ต้องมองเห็น "กองทุกข์" จึงจะเริ่มดับทุกข์ได้

ถ้าเรายังไม่รู้ว่าอะไรคือกองทุกข์ เรามีแนวโน้มที่จะสั่งสม "ความทุกข์" มากกว่าที่จะหาทาง "ดับทุกข์"

อนุสนธิจากการที่ผมพยายามศึกษาพระกรุโบราณ เพื่อ

  • พัฒนาความเข้าใจเชิงประวัติศาสตร์ ศิลปะ สังคม และวัฒนธรรม ผ่านพุทธศิลป์ที่ปรากฏอยู่ที่องค์พระ
  • เชิงที่ตั้ง ขนาด การกระจายตัว
  • ความเหมือน ความต่างและความเชื่อมโยงเชิงวิวัฒนาการและพัฒนาการนั้น

ทำให้ผมต้องก้าวเข้าไปในค่ายกลของ "พระโรงงาน" ที่ผลิตมาเพื่อดักจับมือใหม่ใจสะอาด ให้เป็นเหยื่อกิเลสของเขา

ในค่ายกลนี้

  • มีวิชามารทุกรูปแบบ
  • ระดับฝีมือมากมาย
  • เพราะเป็นแหล่งผลประโยชน์กองโตของ "รุ่นพี่" ที่ในวงการเรียกว่า "เซียน"
  • ที่มีหลากหลายระดับ ตั้งแต่ระดับท้องถิ่น ระดับภาค และระดับประเทศ

นอกจากนี้ยังมีระดับสาขา หรือสายตรงแต่ละประเภทอีกด้วย ที่น่าจะเป็นธุรกิจระดับร้อยล้านขึ้นไป

การก้าวผ่านค่ายกลเหล่านี้ไม่ใช่ของง่ายเลย

  • เพราะคนส่วนใหญ่ในวงการ มีความคิดเชิงการค้าอยู่ในใจ
  • ซื้อถูกขายแพง ทำกำไรสูงสุด
  • มีน้อยมากที่จะมีคุณธรรม เผื่อแผ่ ช่วยเหลือ หรือเห็นอกเห็นใจกัน

ผมพบว่าในค่ายกลนี้ มีความคล้ายคลึงกับ "โลกใบใหญ่" แต่มีความซับซ้อนน้อยกว่า

จึงอาจถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดีที่จะเรียนรู้ชีวิตจริงๆของเราได้อย่างง่ายขึ้นกว่าโลกใบใหญ่ ที่มีความซับซ้อนมากกว่า

ถ้าเราอุปมาว่า "พระเก๊" ที่มาจากโรงงาน เป็นของไม่จริง แม้จะคล้ายคลึงอย่างไรขนาดไหน ก็ยังไม่จริงแล้ว เราจะเริ่มเห็นสัจจธรรมของการดำรงชีวิตของเราแบบ "หลงกองทุกข์" ได้ง่ายขึ้น

และถ้าอุปมา "พระเก๊" เป็นกองทุกข์ คนที่ยังแยก "พระเก๊" ออกจาก "พระแท้" ไม่ได้ก็คือ คนที่ยังมองไม่เห็นกองทุกข์

พระเก๊นั้นก็มีหลายระดับฝีมือ ก็อุปมาความละเอียดของกิเลสระดับต่างๆ ที่มีอยู่ในกองทุกข์

ถ้าเรายังไม่เห็นพระเก๊ ดูออก และเข้าใจ แบบ "ครบทุกฝีมือ" เราย่อมไม่มั่นใจว่าพระแท้คืออย่างไรกันแน่ ยังจะปลอมปนมาหรือไม่

เสมือนหนึ่งเรายังแยกกิเลสแบบและระดับต่างๆ ออกจาก "สิ่งจริงแท้" ไม่ได้นั่นเอง

ที่ต้องอาศัยการศึกษา (ที่แปลว่า การพัฒนาตนเอง) อย่างจริงจัง จึงจะก้าวผ่านจุดนี้ได้เร็วขึ้น

และท้ายสุดของเรื่องนี้ แม้พระกรุหรือพระเครื่องต่างๆที่ว่า "แท้" นั้น ก็เป็นเพียงสิ่งสมมติขึ้นมา ที่เราไป "ยอมรับ" ตามคำเขาว่า ให้เป็นของจริง ทั้งๆที่อาจจะจริงหรือไม่ก็ได้

ที่ต้องย้อนกลับไปน้อมนำหลัก "กาลามสูตร" มาช่วยในการพิจารณา จึงจะบรรเทาลงได้บ้าง

ดังนั้น โดยสรุปบทเรียนที่ผมได้รับคือ

ถ้าเรายังไม่รู้ว่าอะไรคือกองทุกข์ เรามีแนวโน้มที่จะสั่งสม "ความทุกข์" มากกว่าที่จะหาทาง "ดับทุกข์"

  • ทั้งความทุกข์แบบหยาบๆ ตื้นๆ และความทุกข์แบบละเอียด
  • ทั้งความทุกข์จากการมีมากไป หรือทุกข์จากการมีน้อยไป

ผมจึงมาสรุปบทเรียน และขมวดปมตรงที่

ต้องมองเห็น "กองทุกข์" จึงจะเริ่มดับทุกข์ได้

ประมาณนี้ครับ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ความรู้เพื่อชีวิต



ความเห็น (5)

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ

หากินกับพระก็ได้รับผลกรรม(ทุกข์)

ตอนนี้ไม่เห็นแต่ในใจก็เกิดทุกข์(ปม)

คอยคิดหาทางหลอกเอาเงินได้ยังไง

ไม่เป็นสุขก็ทุกข์

กรรมต้องตามทันสักวันค่ะ

เขียนเมื่อ 

ต้องมองเห็น "กองทุกข์" จึงจะเริ่มดับทุกข์ได้

ต้องเห็นแจ้ง ว่า ไฟร้อน จึงคิดอยากดับไฟ เพียงแค่ใครบางคนบอกว่าร้อน ไม่น่าจะเพียงพอสำหรับการเกิดความอยากดับไฟ

ก็....... ใครบางคนที่ว่านั้นเขาไม่เก่งจริง แค่จับไฟก็ร้อนแล้ว กระจอกมาก อย่างข้าฯ (ไม่ใช่ผม) นี่เก่งกว่าเยอะ สามารถยืนในกองไฟได้สบาย ไม่ร้อน ไม่ไหม้ เดี๋ยว (ถ้าว่าง แต่ไม่เคยว่าง อิอิ) จะทำให้ดู ปัดโธ่ ของแค่นี้ กลัวกันจนลนลาน ขี้ขลาดตาขาวกันจริงๆ 555555.......เอิ๊ก..

ขออนุญาตถามนะครับ แล้ว เราเองจะเริ่มจากจุดไหนเพื่อการที่จะหากองทุกข์ ให้เจออ่ะครับผม อันไหนแน่ที่เราเรียกว่า กองทุกข์ ครับ

เขียนเมื่อ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขอริยสัจ คือ

ความเกิดก็เป็นทุกข์ ความแก่ก็เป็นทุกข์ ความเจ็บไข้ก็เป็นทุกข์ ความตายก็เป็นทุกข์

ความประจวบด้วยสิ่งที่ไม่เป็นที​่รักก็เป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักก​็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เ​ป็นทุกข์ โดยย่นย่อ คือ "อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์"

มหาวิ.วิ. ๔/๑๕/๑๓

อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ ก็คือ การยึดมั่นในขันธ์ ๕ นั้นเอง

ขันธ์ ๕ = รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ