สภาในที่นี้หมายถึงสภามหาวิทยาลัย ผมมีข้อสังเกตว่า ในบางสภาฯ จะมีตัวแทนอาจารย์มาอภิปรายเรื่องต่างๆ ด้วยอารมณ์ไม่พอใจเจือก้าวร้าว ฟังแล้วผู้ฟังเครียด และหาส่วนสร้างสรรค์ได้ยาก
ผมนั่งสังเกตว่าผู้อภิปรายเช่นนั้นมีลักษณะอย่างไร เขาพูดเพื่อใครหรือเพื่ออะไร และได้คำตอบว่าส่วนใหญ่เพื่อตนเอง เพื่อความสะดวกของตนเอง มีส่วนน้อยที่เป็นผลประโยชน์ของมหาวิทยาลัย วงการอุดมศึกษา และประเทศชาติ
ลีลาของการพูดแบบนี้หากไม่สังเกตให้ลึก เราจะมองไม่เห็นนะครับ และผมสงสัยว่า คนที่มีอารมณ์และเจตคติแบบนี้ได้รับเลือกเป็นตัวแทนอาจารย์เข้ามานั่งในสภาฯ ได้อย่างไร มันสะท้อนภาพและความคิดของกลุ่มผู้เลือกด้วยหรือเปล่า เป็นเรื่องน่าคิด และโยงไปสู่ระดับวุฒิภาวะของอาจารย์มหาวิทยาลัยด้วย
ตามประสบการณ์ของผม คนแบบนั้นพบในบางมหาวิทยาลัยเท่านั้น และคิดย้อนหลังไปทบทวนประสบการณ์ ๓๒ ปีในการเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยของผม ในสภาฯ พบคนแบบนี้น้อยลง แต่ผมเห็นว่าไม่ควรมีเลยจะเป็นคุณต่อมหาวิทยาลัยมากกว่า
สภามหาวิทยาลัยที่เข้มแข็งจะมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมาให้คำแนะนำด้วยมุมมองที่กว้างขวาง เชื่อมโยงมหาวิทยาลัยออกไปสู่กิจการของภาคส่วนต่างๆ ในสังคม รวมทั้งให้มุมมองเชิงอนาคต ซึ่งเป็นหัวใจของการทำหน้าที่กำกับดูแล (governance)
การประชุมสภามหาวิทยาลัยดีๆ จึงเป็นเสมือน “เวทีแห่งปราชญ์” มาสังสรรค์กัน โดยมีประเด็นการดำเนินงาน และการพัฒนามหาวิทยาลัยสู่สังคมเป็นเป้าหมาย
ที่น่าเบื่อที่สุดคือ สภามหาวิทยาลัยที่มีคนจงใจใช้เป็นเวทีห้ำหั่นกัน กลายเป็นเวทีแห่งความขัดแย้งไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน บรรยากาศแห่งความสร้างสรรค์ถูกทำลายไปหมด เหลือแต่บรรยากาศแห่งความเผ็ดร้อนรุนแรง การประชุมเพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลองค์กรเปลี่ยนสภาพเป็นเวทีต่อสู้ฟาดฟัน ส่วนใหญ่จะเป็นการต่อสู้กับความไม่โปร่งใสในการบริหาร ซึ่งในยุคที่ระบบกำกับดูแลของเราพัฒนาขึ้นมากเช่นนี้ไม่ควรเสียเวลาไปกับเรื่องรายประเด็น ควรใช้คณะกรรมการตรวจสอบ (Audit Committee) ทำหน้าที่ตรวจสอบความสุจริตถูกต้องของการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ
นายกสภาที่เป็นประธานการประชุมไม่ควรยอมให้ดาวสภาอาละวาดด้วยเรื่องแบบนี้เรื่องเดียวเป็นเวลา ๑ ชั่วโมงหรือกว่า อย่างที่ผมเคยประสบเมื่อประมาณสิบปีมาแล้ว ควรแจ้งให้ดาวสภาทำเรื่องมาเป็นลายลักษณ์เพื่อส่งให้คณะกรรมการตรวจสอบไปตรวจสอบรายละเอียดข้อเท็จจริง เอามาเสนอสภาฯ
ที่ผมเคยพบอีกแบบหนึ่งคือนายกสภาคอยเร่งให้การประชุมผ่านไปโดยเร็ว “เดี๋ยวตกเรือบิน” กลับไม่ทัน ผมเข้าใจว่าท่านนายกสภาฯ คงจะคิดว่าหน้าที่ของสภาคืออนุมัติหรือไม่อนุมัติเรื่องที่เสนอเข้าสภาเท่านั้น ไม่ได้มองแบบทำหน้าที่กำกับดูแลภาพรวมของมหาวิทยาลัย
ผมเป็นนายกสภาฯ หรือประธานที่ไม่ดีนัก ผมมีสไตล์เปิดโอกาสให้คนแสดงความคิดเห็น แม้จะรู้ว่าคนนั้นจะแสดงความเห็นที่ไม่ค่อยมีประเด็นอะไร ก็ปล่อยให้พูด ผมมองว่าคนที่อยู่ในสภาฯ ก็รู้เองว่าเขาต้องการสื่อสารอะไร หรือมีวิธีคิดแบบไหน แล้วประธานจึงสรุปประเด็น เดี๋ยวนี้แม้สมาชิกในที่ประชุมพูดแตกประเด็นไปคนละทิศคนละทาง ผมก็พอจะสรุปประเด็นและขอมติได้ คือใช้วิธีสังเคราะห์ยกระดับข้อสรุปขึ้นไปอีกระดับหนึ่งที่เหนือรายละเอียดที่ขัดแย้ง วิธีนี้ใช้ได้ดีในที่ประชุมที่สมาชิกเป็นผู้ใหญ่
วิจารณ์ พานิช
๑๒ ส.ค. ๕๔