..สังเกตดูสิ โรคไตวายในวันนี้สูงกว่าอดีตเมื่อก่อนมากแค่ไหน (อาจเพราะคนเรา “การศึกษาสูงขึ้น” ทำให้ดื่มน้ำมากขึ้นตามที่บงการโดยระบบ “สังคมฐานความรู้”)

ดื่มน้ำวันละ 8-10 แก้วตามคำสอนฝรั่ง ระวังไตวาย (=ตายไว)

 

(หมายเหตุ: บทความนี้ได้นำลงผจก.ออนไลน์ คอลัมน์ “คิดถึงเมืองไทย” สักเมื่อ ๒๕๕๒ แต่ได้ปรับสำนวนและเพิ่มเติมข้อมูลเสียใหม่ในบทความนี้)

 

เราท่องตามหนังสือสุขศึกษาที่แนะนำให้ดื่มน้ำวันละ 8-10 แก้วกันมานาน เชื่อว่าตัวเลขนี้มีที่มาจากนักวิชาการด้านสุขภาพของไทยที่ลอกความรู้มาจากตำราฝรั่งอีกต่อ (ตามเคย) ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าการดื่มในปริมาณขนาดนี้มันมากเกินไปประมาณ 3 เท่า ซึ่งน่าจะส่งผลให้คนไทยเราตายไวมากขึ้น

 

 ผู้เขียนเป็นวิศวกร ไม่ใช่หมอ เหตุผลทั้งหมดที่จะยกอ้างมาสนับสนุนความเห็นนี้ ผู้เขียนคิดเอาเองทั้งสิ้น ดังนั้นโปรดอ่านด้วยวิจารณญาณก่อนเชื่อหรือและถือปฏิบัติ

 

มนุษย์เรามีการสูญเสียน้ำหลายทาง เช่น ทางปัสสาวะ อุจจาระ เหงื่อ และการหายใจ  ซึ่งหมายความว่าเราก็ต้องการน้ำเติมเข้าสู่ร่างกายเป็นการชดเชยในระดับที่เท่ากับการสูญเสีย (ไม่เช่นนั้นก็จะแห้งตายในที่สุด)    แต่ถ้าเราดื่มน้ำน้อยจนชิน ร่างกายก็น่าจะปรับตัวตาม เช่น รูขุมขนอาจจะหดตัว (ทำให้มีการเสียเหงื่อน้อยลง) การปัสสาวะน้อยลง (แต่ปัสสาวะจะเข้มข้นขึ้น) และลมหายใจก็จะแห้งกว่าปกติ (ลดการสูญเสียน้ำทางลมหายใจ)  และถ้าดื่มน้ำมากจนชิน (หรือไม่ชินแต่ทำตามความเชื่อ) ผลก็ตรงกันข้าม 

 

 ตำราฝรั่งบอกว่าควรดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว แต่คนฝรั่งมีน้ำหนักตัวเฉลี่ยที่ 80 กก. ส่วนคนไทยเฉลี่ยที่ 60 กก.  ดังนั้นเราคนไทยดื่มน้ำเพียงวันละ 6 แก้วก็เพียงพอแล้ว (เทียบตามหลักบัญญัติไตรยางค์)   (ภาษิตไทยโบราณ เห็นช้างกินอย่ากินตามช้าง)

 

 แต่ช้าก่อน...อาหารไทยของเราอาจมีน้ำอยู่ในอาหารมากกว่าเขาอยู่แล้ววันละ 3 แก้ว เช่นข้าวสวยของเรามีน้ำมากกว่าขนมปังของฝรั่งมาก ข้าวสวย  3 ส่วนมีน้ำเสีย 2 ส่วน  วันหนึ่งเรากินข้าว 3 จาน ก็เท่ากับว่ากินน้ำไปแล้ว 2 แก้ว (ในขณะที่ขนมปังมีน้ำเพียง 0.15 ส่วนเท่านั้น น้อยกว่าข้าว 17 เท่า)  นอกนากนี้เรายังนิยมข้าวกับกับข้าวเปียกน้ำอีกด้วย เช่น แกงส้ม ต้มจืด ต้มยำ ก๋วยเตี๋ยว แกงเลียง ซึ่งมีน้ำมากกว่าอาหารฝรั่งมหาศาล เพราะพวกเขากินสะเต็ก ไข่ดาว หมูแฮม  อย่างมากก็อาจมีซุปถ้วยน้อยๆ สักถ้วย  คะเนได้ว่าอาหารเราก็เต็มน้ำอีก 2 แก้วมากกว่าฝรั่ง

 

  ดังนั้น เมื่อนับจำนวนน้ำทางอ้อมเข้าไปประกอบด้วยจึงคำนวณได้ว่าเราควรดื่มน้ำชดเชยเพียงแค่วันละ 2 แก้วเท่านั้น นี่ว่าตามค่าเฉลี่ยนะ สำหรับบางคนอาจ 1-4 แก้ว สุดแล้วแต่ความเคยชินและการฝึก

 

 ผู้เขียนเชื่อว่าการดื่มน้ำมากเกินไป (เช่น 8 แก้วต่อวัน) จะทำให้ฉี่ไส และฉี่บ่อย เพื่อคายน้ำส่วนเกิน ซึ่งทำให้ไตทำงานหนักเกินจำเป็น (อ่านพบแบบกระท่อนแท่นว่าไตทำหน้าที่ส่งผ่านสิ่งโสโครกที่กรองออกจากเลือดไปสู่น้ำก่อนระบายออกสู่ท่อปัสสาวะ)  ดังนั้นการดื่มน้ำมากเกินไปอาจทำให้ไตเสื่อมเร็วกว่าปกติเนื่องเพราะไตต้องทำงานหนักกว่าปกตินั่นเอง ..สังเกตดูสิ โรคไตวายในวันนี้สูงกว่าอดีตเมื่อก่อนมากแค่ไหน (อาจเพราะคนเรา “การศึกษาสูงขึ้น” ทำให้ดื่มน้ำมากขึ้นตามที่บงการโดยระบบ “สังคมฐานความรู้”)

 

 อย่าลืมด้วยว่าอากาศบ้านเรามีความชื้นสูงกว่าบ้านเขามาก (ความชื้นสัมพัทธ์บ้านเราเฉลี่ยประมาณ 70% ส่วนของเขาประมาณ 30%)  ซึ่งข้อแตกต่างนี้จะทำให้ผิวหนังเราสูญเสียน้ำจากรูขุมขนน้อยกว่าเขา ก็ยิ่งต้องการน้ำน้อยกว่าเขาเข้าไปอีก

  

 ที่สำคัญกว่านั้นคือการหายใจเข้าออกนั้นเกิดการสูญเสียน้ำมากพอควร เพราะแต่ละวันเราหายใจมากทีเดียว อากาศเมืองฝรั่งแห้งกว่าบ้านเรามาก (ความชื้นสัมพัทธ์)  ดังนั้นเมื่อเขาหายใจเข้าไปสู่ปอดความชื้นในร่างกายก็จะถูกดูดซับออกสู่ลมหายใจได้มากกว่าการหายใจในอากาศชื้นของบ้านเรา ก็ยิ่งทำให้เขาสูญเสียน้ำในร่างกายมากกว่าเรา (ดังนั้นก็ต้องดื่มน้ำชดเชยเข้าไปมากกว่าเรา) ไม่เชื่อก็ลองสังเกตจากลมหายใจออกในหน้าหนาวของดาราในหนังฝรั่งสิ การที่เกิดควันขาวออกจากรูจมูกดาราฝรั่งนั้นแท้แล้วก็คือไอน้ำในลมหายใจที่มีความชื้นสูงเกิดการควบแน่น (condensation) ในอากาศเย็นออกกลายเป็นหมอกนั่นเอง ซึ่งแสดงว่าลมหายใจออกนั้นมีการดูดซับความชื้นออกมาจากร่างกาย ซึ่งการดูดซับความชื้นของเขามีมากกว่าของเราทุกลมหายใจเข้าออก  ก็ยิ่งทำให้เขาต้องดื่มน้ำเข้าไปชดเชยมากกว่าเราวันละหลายแก้ว

 

 ท่อนบนนั้นเขียนไว้แต่เมื่อพศ. ๒๕๕๒ วันนี้ ๑๔ สค. ๕๔ ชักเอะใจไปลองคำนวณดู สมมุติว่าฝรั่งเฉลี่ยหายใจนาทีละ 50 ลิตร ส่วนไทยตัวเล็กหายใจนาทีละ 37.5 ลิตร และสมมติว่าอากาศฝรั่งแห้ง 30% ที่ อภ.เฉลี่ย 20C ส่วนของเรา 70% ที่อภ.เฉลี่ย 32C และสมมติว่าอภ.อากาศหายใจออกมีค่าเท่ากันคือ 80%ความชื้น ที่ อภ.ร่างกายคือ 37C (ตัดจุดหกออก) เอาไปทำการคำนวณตามหลักการวิศวกรรมศาสตร์ได้ตัวเลขออกมาน่าตกใจว่า ฝรั่งเสียน้ำจากการหายใจวันละ 6.9 แก้ว (แก้วละ 250 CC)  ส่วนคนไทยเพียง 1.725 แก้ว นี่หมายความว่าเราควรกินน้ำน้อยกว่าฝรั่งอีก 5.175 แก้ว!!!

 

 เมื่อพิจารณาทุกสิ่งประกอบหมดแล้วอาจเป็นไปได้ว่าเราไม่ควรดื่มน้ำเลยแม้แต่เพียงวันละแก้ว  เพราะการดื่มทางอ้อมมีพอ และการสูญเสียทางอ้อมก็น้อยกว่าเขามาก  แต่เราเชื่อ(ลอก)ตำราฝรั่งที่บอกว่าต้องดื่มน้ำวันละ 8-10 แก้ว กันมานานนมแล้ว

 

 สำหรับระบบการไหลเวียนของเลือด (โลหิต) นั้น ข้อมูลฝรั่งที่นักวิชาการไทยเราเอามาเล่าต่อว่าการกินน้ำมากจะทำให้เลือดใส ทำให้ไหลลื่นได้ง่าย แต่ถ้ากินน้ำน้อยเลือดจะข้น ก็จะหนืด ทำให้ไหลยาก จนทำให้กลายเป็นโรคความดันโลหิตสูง (เพราะพอเลือดไหลยาก หัวใจก็ต้องออกแรงดันมากกว่าปกติเพื่อให้เลือดไหลไปได้ ก็เลยต้องสร้างความดันให้สูงกว่าปกติ)  ประเด็นนี้ฟังดูน่าเชื่อถือมาก เพราะเข้ากันได้กับสามัญสำนึกของเราท่าน (แถมหมอฝรั่งพูดให้ฟังก็ยิ่งน่าเชื่อเข้าไปใหญ่ 

 

 แต่ผู้เขียนขอให้ข้อคิดแย้งตามหลักการทางวิศวกรรมศาสตร์ (ที่เรียนมาจากครูและตำราฝรั่ง) โดยขอสมมติว่าเส้นเลือดมีขนาดใหญ่เท่าเดิมในทุกกรณี ดังนั้นการที่เลือดใสขึ้นก็หมายความว่าปริมาณเลือดที่ไหลจะต้องมากขึ้นด้วย เพื่อนำเซลเม็ดเลือดที่ดูดสารอาหารไปหล่อเลี้ยงร่างกายให้เพียงพอเท่าเดิม (ชดเชยความเข้มข้นน้อยด้วยปริมาณที่มากกว่า)  ดังนั้นความเร็วของการไหลของเลือดในเส้นเลือดก็จะต้องสูงขึ้นด้วย แต่ตามหลักวิศวกรรมศาสตร์ถ้าความเร็วสูงขึ้น 2 เท่า เครื่องสูบส่ง  (หัวใจในที่นี้) ต้องทำงานหนักมากขึ้น 8 เท่า (กฎความเร็วยกกำลังสาม) แต่ความหนืดของเลือดที่น้อยลงอาจช่วยทำให้ภาระการทำงานของหัวใจลดลงได้เล็กน้อย (ประมาณ 2 เท่าเป็นอย่างมาก) ดังนั้นการใสขึ้นของเลือดจากการดื่มน้ำมากนั้นอย่างดีที่สุดก็ช่วยลดภาระการทำงานของหัวใจที่มากขึ้นจาก 8 เท่ามาเหลือแค่ 4 เท่า ดังนั้นโดยภาพรวมเลือดที่ใสขึ้นน่าจะเป็นผลร้ายต่อหัวใจมากกว่าเลือดที่ข้นขึ้นเสียอีก (เรื่องนี้น่าสนใจมาก ทำเป็นวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของหมอได้เลย MD –Ph.D.)

 

 การดื่มน้ำของผู้เขียนมักไม่เป็นระบบตามที่ชี้แนะโดยนักวิชาการด้านสุขภาพของไทย โดยหิวเมื่อไรก็ดื่มเมื่อนั้น ซึ่งโดยปกติก็จะประมาณ 1 ชม.หลังอาหารพอดี ซึ่งในช่วงนี้เข้าใจว่าอาหารจะย่อยหมดพอดี ผู้เขียนเชื่อว่าการ “ดื่มเมื่อหิว เท่าที่อิ่ม” เป็นวิธีธรรมชาติที่สอดคล้องกับสภาพของตัวเรามากที่สุด และสมดุลที่สุด เพราะพอร่างกายต้องการน้ำเขาก็จะเตือนเราด้วยการสร้างความหิวน้ำขึ้นมา  เชื่อว่ามนุษย์แต่ละคนต้องการน้ำไม่เท่ากันตามเงื่อนไขปัจจัยอันเป็นสมบัติเฉพาะตน ไม่ต่างอะไรกับการที่แต่ละคนก็มีนิสัยอารมณ์แตกต่างกันไป  อีกทั้งการต้องการน้ำยังสามารถ “ฝึก” ได้อีกด้วย

 

 น่าสังเกตว่ายังไม่เคยได้ยินผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพท่านใดในโลกนี้ออกมาบอกว่ามนุษย์เราต้องการอากาศเข้าสู่ร่างกายเป็นปริมาณเท่านั้นเท่านี้ต่อวัน ทั้งที่อากาศสำคัญกว่าน้ำเสียอีก ขาดน้ำสามวันก็ยังไม่ตาย แต่ขาดอากาศ 3 นาทีก็ตายแล้ว ซึ่งกรณีการหายใจนี้เราปล่อยให้เป็นหน้าที่ของธรรมชาติร่างกายในการกำหนดอัตราการหายใจ โดยเราไม่เข้าไปแทรกแซงกำหนดกฎเกณฑ์อะไรให้มากเรื่องมากความ แต่ทำไมเรากลับไปกำหนดเรื่องการต้องการน้ำเล่า??  ทำไมไม่ปล่อยไปตามธรรมชาติของร่างกาย?  แต่เชื่อหรือไม่ว่าความต้องการอากาศก็สามารถ “ฝึก” ได้เช่นกัน แต่ต้องการวิทยายุทธวิถีพุทธในขั้นสูงสักหน่อย เช่นการเข้าสมาธิในขั้นสูงนั้นต้องการอากาศในการหายใจน้อยมาก (ซึ่งสัตว์เดรัจฉานทั้งหลายที่รู้จักการจำศีลต่างก็รู้เคล็ดลับนี้ เช่น หมี กบ ปลาไหล เป็นต้น)

 

 ผู้เขียนสรุปว่าถ้านักวิชาการไทยเราชี้นำให้คนไทยดื่มน้ำ (และกินอาหาร) ตามระบบของฝรั่งแบบที่ลอกเขามาใช้ทั้งดุ้นโดยไม่ปรับให้เข้ากับสภาพร่างกายของคนไทยเรา อีกหน่อยคนไทยก็คง”ตายไว”  (ไตวาย) กันหมด เท่ากับว่านักวิชาการด้านสุขภาพได้ร่วมกันทำบาปหนักหนาสาหัสมานาน ฆ่าคนไปไม่รู้กี่พันหมื่นในแต่ละปี

 

 คนไทยเรามักลอกฝรั่งมาใช้โดยไม่คิดเสมอ แม้ระบบประชาธิปไตยก็ลอกเขามาใช้ทั้งดุ้นเหมือนกัน จนเทิดทูนกันเสียเหลือเกิน จนใครแตะต้องไม่ได้ ผู้เขียนเคยนำเสนอระบบประชาธิปไตยรูปแบบใหม่ที่เข้ากันได้กับลักษณะสังคมไทยมาหลายรูปแบบก็ถูกรุมก่นด่า หาว่าไม่เป็น “ประชาธิปไตย”  ซึ่งเรื่องนี้อาจนำไปสู่อาการ “ไทวาย” ที่เลวร้ายกว่า ”ไตวาย” เสียอีก

 

ทวิช จิตรสมบูรณ์.....๑๔ สค ๒๕๕๔