วิจารณ์หนังสือ
“ชุมชนกับการปกครองชีวญาณ: กลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวีในภาคเหนือของไทย”
“ชุมชนกับการปกครองชีวญาณ : กลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวีในภาคเหนือของไทย” เอกสารลำดับที่ 69 ของโครงการจัดพิมพ์เอกสารทางวิชาการ ดำเนินการโดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร(องค์การมหาชน)เป็นผลงานของ ศาสตราจารย์ชิเกฮารุ ทานาเบ ศาสตราจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยา มหาวิทยาลัยโอทานิ ประเทศญี่ปุ่น จากผลการเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนามในจังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2541 – 2545 โดยยึดแนวทางการศึกษาทางด้านมานุษยวิทยาเป็นหลัก เพื่อที่ต้องการทำความเข้าใจกับความพยายามที่จะดำรงชีวิตและการมีสุขภาพที่ดีของตนเองของปัจเจกชนในขณะที่ต้องเผชิญกับความเจ็บป่วยและความทุกข์ ภายใต้สถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงของระบบการจัดการสาธารณสุข มีจุดประสงค์ในการศึกษาเพื่อต้องการศึกษาความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตกับสุขภาพปัจเจกชนผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่อยู่ภายใต้สวัสดิการที่เกิดจากนโยบายด้านสาธารณสุขของรัฐ จากวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโรคเอดส์ที่ปรากฏตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2534 ที่มี “การใช้อำนาจ”ในการดำเนินงานด้านสาธารณสุขและการแพทย์ในการปฏิบัติการการดูแลรักษาสุขภาพของประชาชน การศึกษาครั้งนี้มีวิธีการดำเนินการศึกษาโดยการทำความเข้าใจกับระบบสาธารณสุขและการแพทย์ที่กำลังดำเนินอยู่ ควบคู่กับ การทำความเข้าใจกับปฏิบัติการทางการดูแลรักษาสุขภาพของประชาชน ที่ทำให้มีการก่อตั้งเครือข่ายและกลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ในภาคเหนือ ซึ่งอาศัยเครือข่ายกลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ใน 6 จังหวัดภาคเหนือ 209 กลุ่ม ที่ได้จำแนกออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ที่ประกอบด้วย กลุ่มแกนนำ , กลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ , กลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรพัฒนาเอกชน , กลุ่มที่เกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือจากองค์กรต่างในชุมชน เป็นพื้นทำในการศึกษา โดยมีการกำหนดกรอบแนวคิดในการศึกษาโดยใช้ แนวคิด “สุขภาพ” ของ จอร์จ คันกิลเฮม (Georges Canguilhem) , แนวคิด “ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ” และ แนวคิด “การปกครองชีวญาณ” ของ มิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault) , แนวคิด “การสะท้อนกลับในยุคทันสมัย” ของ แอนโทนี่ กิดเดนส์ (Anthony Giddens)
เนื้อหาหลักของหนังสือถูกจำแนกเป็น 4 บทด้วยกัน เริ่มจากการกล่าวถึงการปฏิรูประบบการแพทย์สมัยใหม่ทำให้ประชาชนที่เข้ารับการรักษา ต้องปฏิบัติการดูแลรักษาสุขภาพตามที่ถูกกำหนดขึ้นจากระบบการแพทย์สมัยใหม่ ซึ่งเกิดจากความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่พัฒนาขึ้นมาภายในระบบวัฒนธรรมแบบตะวันตก ส่งผลให้ปฏิบัติการทางการแพทย์สมัยปราศจากเงื่อนไขของสังคม วัฒนธรรม จึงเกิดมีความขัดแย้งกับประชาชนที่เข้ารับการรักษา เนื่องจากประชาชนอยู่ภายใต้เงื่อนไขของสังคม วัฒนธรรมดั่งเดิมที่มีการแพทย์พื้นบ้านซึ่งผู้เชี่ยวชาญในการรักษามีอำนาจและบทบาทต่อสังคม กิจกรรมการดูและรักษาสุขภาพของผู้เชี่ยวชาญนั้นเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของชุมชน ซึ่งแสดงถึงการเกิด “ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ” ระหว่างแพทย์ กับ ผู้ติดเชื้อและผู้ป่วย
ในบทที่สอง เป็นการทำความเข้าใจ ผู้ติดเชื้อในภาคเหนือที่รวมตัวขึ้นเป็นชุมชนรูปแบบใหม่ ที่ต้องการแสวงหาทางอยู่รอดจากการกีดกันทางสังคมที่เรียกว่า “ชุมชนปฏิบัติ” ที่เน้นกระบวนการการเรียนรู้ทางสังคม และยังเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนทัศนะคติ ที่ได้รับข้อจำกัดของการแพทย์และระบบการดูแลรักษาสุขภาพระหว่างผู้ติดเชื้อด้วยกัน รวมไปถึงความเป็นไปได้ในการนำความรู้ “แพทย์ชีวภาพ” และความรู้ “แพทย์พื้นบ้าน” มาประยุกต์ในการดูและรักษาสุขภาพของตนเองให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ในบทที่สาม กล่าวถึงชุมชนลักษณะพิเศษของกลุ่มผู้ติดเชื้อที่ดำเนินงานโดยมีความรับผิดชอบต่อตนเอง เพื่อรักษาดูแลสุขภาพซึ้งกันและกัน จึงก่อให้เกิดเครือข่ายที่มีผู้ติดเชื้อหลายๆกลุ่ม แต่ละกลุ่มพยายามที่จะสร้างชุมชนให้มีความมั่นคงมากยิ่งขึ้นโดยการสะท้อนให้เห็นการดูแลรักษาสุขภาพซึ่งกันและกัน ประชาชนจึงมีความรับผิดชอบและเกิดการควบคุมตนเอง และไม่ต้องการให้สังคมกีดกั้นความสัมพันธ์ระหว่างเครือข่ายที่เป็นชุมชน กับ สังคม
ในบทสุดท้าย กล่าวถึงการปฏิบัติการจากกิจกรรมของกลุ่มผู้ติดเชื้อ และผู้ป่วยเอดส์ ในรูปแบบการสนทนาแลกเปลี่ยนทัศนะคติและการร่วมปฏิบัติกิจกรรมร่วมกันกับเครือข่าย เป็นการสะท้อนกลับในพื้นที่สาธารณะ จึงมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการสร้าง “ชุมชนที่ปกครองตนเอง” ของเครือข่ายกลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยโรคเอดส์ในภาคเหนือ ทำให้พื้นที่สาธารณะในชุมชนเกิดเป็นรูปแบบ 2 มิติ โดยการก้าวเข้าสู่การปกครองตนเองด้วยการดูแลและรับผิดชอบตนเอง และเกิดการขยายเครือข่ายของกลุ่มผู้ติดเชื้อโดยเกิดจากการสร้างความร่วมมือกับสถาบัน องค์กรภายนอก ที่เรียกว่า “ชุมชนการปกครองชีวญาณ”
กล่าวได้ว่าหนังสือเล่มนี้อธิบายถึงผลกระทบที่ได้รับจากสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงของระบบการจัดการสาธารณสุขซึงก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างอำนาจของการแพทย์ที่เป็น “ระบบการแพทย์สมัยใหม่”จากวัฒนธรรมตะวันตก กับ “ระบบการแพทย์แผนพื้นบ้าน”ที่ได้รับอิทธิพลจากเงื่อนไขสังคม วัฒนธรรมของตนเอง โดยที่ผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ได้สร้างเครือข่ายกลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ในภาคเหนือจึงเกิดการรวมตัวขึ้นเพื่อความพยายามที่จะดำรงชีวิตและการมีสุขภาพที่ดีของตนเองของปัจเจกชนในขณะที่ต้องเผชิญกับความเจ็บป่วยและความทุกข์ ภายใต้สถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงของระบบการจัดการสาธารณสุข เกิดเป็นชุมชนรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “ชุมชนปฏิบัติ” ที่เป็นพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในแนวทางการปฏิบัติดูแลรักษาสุขภาพของตนเองระหว่างผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยโรคเอดส์ด้วยกัน เพื่อที่จะนำไปประยุกต์ปฏิบัติการรักษาสุขภาพของตนเองให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยมีนักวิชาการจำนวนหนึ่งได้แสดงถึงทัศนะที่สอดคล้องต่อผลงานชิ้น เพราะถือว่า สุขภาพที่จะทำให้มีชีวิตรอดหรือตายนั้นเป็นเรื่องส่วนตัว เพราะการเกิดและตายเป็นเรื่องส่วนตัว แต่กิจการสาธารณสุขไม่ใช่เรื่องส่วนตัว เพราะระบบด้านการสาธารณสุขเป็นพื้นที่ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งสุขภาพมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคภัยไข้เจ็บ อันตรายจากสุขภาพนำไปสู่ความตายก่อนวัยอันควรจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญของสภาวะสมัยใหม่ จากแนวทางของ “ทานาเบ” เป็นการศึกษากลไกการครอบงำของรัฐเสรีนิยมใหม่ที่ดำเนินการผ่าน ภายใต้กลไกลอำนาจสาธารณสุข ในการที่จะพัฒนาสาธารณสุขให้แก่ชุมชน[1]
ส่วนอีกหนึ่งทัศนะซึ่งได้มีความเห็นที่สอดคล้องกับกระบวนการการดำเนินการศึกษาของผลงานชิ้นนี้ ที่ได้หันกลับไปให้ความสำคัญกับทฤษฏีชุมชนในการศึกษา กล่าวถึงทฤษฎีชุมชนของอาจารย์ทานาเบ้ที่ใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์ชุมชนผู้ติดเชื้อเอสไอวี ซึ่งเป็นแนวคิดที่เรียกว่า ชุมชนปฏิบัติแบบมีสำนึก หรือ ชุมชนที่จินตนาการตัวเอง ซึ่งอาจารย์ทานาเบ้าได้นำแนวคิดเรื่อง “การปกครองชีวญาณ” ของ Michel Foucault มาวิเคราะห์กระบวนการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ของความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างรัฐ ทุน ชุมชน ซึ่งจะมีส่วนในการผลักดันให้ปัจเจกชนต้องยอมรับความเสี่ยงทางด้านสุขภาพ[2] ซึ่งเห็นได้ว่าการที่เครือข่าย ผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ได้รวมตัวขึ้นมานี้ ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ในแนวทางที่ปฏิบัติในการดูรักษาสุขภาพของผู้ติดเชื้อเอชไอวี และผู้ป่วยเอดส์เพื่อที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในการรักษาสุขภาพของตนเองแต่ก็ยังได้รับการกีดกั้นระหว่าง “ชุมชนของผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์” กับ สังคมส่วนร่วม แต่อีกด้านถือเป็นการสะท้อนให้สังคมได้ตระหนักถึงองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องของสาเหตุที่เกิดการก่อตัวของ “ชุมชน” ที่เป็นพื้นที่ทางสังคมของผู้ติดเชื้อ ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องให้ความสำคัญกับระบบการจัดการด้านสาธารณสุขทั้งในเรื่องของการให้ความรู้ในการป้องกันกันติดเชื้อ และระบบการจัดการการดูแลรักษารวมไปถึงแนวทางการปฏิบัติการดูแลรักษาผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ที่ถูกต้องในสังคมปัจจุบันมากยิ่งขึ้น
อ้างอิง
กนกศักดิ์ แก้วเทพ. (2549). รัฐศาสตร์สาร. กรุงเทพฯ : ม.ป.ท.
ธเนศ วงศ์ยานนาวา. (2549). รัฐศาสตร์สาร. กรุงเทพฯ : ม.ป.ท.
[1] ธเนศ วงศ์ยานนาวา. (2549). “การแลกเปลี่ยนทางความคิดกับบทความ ทัศนะ ชุมชน กับการปกครองชีวญาณ: อำนาจที่ซ่อนเร้นในสาธารณสุขไทย กับรากฐานทางปรัชญาของ Shigeharu Tanabe,” รัฐศาสตร์สาร . 27(1),40-53.
[2] กนกศักดิ์ แก้วเทพ . (2549). “การแลกเปลี่ยนทางความคิดกับบทความ ทัศนะ ชุมชน กับการปกครองชีวญาณ: อำนาจที่ซ่อนเร้นในสาธารณสุขไทย ของ Professor Shigeharu Tanabe,” รัฐศาสตร์สาร . 27(1),54-61.