กระบวนการเรียนรู้ การจัดการความรู้ และการเขียน จะช่วยให้กระบวนการทำงานของพยาบาลชุมชน และการสื่อสารสุขภาพพัฒนาอย่างไร??? 

 

มุมมองและการนำเสนอ

        ในหัวข้อนี้มีคำใหญ่ๆ อยู่ หลายคำด้วยกัน คำใหญ่ๆเหล่านี้เองที่เป็น In put สำหรับคนทำงาน องค์กรและการขับเคลื่อนในทุกระดับ นับตั้งแต่ระดับปัจเจกถึงระดับมหภาคกันเลยทีเดียว ประสบการณ์ของนักพัฒนาได้บทเรียนเสมอว่า “กระบวนการเรียนรู้” ช่วยให้ทีมงานเติบโตและกระบวนการเรียนรู้ที่ดีทำให้นักพัฒนาได้ทบทวนตัวเองเสมอ รวมไปถึงความชัดเจนของการทำงาน ที่จะส่งผลต่อเป้าหมายของงานด้วย

        ส่วนประเด็นการจัดการความรู้(Knowledge management) ก็เช่นเดียวกัน การจัดการความรู้เป็น “เครื่องมือ” ในการขับเคลื่อนปัจเจกจนถึงระดับองค์กร ชุมชน หากมีการจัดการความรู้ที่ดี ก็จะมีพลังของการพัฒนาผ่าน “ปัญญาปฏิบัติ” (Tacit knowledge) ที่สะสมสมเป็นกลุ่มก้อนความรู้(Knowledge Asset) ไว้เป็นต้นทุน

        สำหรับ “การเขียน” ถือว่าเป็นทักษะที่จำเป็นอย่างมาก หากเรามองในแง่มุมของการสื่อสาร การเขียนไม่ได้จำกัดว่าต้องเขียนลายมือปกติ หรือ การสื่อสารทางออนไลน์ช่องทางอื่น ทักษะการเขียนสำคัญเพราะเป็น ช่องทางการถ่ายทอดความรู้ที่ผู้คนสามารถเข้าถึงความรู้ต่างๆโดยง่าย ดังนั้นการจัดการความรู้ที่ครบวงจรจึงต้องพึ่งพาทักษะการนำเสนอในรูปแบบการเขียนที่ดีไปด้วย

พยาบาลชุมชนกับการสื่อสารสุขภาพ

        วิชาชีพที่ทำงานอยู่กับความเป็นอยู่ของผู้คน วิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพที่มีนิยามครอบคลุม กาย ใจ และจิตวิญญาณ เป็นวิชาชีพที่ใช้ความประณีตอย่างสูงในการเข้าถึงความรู้ใหม่ๆ ที่เป็นความรู้เชิงลึก เป็นความรู้คุณภาพ เพื่อยกระดับการเรียนรู้ และที่สำคัญเข้าใจพลวัตของการเรียนรู้ เพื่อให้เข้าใจ ความซับซ้อนของระบบสุขภาพ

        พยาบาลชุมชน นอกจากจะมีทักษะความชำนาญทางด้านวิชาชีพแล้ว ยังต้องเข้าใจมิติสังคมแบบองค์รวม รูปแบบงานที่เกี่ยวข้องกับชีวิต จึงจำเป็นต้องใช้องค์ความรู้ใหม่และมีคุณภาพในการทำงาน อีกทั้งต้องสร้างความรู้จากการงาน เพื่อให้งานนั้นสำเร็จและสร้างความรู้และคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับกลุ่มเป้าหมาย

        ความรู้จึงสำคัญ ความรู้จึงเป็น “ต้นทุน” ที่พยาบาลชุมชนต้องเข้าถึงความรู้ใหม่ๆและมีระบบการจัดการความรู้ที่เหมาะสม ผลิตความรู้ แลกเปลี่ยนและถ่ายทอดความรู้ ครบเป็นวงจร

        การพัฒนาศักยภาพคนหน้างาน โดยเฉพาะพยาบาลชุมชนจึงต้องมีทักษะ การจัดกระบวนการเรียนรู้ การจัดการความรู้ การถอดบทเรียน และ การเขียนเพื่อการสื่อสารจัดการความรู้ เราคาดหวังว่าทักษะเหล่านี้จะช่วยให้พยาบาลที่ทำงานในลักษณะนี้ สามารถใช้เครื่องมือทั้งหมดในการพัฒนาตนเอง องค์กร ตลอดจนถึงการคิดนวัตกรรมใหม่ๆที่เป็นประโยชน์ต่อระบบสุขภาพได้

การถอดบทเรียนสู่การเขียน เพื่อสื่อสารจัดการความรู้ “ถอดบทเรียนสู่การเขียน” เพื่อสื่อสารจัดการความรู้

 

        เคยสงสัยไหมว่า ทำไมเวลาทำงานไปเรื่อยๆ คนทำงานมักจะจมอยู่กับงานนั้นๆ และยังมีข้อผิดพลาดซ้ำเดิมๆ  ที่คอยแก้ไขครั้งแล้วครั้งเล่า เมื่อหันกลับมามองต้นทุนทางปัญญาของตัวเราเอง และต้นทุนทางปัญญาขององค์กร เรามักเห็นแต่ความว่างเปล่า หรืออาจพอมีบ้างไม่เพิ่มพูนขึ้นตามระยะเวลาการทำงาน ไม่มีพลังเพียงพอต่อการขับเคลื่อนงานชิ้นใหม่ๆ

        คำตอบของปรากฏการณ์เหล่านี้คือ เราขาด “การถอดบทเรียน” หากเราได้บทเรียนที่ดี มีคุณภาพจากการถอดบทเรียนปัญหาข้างต้นก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป คุณและองค์กรจะก้าวย่างบนวิถีการทำงานต่อไปอย่างมีชีวิตชีวา "ถ้าผม(หรือดิฉัน)รู้ ผมคงไม่ทำผิดพลาดเช่นนี้" 

 

        แน่นอนว่าคงไม่มีใครเอ่ยประโยคนี้หลังจากเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นกับตัวเองทั้งๆที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น เพียงแค่ได้ "รู้" เท่านั้นเอง สิ่งที่เป็นเงื่อนไขของความผิดพลาดนั้นคือ "การได้รู้" หากรู้ก็คงไม่เกิดเหตุการณ์ทำนองนี้เป็นครั้งที่สอง

        ดังนั้น "บทเรียน" ที่ได้รับในครั้งนี้ ก็คือ ข้อมูล (Data) และข่าวสาร (Information) ที่ผ่านการปฏิบัติด้วยตัวเอง หรือไม่ก็ผ่านการสังเกต การเก็บข้อมูลของตนเอง บันทึกไว้ในสมองส่วนความจำและเมื่อไหร่ก็ตามที่เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันนี้ ความรู้ที่ถูกเก็บไว้นั้น จึงจะถูกนำมาใช้จัดการกับเหตุการณ์ที่อยู่ตรงหน้า

        ปัญหาอยู่ที่ว่า คนเรามักเก็บสิ่งที่รู้ไว้มิดชิดเกินกว่าจะนำมาถ่ายทอด หรือแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้อื่น นับว่าเป็นการสูญเสีย "งบดุล" ทางชีวิตและสังคมอย่างมาก หากเราและคนรอบข้างจะผิดพลาดในสิ่งเดียวกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยไม่ได้นำเอาความรู้ที่ตกผลึก หรือที่เรียกว่า "ความรู้ฝังลึก" (Tacit knowledge) ที่อยู่ในตัวตนนั้นมาใช้ประโยชน์ แล้วจะทำอย่างไรล่ะ? การที่จะนำความรู้ฝังลึกนั้นมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้อื่น เผื่อแผ่ผ่านประสบการณ์ของเรา หรือเจ้าของความรู้ ตรงนี้เองเป็นที่มาของ "การถอดบทเรียน"

        และเบื้องหลังที่สำคัญต่อจากการถอดบทเรียนก็คือ “การเขียน” เราจะเขียนบทเรียนอย่างไร?ให้มีพลัง และสามารถนำเอาองค์ความรู้เหล่านั้นสื่อสารออกมาอย่างมีประสิทธิภาพ เขียนได้เท่ากับที่ใจคิด

 

ถอดบทเรียนสู่การเขียนเพื่อการสื่อสาร  : ชมรมพยาบาลชุมชนแห่งประเทศไทย

        ใน Workshop ชมรมพยาบาลชุมชนแห่งประเทศไทย ที่มีวตถุประสงค์ในการพัฒนาศักยภาพแกนนำพยาบาลชุมชนที่ทำงานในพื้นที่ ในประเด็น “การถอดบทเรียน” และ “การเขียนเพื่อสื่อสารจัดการความรู้” เบื้องต้นโจทย์แบบนี้ก็เป็นประเด็นความต้องการเริ่มต้นในการออกแบบกระบวนการ คือ จะถอดบทเรียนอย่างไร? หลังจากนั้นจะเขียนอย่างไร? สองประเด็นนี้สำคัญเพราะหลายคนทำกระบวนการถอดบทเรียนได้ แต่เขียนสื่อสารไม่เป็นบทเรียนที่ดีจึงไม่ได้ถูกนำมาเผยแพร่

กระบวนการในเวทีถูกออกแบบแยกออกเป็น ๒ ส่วนคือ  

  • ส่วนของ “การถอดบทเรียน” (วิธีคิด เทคนิค วิธีการ ตลอดจนการฝึกทักษะ)  ส่วนนี้แน่นอนว่าการเรียนรู้ทฤษฏีแต่เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถลงลึกในการถอดบทเรียนได้ ดังนั้นอาจต้องมีการฝึกปฏิบัติการถอดบทเรียนเพื่อเสริมความมั่นใจ
  • ส่วนที่สองคือ “การเขียน” ครั้งนี้มีทีมนักเขียนรุ่นใหม่ที่มาช่วยเป็นพี่เลี้ยงให้กับชมรมพยาบาลด้วย คือ คุณบัส ศรัทธา ลาภวัฒนเจริญ เป็นนักเขียนรางวัลแว่นแก้ว อีกทั้งคุณบัสยังเปิดโรงเรียนนักเขียน อีกด้วย ประสบการณ์การฝึกเขียน จึงเป็นภารกิจหลักๆของคุณศรัทธาใน Workshop นี้ต่อจากการถอดบทเรียน มีน้องนักเขียนอีกกลุ่มที่มาจากสำนักพิมพ์ปิ่นโต พับลิชชิ่ง นำโดยคุณวรเชษฐ์ เขียวจันทร์ และคณะมาช่วยเสริมทัพ ช่วยในกระบวนการเรียนรู้ มีสีสันมาเป็นทีมใหญ่เลยทีเดียว

 

        การถอดบทเรียน  มีการนำเสนอเป็นชุดความรู้ ประสบการณ์ผ่านตัววิทยากร คือ เสนอโดยการแลกเปลี่ยนเพิ่มเติมจากประสบการณ์เดิมที่กลุ่มมีอยู่ พบว่า คนหน้างานกลุ่มนี้มีทักษะ การถอดบทเรียนอยู่แล้วระดับหนึ่ง (จากประสบการณ์การทำงาน การฝึกอบรม ตามแนวทางการสร้างความรู้ต่างๆ) ดังนั้นเรื่องวิธีวิทยาการถอดบทเรียน จึงไม่ใช่ประเด็น เพียงแต่มารื้อฟื้นกระบวนการให้เห็น รวมไปถึงข้อจำกัดบางอย่างในการทำเวทีถอดบทเรียน

        ถอดบทเรียน ทำได้ง่ายๆ แต่หากไม่ลงลึกและรอบด้านเพียงพอก็ได้เพียงปรากฏการณ์ที่เป็นเปลือกนอก ถือว่าเป็นบทเรียนที่ไม่ได้สะท้อนต้นทุนที่เป็น “บทเรียน” สักเท่าไหร่ 

        ดังนั้นการถอดบทเรียน นอกจากมีเป้าหมายในการได้บทเรียนแล้ว ลึกไปกว่านั้น คือการได้    “ชุดความรู้” ชุดหนึ่ง ที่มีคุณค่าจากการสรุปแบบบูรณาการ ที่ประกอบด้วยมุมมอง วิธีคิด ไปจนถึงปรากฏการณ์อันเนื่องมาจากมุมมอง วิธีคิดเหล่านั้น อาจกล่าวได้ว่า Right View,Right Concept ถึงจะเกิด Right Action และได้ชุดความรู้ใหม่ที่มีประสิทธิภาพที่จะเป็นข้อมูลต้นทุนในการสร้างสรรค์งานอย่างต่อเนื่องและเกิดความเข้าใจ (Comprehension) ก่อเกิดวิธีคิดใหม่ มุมมองใหม่ๆ การถอดความรู้ที่ได้เพียงประสบการณ์ผิวเผินในมุมมองของวิทยากรกระบวนการแต่เพียงอย่างเดียว อาจไม่มีพลังเพียงพอที่จะกะเทาะความจริงที่ซ้อนอยู่เบื้องหลังได้ ความสำคัญและความประณีตของ “การจัดกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม” ที่ได้มาซึ่งบทเรียน จึงเป็นสิ่งสำคัญ รวมไปถึงผู้ที่ทำหน้าที่ถอดบทเรียนที่เรียกว่า “วิทยากรกระบวนการ” หรือ “Facilitator” และ ผู้เข้าร่วมเวที (Participants)ในกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมด้วย

 

เริ่มต้น...ถอดบทเรียน 

        การถอดบทเรียนเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ สิ่งที่สำคัญและส่งผลต่อการได้มาซึ่ง “บทเรียน” ที่ดี ก็คือ การเตรียมกระบวนการ การเริ่มต้นและการเตรียมการที่ดีทำให้การถอดบทเรียนประสบความสำเร็จแล้วกว่าครึ่ง

 

องค์ประกอบของผู้เข้าร่วมถอดบทเรียน 

            องค์ประกอบนี้สำคัญมาก เพราะผู้เข้าร่วมถอดบทเรียนล้วนแต่เป็น “คนต้นเรื่อง” ที่มีประสบการณ์การทำงานด้านนั้นตลอดทั้งกระบวนการ โดยเฉพาะนักปฏิบัติที่คลุกคลีกับการงาน ประเด็นไม่ว่าจะมีส่วนร่วมในระดับใดก็ตาม หลักเกณฑ์การคัดเลือกผู้เข้าร่วมเวทีถอดบทเรียน จึงต้องให้ความสำคัญหากผู้เข้าร่วมถอดบทเรียนไม่ใช่ “ตัวจริงเสียงจริง” ส่งผลให้การถอดบทเรียนก็ไม่สามารถได้ข้อมูลที่แท้จริง รวมไปถึงการเจาะประเด็นเชิงลึกได้  จำนวนผู้เข้าร่วมจะอยู่ที่ประมาณ ๖ – ๑๐ คน ไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป หากจำนวนคนน้อยอาจได้บทเรียนที่ไม่ค่อยครอบคลุม แต่หากจำนวนคนมากไปส่งผลต่อกระบวนการเรียนรู้ที่ดี แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอย่างทั่วถึง ยกเว้นในกรณีการถอดบทเรียนที่เป็นการถอดบทเรียนเชิงลึก ถอดบทเรียนบุคคลที่จำเพาะเจาะจงมาแล้ว กรณีนี้จะเหมือนการทำกรณีศึกษา ในงานวิจัยเชิงคุณภาพ ที่มีผู้ถอดบทเรียนและผู้ทำการถอดบทเรียนเท่านั้น

 

องค์ประกอบด้านกลไกการเรียนรู้ 

        การถอดบทเรียนเป็น “กระบวนการ” ที่ประกอบด้วยวิธีวิทยาชุดหนึ่ง กลไกสำคัญหนึ่งคือ วิทยากรกระบวนการ หรือ Facilitator จะทำหน้าที่เป็นผู้ที่คอยกระตุ้น สร้างบรรยากาศในการแลกเปลี่ยนทัศนะ ข้อมูล อย่างบูรณาการ โดย Facilitator เองก็ต้องมีทักษะในการเป็นวิทยากรกระบวนการ (อ่านได้ในบทที่ ) ผสมเกสรด้านความคิด ผลิดอกออกผลในวงสนทนาเป็นองค์ความรู้ใหม่ ชุดบทเรียนใหม่ ตลอดจนมุมมองและทางเลือกใหม่ ผ่านการประมวลความคิด (Conceptualize) สรุป วิเคราะห์  สังเคราะห์ให้เกิด “บทเรียน” คลี่คลาย กระจ่างชัดในประสบการณ์ที่มีร่วมกัน

        สำหรับการถอดบทเรียนคุณสมบัติเพิ่มเติมสำหรับวิทยากรกระบวนการก็คือ ต้องเป็นผู้มีความรู้เชิงลึกและกว้างในประเด็นที่จะถอดบทเรียนพอสมควร เพราะชุดความรู้เริ่มต้นของ Facilitator จะเป็นต้นทุนในการตั้งคำถาม ต่อยอดคำถาม รวมไปถึงการนำเสนอมุมมอง ทัศนะที่หลากหลาย เพื่อเอื้อให้ผู้คนในวงเรียนรู้ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอย่างเต็มที่และมีคุณภาพ ดังนั้นการเตรียมตัวของวิทยากรกระบวนการจำเป็นต้องศึกษาบริบทของงานเชิงประเด็นให้ถ่องแท้ อีกส่วนหนึ่งก็คือข้อมูลของผู้เข้าร่วมวงเรียนรู้ ต้องเรียนรู้เบื้องหลัง พื้นฐานจุดแข็ง และข้อจำกัดของผู้เข้าร่วมวงเรียนรู้ จะช่วยทำให้การสร้างบรรยากาศการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของวิทยากรกระบวนการเป็นไปด้วยความราบรื่นและเกิดผลสำเร็จ

        ในหนังสือ “ถอดบทเรียน (นอกกรอบ)” ที่ได้เคยเขียนไว้เป็นหนังสือที่ถอดประสบการณ์การทำงานของวิทยากรมาเป็นกรณีตัวอย่าง “คนถอดบทเรียน” มีคุณสมบัติอย่างไร? (ในที่นี้หมายถึง Facilitator หรือ วิทยากรกระบวนการ)

กระบวนการถอดบทเรียน ไม่ได้เจาะจงในการเลือกใช้เครื่องมือ หรือวิธีการใดวิธีการหนึ่ง แต่การถอดบทเรียนขึ้นอยู่กับ “โจทย์” และ“กลุ่มเป้าหมาย”  สองสิ่งนี่เองที่เป็นตัวกำหนดว่าเราจะใช้กระบวนการถอดบทเรียนอย่างไร? แต่อย่างไรก็ตามเราก็สามารถยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนตลอดเวลานะครับ ถ้าพอว่าวิธีการที่เราใช้นั้นไม่เวิร์กเอาซะเลย ดูฝืดๆฝืนๆ ก็ลองปรับเปลี่ยนวิธีการใหม่ๆ ก็ไม่ผิดกติกาใดๆทั้งสิ้น

        เคยทราบมาและบางทีก็มีประสบการณ์ด้วยตัวเองโดยใช้วิธีการ “ถอดบทเรียนที่ไร้กรอบ”  ที่บอกว่าไร้กรอบคือ ไม่ได้แสดงตัวว่าผู้ที่ทำหน้าถอดบทเรียนกำลังปฏิบัติการ  “ถอดบทเรียน” อยู่ ทำให้เนียน ทำให้เป็นธรรมชาติ แต่ภายใต้ความเป็นธรรมดานั้น นักถอดบทเรียนกำลังใช้วิธีการถอดบทเรียนอยู่เงียบๆ เช่น วิธีการสังเกต,การจับประเด็นการพูดคุย,การซักถามทุกข์ สุกดิบ หรือบางครั้งก็ลงไปสัมภาษณ์พูดคุยในประเด็นที่เราสนใจเมื่อมีประเด็นที่น่าสนใจ เราก็ลงลึกในประเด็นเหล่านั้นทันที  แต่ทุกอย่างเป็นไปแบบธรรมชาติ ในบรรยากาศกัลยาณมิตร

 

        ในกรณีสถานการณ์ข้างต้น “การถอดบทเรียนที่ดี”  ควรจะทำให้เนียนกับวิธีชีวิต  ข้อมูลที่เราได้ก็จะเป็น ข้อเท็จจริง ที่หายากมากในวงสนทนาสาธารณะทั่วไป วิธีการนี้ทำได้ดีแบบคนต่อคน หรือกลุ่มเล็กๆ ที่เราคุ้นเคยระดับหนึ่งมาแล้ว ความสำเร็จในการถอดบทเรียนแบบไม่เป็นทางการนี้ อยู่ที่เราสามารถทลายความเป็นคนแปลกหน้า เราสามารถทลายความหวาดระแวง กระชับความสัมพันธ์นำไปสู่การไว้ใจ และเปิดใจในที่สุด แล้วทุกอย่างก็ไปได้ดี

        “การถอดบทเรียน”  เป็นกระบวนการหนึ่งที่อยู่ภายใต้ “การจัดการความรู้” (Knowledge management) ดังนั้นความรู้ที่ถูกจัดการอย่างเป็นระบบสามารถนำไปใช้ได้ ก็หมายถึงเราก็ได้บทเรียนพร้อมใช้ไปด้วย ความรู้และบทเรียน คือสิ่งเดียวกัน 

        เราทราบกันดีว่าความรู้มีสองชนิด ความรู้ภายนอก (Explicit knowledge) ที่เป็นความรู้หาได้จากตำรา ทฤษฏี งานเขียนที่เป็นลายลักษณ์อักษร เราสามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์ พร้อมใช้ได้ในทันที การจัดการความรู้ประเภทนี้ไม่ค่อยท้าทายความสามารถเท่าไหร่ แต่ความรู้ประเภทที่ฝังลึกในตัวคน ตรงนี้ถือว่า ท้าทายมาก ในการสกัดออกมา

        สำหรับนักถอดบทเรียน นักจัดการความรู้ ความรู้ที่บอกว่าท้าทายคือ “ความรู้ฝังลึก” (Tacit knowledge)ยากมากสำหรับการดึงความรู้เหล่านี้ออกมา เพราะนักถอดบทเรียนไม่ได้มีทักษะ ที่แกร่งศาสตร์แต่เพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องมีศิลปะด้วย

        ผลลัพธ์ที่ต้องการในเวทีพัฒนาศักยภาพพยาบาลชุมชน จึงเป็นการให้เรียนรู้ทักษะการถอดบทเรียน ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดการความรู้ และต่อเนื่องด้วยการสื่อสารผ่านการเขียน เมื่อพิจารณาถึงต้นทุนคนหน้างาน (พยาบาลชุมชน) แล้ว พอที่จะประเมินได้ว่า น่าจะช่วยในการทำงานได้ไม่มากก็น้อย การเพิ่มเติมทักษะเพียงเล็กน้อยสำหรับพื้นฐานที่พยาบาลชุมชนมีอยู่แล้ว จึงไม่ใช่เรื่องที่ยากมากนัก

 

.....................................................