาคม 2554 ถึงมีนาคมของปี 2555 ซึ่งเป็นช่วงของฤดูการแสวงบุญของชาวพุทธไทย มีเครื่องบินการบินไทยบินตรงจากกรุงเทพฯ คยาและพาราณสี ซึ่งจะทำให้การเดินทางสะดวก ส่วนการเดินทางไปสังเวชนียสถานทั้ง 4 แห่งคงใช้ทางรถตั้งแต่คยา พาราณสี กุสินาราและลุมพินีและกลับมาขึ้นเครื่องที่พาราณสีกลับเมืองไทย ที่พักคงใช้วัดไทยตามจุดต่างๆ แต่การเดินทางของคณะนี้อาจจะไม่สะดวกนักเพราะเป็นผู้พิการ จึงเป็นเรื่องที่พิเศษ ไม่ธรรมดา แต่ก็เป็นสิ่งที่ไม่ใช่จะทำไม่ได้ ก็คงต้องมีการดูแลเป็นพิเศษจากคนที่เดินทางไปด้วย
ผมคิดในใจดังๆ ตามที่เคยมีประสบการณ์เส้นทางแสวงบุญ แต่การดำเนินการ ยังไม่รู้จะเริ่มอย่างไร ได้แต่หวังว่าน่าจะเป็นไปได้ ที่คนปรกติอย่างเราๆ จะทำอะไรให้กับคนพิการได้บ้าง โดยเฉพาะในเรื่องของพุทธศาสนาและการปฏิบัติธรรม
ก็เล่าความในใจมา ณ ที่นี้ เพื่อให้กัลยาณมิตรทั้งหลายได้ช่วยกันคิดและหรือช่วยกันทำ ตามแต่จะศรัทธาครับ สำหรับผม คงคิดต่อและหาทางต่อไป ยังไม่ทราบเหมือนกันว่าอะไรจะเกิด จะทำได้หรือไม่ แต่ใจนั้นตั้งใจว่าจะพยายามทำให้ได้ หากผู้ใดคิดว่าจะสามารถช่วยแนะสิ่งใดที่เป็นประโยชน์หรือให้โครงการนี้เป็นความจริงได้ ได้ก็ขออนุโมทนาบุญมา ณ ที่นี้ด้วยครับ
เจริญสุขครับ
ขอบคุณครับสำหรับดอกไม้กำลัง
ติดตามเพื่ออนุโมทนาบุญกันต่อไปครับ
มาบันทึกต่อครับ ถือเป้นการจัดการข้อมูลของผมเอง
เช้าวันนี้ 23 สค. คุณเสาวลักษณ์และคณะมาร่วมทานอาหารเช้าตามคำเชิญของท่านทูตพิศาล มาณวพัฒน์ โดยมีผมและ อทป.ศศิรัทธิ์ ตันกุลรัตน์ร่วมด้วย
ฟังคุณเสาวลักษณ์เล่าเรื่ององค์กรคนพิการทั้งในประเทศและระดับประเทศแล้วก็ทราบว่ามีองค์กรหลายองค์กร ต่างคนต่างมีหน้าที่ ขอบข่ายการทำงานเป็นอิสระ เพราะคนพิการมีแตกต่างกันไปหลายชนิด แต่ละชนิดก็อาจไม่สามารถคิดและเข้าใจเหมือนกัน รวมทั้งความต้องการก็ต่างกัน จึงทำให้เห็นภาพการทำงานที่คู่ขนาน องค์กรบางแห่งคนไม่พิการดูแล ก็จะต่างจากองค์กรที่คนพิการดูแล ทำให้มุมมองของการทำงานอาจไม่ประสานกัน ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องละเอียดอ่อนพอสมควร
ผมเห็นว่าในที่สุดแล้ว สิ่งที่จะทำให้คนพิการได้ก็คือประสานให้ได้มีโอกาสปฏิบัติธรรมโดยเฉพาะเรื่องความสะดวกของสถานที่ปฏิบัติธรรม อาจต้องสนับสนุนให้มีการทำทางลาดและห้องน้ำสำหรับคนพิการโดยเฉพาะ ซึ่งหากมีแบบนี้ ก็จะทำให้คนพิการสามารถไปปฏิบัติธรรมได้สะดวกขึ้น
ก็คงเป็นเรื่องแรกที่ผมจะพยายามประชาสัมพันธ์ให้สถานที่ปฏิบัติธรรมต่างๆ พิจารณาว่าหากยังไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ ก็ขอให้พิจารณาทำให้ด้วย
และคงต้องส่งเสริมให้คนพิการเข้าใจผลดีของการปฏิบัติธรรม ว่าทำไมจึงต้องปฏิบัติธรรมและหากปฏิบัติจริงๆจังๆ แล้วจะเกิดผลดีกับคนพิการอย่างไร ในชั้นนี้ ก็จะสนับสนุนให้คนพิการตั้งกลุ่มคนสนใจปฏิบัติธรรมขึ้นมา เมื่อตั้งกลุ่มได้แล้ว ก็จะทำให้ได้มีโอกาสพัฒนาจิตตนเอง ซึ่งน่าจะเป็นผลดีต่อคนพิการเองและสังคมโดยรวม
สองข้อนี้จะได้เริ่มประสานต่อไปครับ
บันทึก ณ วันที่ 23 สค. 2554
ขอบคุณมิตรภาพและความเข้าใจที่พี่อัฐมีให้น้อง ๆ นำรื่องราวที่คุยกับพีไปถ่ายทอดให้เพื่อน ๆฟัง ทุกคนตื่นเต้นกันมากคะ
กัลยาณมิตรครับ
สองวันนี้ได้ติดต่อคุณนนทวัธณ์ ลูกศิษย์หลวงพ่อจรัญซึ่งกำลังทำสถานที่ปฏิบัติธรรมแถวหัวลำโพง ก็รับจะติดต่อเรื่องสถานที่ปฏิบัติธรรมสำหรับกัลยาณมิตรผู้พิการให้ โดยเฉพาะที่ยุวพุทธิกสมาคม
จากนั้น ผมได้ติดต่อท่านรพีภัทร์ ศูนย์พระสงฆ์เผยแพร่พุทธศาสนา เพื่อช่วยก้นคิดหาสถานที่ปฏิบัติธรรมและจัดหลักสูตรสำหรับกัลยาณมิตรผู้พิการ ซึ่งท่านระพีภัทร์เสนอว่าน่าจะติดต่ออจ.วีระนนท์ได้ ก็เลยฝากท่านไปแล้ว
หวังว่าคงสามารถทำอะไรให้กัลยาณมิตรเหล่านี้ได้แน่นอน
เห็นด้วยครับที่จะให้คนพิการปฏิบัติธรรม มีที่ฝึกจิตและยึดเหนี่ยวต่อไป
คุณจอม
ขอบคุณครับ