ผมเป็นนายกสภาฯ หรือประธานที่ไม่ดีนัก ผมมีสไตล์เปิดโอกาสให้คนแสดงความคิดเห็น แม้จะรู้ว่าคนนั้นจะแสดงความเห็นที่ไม่ค่อยมีประเด็นอะไร ก็ปล่อยให้พูด ผมมองว่าคนที่อยู่ในสภาฯ ก็รู้เองว่าเขาต้องการสื่อสารอะไร หรือมีวิธีคิดแบบไหน แล้วประธานจึงสรุปประเด็น ...................................................................................................

          สภาในที่นี้หมายถึงสภามหาวิทยาลัย   ผมมีข้อสังเกตว่า ในบางสภาฯ จะมีตัวแทนอาจารย์มาอภิปรายเรื่องต่างๆ ด้วยอารมณ์ไม่พอใจเจือก้าวร้าว   ฟังแล้วผู้ฟังเครียด  และหาส่วนสร้างสรรค์ได้ยาก

          ผมนั่งสังเกตว่าผู้อภิปรายเช่นนั้นมีลักษณะอย่างไร   เขาพูดเพื่อใครหรือเพื่ออะไร   และได้คำตอบว่าส่วนใหญ่เพื่อตนเอง   เพื่อความสะดวกของตนเอง   มีส่วนน้อยที่เป็นผลประโยชน์ของมหาวิทยาลัย วงการอุดมศึกษา และประเทศชาติ

          ลีลาของการพูดแบบนี้หากไม่สังเกตให้ลึก เราจะมองไม่เห็นนะครับ   และผมสงสัยว่า คนที่มีอารมณ์และเจตคติแบบนี้ได้รับเลือกเป็นตัวแทนอาจารย์เข้ามานั่งในสภาฯ ได้อย่างไร   มันสะท้อนภาพและความคิดของกลุ่มผู้เลือกด้วยหรือเปล่า   เป็นเรื่องน่าคิด   และโยงไปสู่ระดับวุฒิภาวะของอาจารย์มหาวิทยาลัยด้วย

          ตามประสบการณ์ของผม คนแบบนั้นพบในบางมหาวิทยาลัยเท่านั้น   และคิดย้อนหลังไปทบทวนประสบการณ์ ๓๒ ปีในการเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยของผม   ในสภาฯ พบคนแบบนี้น้อยลง   แต่ผมเห็นว่าไม่ควรมีเลยจะเป็นคุณต่อมหาวิทยาลัยมากกว่า

          สภามหาวิทยาลัยที่เข้มแข็งจะมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมาให้คำแนะนำด้วยมุมมองที่กว้างขวาง   เชื่อมโยงมหาวิทยาลัยออกไปสู่กิจการของภาคส่วนต่างๆ ในสังคม   รวมทั้งให้มุมมองเชิงอนาคต   ซึ่งเป็นหัวใจของการทำหน้าที่กำกับดูแล (governance)

          การประชุมสภามหาวิทยาลัยดีๆ จึงเป็นเสมือน “เวทีแห่งปราชญ์” มาสังสรรค์กัน   โดยมีประเด็นการดำเนินงาน และการพัฒนามหาวิทยาลัยสู่สังคมเป็นเป้าหมาย

          ที่น่าเบื่อที่สุดคือ สภามหาวิทยาลัยที่มีคนจงใจใช้เป็นเวทีห้ำหั่นกัน   กลายเป็นเวทีแห่งความขัดแย้งไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน   บรรยากาศแห่งความสร้างสรรค์ถูกทำลายไปหมด   เหลือแต่บรรยากาศแห่งความเผ็ดร้อนรุนแรง   การประชุมเพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลองค์กรเปลี่ยนสภาพเป็นเวทีต่อสู้ฟาดฟัน   ส่วนใหญ่จะเป็นการต่อสู้กับความไม่โปร่งใสในการบริหาร   ซึ่งในยุคที่ระบบกำกับดูแลของเราพัฒนาขึ้นมากเช่นนี้ไม่ควรเสียเวลาไปกับเรื่องรายประเด็น   ควรใช้คณะกรรมการตรวจสอบ (Audit Committee) ทำหน้าที่ตรวจสอบความสุจริตถูกต้องของการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ

          นายกสภาที่เป็นประธานการประชุมไม่ควรยอมให้ดาวสภาอาละวาดด้วยเรื่องแบบนี้เรื่องเดียวเป็นเวลา ๑ ชั่วโมงหรือกว่า อย่างที่ผมเคยประสบเมื่อประมาณสิบปีมาแล้ว   ควรแจ้งให้ดาวสภาทำเรื่องมาเป็นลายลักษณ์เพื่อส่งให้คณะกรรมการตรวจสอบไปตรวจสอบรายละเอียดข้อเท็จจริง เอามาเสนอสภาฯ

          ที่ผมเคยพบอีกแบบหนึ่งคือนายกสภาคอยเร่งให้การประชุมผ่านไปโดยเร็ว   “เดี๋ยวตกเรือบิน” กลับไม่ทัน   ผมเข้าใจว่าท่านนายกสภาฯ คงจะคิดว่าหน้าที่ของสภาคืออนุมัติหรือไม่อนุมัติเรื่องที่เสนอเข้าสภาเท่านั้น   ไม่ได้มองแบบทำหน้าที่กำกับดูแลภาพรวมของมหาวิทยาลัย

          ผมเป็นนายกสภาฯ หรือประธานที่ไม่ดีนัก   ผมมีสไตล์เปิดโอกาสให้คนแสดงความคิดเห็น   แม้จะรู้ว่าคนนั้นจะแสดงความเห็นที่ไม่ค่อยมีประเด็นอะไร ก็ปล่อยให้พูด   ผมมองว่าคนที่อยู่ในสภาฯ ก็รู้เองว่าเขาต้องการสื่อสารอะไร หรือมีวิธีคิดแบบไหน   แล้วประธานจึงสรุปประเด็น   เดี๋ยวนี้แม้สมาชิกในที่ประชุมพูดแตกประเด็นไปคนละทิศคนละทาง ผมก็พอจะสรุปประเด็นและขอมติได้   คือใช้วิธีสังเคราะห์ยกระดับข้อสรุปขึ้นไปอีกระดับหนึ่งที่เหนือรายละเอียดที่ขัดแย้ง   วิธีนี้ใช้ได้ดีในที่ประชุมที่สมาชิกเป็นผู้ใหญ่

 

 

วิจารณ์ พานิช
๑๒ ส.ค. ๕๔